โรคไตระยะที่3 รักษาอย่างไร 2020

by WheelSharee Posted on 2020-09-04



ความคิดเห็นที่ 1
จากข้อมูลที่ถามมา กรณีเป็นโรคไต ถ้าเป็นโรคไตในระยะที่ 3  มักจะเป็นไตระยะเรื้อรังมีอัตราการกรองของไตลดลงปานกลางค่ะ
ซึ่งผู้ป่วยมักจะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน นอนไม่หลับ ปริมาณปัสสาวะลดลง ความดันโลหิตสูงขึ้น เท้าและข้อบวม
หนังตาบวมโดยเฉพาะตอนเช้า และมีผิวแห้ง คันตามตัวได้ เป็นต้นค่ะ

ทั้งนี้การรักษาโรคในระยะนี้ แพทย์อาจจะทำการรักษาโดยการล้างไตค่ะ โดยจะล้างผ่านหน้าท้องหรือฟอกเลือดก็ได้ แต่การรักษานี้
อาจจะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ ซึ่งแพทย์จะทำการประเมินดูค่าเลือดต่างๆ และค่าการทำงานของไตก่อนให้การรักษา และ
จำเป็นต้องดูพยาธิสภาพของโรคผู้ป่วยร่วมด้วยค่ะ ซึ่งถ้าผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับกรดยูริคในเลือดให้ได้เป็นปกติ โดยการทานยา
ลดระดับกรดยูริคและ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกรดยูริคสูง จนทำให้ควบคุมระดับกรดยูริคในเลือดให้อยู่เป็นปกติตามเกณฑ์
แพทย์อาจจะยังไม่ทำการรักษาแบบล้างไตก็เป็นได้ค่ะ

เบื้องต้น แนะนำให้คุณสอบถามรายละเอียดในแนวทางการรักษาผู้ป่วย กับแพทย์ผู้ทำการรักษาผู้ป่วย จะทำให้คุณได้ทราบถึงแนวทางการรักษา
ที่ชัดเจน เนื่องจากแพทย์ผู้ทำการรักษาจะทราบถึงพยาธิสภาพของโรคผู้ป่วยมากที่สุด และแพทย์จะให้คำแนะนำกับคุณได้อย่างถูกต้องค่ะ
ความคิดเห็นที่ 2
ถ้าเรื้อรังที่เป็นมากๆ ยากที่จะฟื้นค่ะ 

ส่วนมากต้องฟอกไตไปตลอดชีวิต
ความคิดเห็นที่ 3
ส่วนมากฟอกไปเรื่อยๆ ครับ อยู่ได้นานครับ เกิน 5 ปีก็เห็นมาเยอะ นอกนั้น เรื่องอาหารการเกิน ก็ต้องระวังให้มาก
บางคนก็กลับมาปกติก็มี ถ้าไม่กลับมาก็ไปต่อคิว รับบริจาคไตหนะครับ
ลูกให้พ่อ แม่ให้พ่อ ต้องดูกรณี ไปครับบางกรณีต่อไม่ติดก็มีเยอะครับ แม้จะเป็นญาติสายตรง

แต่เข้าใจคนป่วยทุกคนหนะครับ ไม่มีใครอยากฟอกไต แม้ว่าจะเบิกได้กันหมด แต่มันยุ่งพอควร
ความคิดเห็นที่ 4
ไตวายระยะสุดท้าย ปัจจุบันไม่มีการรักษาวิธีไหนที่จะทำให้เนื้อไตที่เสียไปแล้วกลับมาดีดังเดิมได้ จึงต้องล้างไตเพื่อเอาของเสียในเลือดออกซึ่งต้องทำไปตลอดชีวิต

แนะนำ จขกท ถ้าใช้สิทธิ์ 30 บาท ให้ไปขึ้นทะเบียนขอล้างไตทางหน้าท้อง ซึ่งฟรี แต่ถ้าจะล้างแบบใช้เครื่องฟอกถ้าไม่มีข้อบ่งชี้ว่าไม่สามารถล้างทางหน้าท้องได้จะต้องจ่ายเงินเอง

แต่ถ้าใช้สิทธิ์ประกันสังคมเลือกวิธีการล้างได้แต่ก็จะมีค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม
ความคิดเห็นที่ 5
ไม่มีทางอื่นที่ทำให้หายขาดจากโรคนี้ได้หรอกค่ะ นอกจากจะปลูกถ่ายไตใหม่เท่านั้น (แต่ถ้าปลูกถ่ายไตแล้วไม่กินยากดภูมิคุ้มกันเพื่อรักษาไตใหม่ไว้อย่างต่อเนื่อง ก็จะต้องกลับมาฟอกเลือดใหม่อย่างเดิม) ส่วนการฟอกเลือดเป็นการรักษาแบบประคับประคอง เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตอยู่ต่อได้ ซึ่งการฟอกเลือดจะต้องทำตลอดชีวิต

ในเวลานี้ถ้าต้องการพาคุณแม่ จขกท.ไปปลูกถ่ายไต จขกท.ควรพาท่านไปทำเรื่องขอรับไตบริจาคจากสภากาชาดไทย หรือ จขกท.จะปรึกษาอายุรแพทย์โรคไตว่าจะบริจาคไตตัวเองให้ท่านได้หรือไม่ที่โรงพยาบาลใหญ่หรือโรงพยาบาลของคณะแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยใกล้บ้านค่ะ โดยจะต้องส่งเลือดเพื่อตรวจความเข้ากันได้ของภูมิคุ้มกันทุก ๆ เดือนพร้อมค่าใช้จ่ายในการส่งเลือดตรวจ ลองปรึกษาอายุรแพทย์โรคไตที่รักษาคุณแม่ จขกท. อยู่ดูนะคะ

ช่วงที่ยังต้องฟอกเลือดนี้ ช่วยท่านควบคุมหรือจัดการเรื่องอาหารไปก่อนค่ะ ลดเค็ม จำกัด/ลดเกลือ (ทั้งโซเดี้ยมและโพแท้สเซี่ยมลง เพื่อไม่ให้ท่านป่วยความดัน และหัวใจวายค่ะ) หลีกเลี่ยงอาหารที่มีฟ้อสฟอรัสมาก (เพราะอาหารที่มีฟ้อสฟอรัสมากจะทำให้เกิดอาการคัน ผิวแห้งและดำคล้ำลง รวมไปถึงกระดูกเปราะบางลงด้วยนะคะ) หากยังฉี่ได้ตามปกติ อาจจะยังไม่ต้องจำกัดน้ำ แต่ถ้ามีฉี่น้อยหรือไม่มีเลย จำเป็นต้องจำกัดปริมาณน้ำดื่มลงค่ะ ปรึกษาแพทย์หรือพยาบาลไตเทียมเรื่องยาขับปัสสาวะด้วยก็ดี
ความคิดเห็นที่ 6
ไตวายเรื้อรังไม่มียารักษาค่ะ ตอนนี้อยู่ระยะที่3 ยังไม่ต้องฟอกเลือด แต่ต้องควบคุมอาหารเพราะการควบคุมอาหารจะเป็นการช่วยยืดทำให้ไตไม่เสื่อมเร็วเกินไปค่ะ (การควบคุมอาหารสามารถหาอ่านได้ทั่วไป แต่ที่สำคัญ ลดเค็ม ลดหวาน งดอาหารประเภทไขมัน) มีโรคประจำตัวอย่างอื่นด้วยหรือเปล่า เช่น ความดัน เบาหวาน ถ้าเป็นต้องควบคุมให้ดี และที่สำคัญไปตรวจตามนัดทุกครั้ง (เป็นห่วงตรงที่ท่านจะเลือกฉันได้หรือเปล่าเพราะกับข้าวไม่ได้ทำเอง อาจจะต้องให้ญาติๆทำแล้วนำไปถวายที่วัด)
ความคิดเห็นที่ 7
จากประสบการณ์ผู้ป่วยไตเสื่อมเช่นเดียวกันค่ะ
1. พยายามอย่าให้ความดันสูงค่ะ โดยการงดอาหารเค็ม ของมัน และทานยาลดความดันสม่ำเสมอ
2. หลีกเหลี่ยงอาหารแสลงโรคที่จะทำให้ไตทำงานหนักขึ้นน่ะค่ะ เช่นผักสีเขียวจัด(คะน้า หน่อไม้ฝรั่ง ตำลึง)  และของหมักดองมีเยอะมากค่ะ สามารถหาในเน็ต
3. ทานเนื้อปลา และไข่ขาวแทนโปรตีนจาก เนื้อสัตว์
4. โรคไตไม่ถูกกับ สมุนไพรต่างๆ ค่ะ สามารถทานอาหารเสริมแทนได้โดยพิจารณาจากสารประกอบที่ไม่แสลงโรค
5. งดนม ขนมอบกรอบ ทุกชนิดเพราะมันมีส่วนผสมของเกลือ
6. งดทานผลไม้ที่มีโปรแตสเซียมสูง เช่น กล้อย ทุเทียน / ที่ทานได้คือ แตงโม ชมพู สัประรด
7. ควรจะพบแพทย์เพื่อตรวจเลือด เช็คระดับของเสียเป็นประจำทุกเดือน
ความคิดเห็นที่ 8
รักษากับแพทย์แผนไทยค่ะ และแผนจีนเราแนะนำเลยค่ะ
ถ้ารักษากับแผนนี้จะไม่ไปลงที่การฟอกไตนะคะ
เขาจะมีวิธีการอื่นกระบวนการอื่นในการรักษา
แล้วแต่อาการ ปรึกษากับแพทย์แผนนี้ดูก่อนค่ะ
ความคิดเห็นที่ 9
จะรักษากับแพทย์แผนไทยต้องใช้เวลาในการรักษาซึ่งจะเป็นแบบค่อยๆดีขึ้น

 แต่ไม่สามารถให้หายทันทีทันใดได้นะครับ
ความคิดเห็นที่ 10
ตามธรรมชาติ หลังเราเกิด เนื้อไตจะไม่มีการสร้างใหม่อีก
ซึ่งต่างจากอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย ที่จะมีการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาทดแทนได้
เวลามีโรคหรือภาวะใดๆ ที่มีการทำลายไต เนื้อไตก็จะน้อยลงๆ และทำหน้าที่ขับของเสียได้ลดลงเรื่อยๆ
ถึงจุดหนึ่งก็จะมีของเสียในเลือดเพิ่มขึ้น เรียกว่าโรคไตเรื้อรัง ซึ่งแบ่งเป็น 5 ระยะ

การเป็นโรคไตเรื้อรัง หมายความว่า การทำงานของไตจะไม่ดีขึ้นอีกแล้ว
แต่จะเสื่อมช้าหรือเร็วขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น สาเหตุของโรคไตเรื้อรัง และการปฏิบัติตัว

ถ้าทราบสาเหตุก็ต้องรักษาสาเหตุดีๆ เช่น เป็นเบาหวานหรือความดัน ก็ต้องคุมโรคอย่างเคร่งครัด
ส่วนการชะลอการเสื่อมโดยทั่วไป ก็อาศัยการกินยา เช่น ยาลดความเป็นกรดในเลือด
การลดอาหารที่มีฟอสเฟตสูง ฯลฯ ซึ่งยาเหล่านี้หมอจะเป็นคนสั่งให้

การใช้สมุนไพร ปัจจุบันมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ออกมาเรื่อยๆ เช่น เห็ดหลินจือ
แต่ถ้าเป็นยาแผนไทย แผนจีน สมุนไพร ฯลฯ ที่ไม่มีการศึกษาแน่ชัด แนะนำว่าให้เลี่ยงดีกว่าค่ะ
ที่ไต้หวัน ซึ่งเป็นเจ้าแห่งยาจีนทั้งหลาย เป็นประเทศที่มีผู้ป่วยฟอกเลือดมากที่สุดในโลก
(เมื่อเทียบกับจำนวนประชากร) ซึ่งพอไปหาสาเหตุ ก็เจอว่าเป็นเพราะสมุนไพร ตำหรับยาจีนนั่นเอง
จนเค้ามีคำเรียกว่า herbal nephropathy และการสาธารณสุขในไต้หวันเค้าก็รณรงค์ให้คนเลิกกิน
ยาจีนกันแล้ว
ความคิดเห็นที่ 11
โรคไตระยะที่3 ถ้าดูแลตัวเองดีๆ ทานอาหารให้เหมาะสม สามารถยืดระยะเวลาการฟอกเลือด(โรคไตระยะที่5)
ไปได้อีกนานมากเกิน 30 ปีก็มี  ไม่แนะนำให้ทานยาสมุนไพรใดๆ  ส่วนตัวเคยกินยาสมุนไพรมามากกว่า20ชนิด
มีแต่อาการแย่ลง
ความคิดเห็นที่ 12
อีกอย่างถ้าไตมีปัญหา แล้วไปใช้ยาแปลกๆ หรือยาสมุนไพร 
บางครั้งจะไปทำให้เกิดภาวะไตทำงานลดลงเฉียบพลัน 
แบบนั้นเท่ากับเร่งเวลาต้องฟอตไตเร็วขึ้น
การรักษาเค้าทำให้ชะลอการเสื่อมของไต
ความคิดเห็นที่ 13
- "ห้าม"กินยาสมุนไพร
- คุมความดันให้ดี กินยาสม่ำเสมอ ออกกำลังกาย ลดอาหารเค็มอาหารมัน ของหมักของดอง ปลาร้า ซอสปรุงรส ซอสมะเขือเทศ/พริก อาหารที่มีโซเดียม (ดูข้างฉลากครับ)
- หากเป็นเบาหวาน ลดอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล เส้นก๋วยเตี๋ยวทั้งหลาย กินยาเบาหวานให้สม่ำเสมอ
- ย้ำอีกครั้งว่า "ห้าม" กินยาสมุนไพร รวมถึงยาจีน ยาแพทย์แผนไทยทั้งหลายครับ
ความคิดเห็นที่ 14
การรักษากับแพทย์แผนไทยแผนจีน
หมายถึง รักษากับแพทย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางศาสตร์นี้ค่ะ

ไม่ได้หมายถึงการไปหาซื้อยาสมุนไพรกินเองนะคะ
คนละเรื่องเลยนะคะ
ถ้าไปซื้อสมุนไพรกินเองล่ะก็
จะต่างอะไรกับการเดินเข้าร้านขายยาแล้วปิดตาจิ้มนิ้ว สุ่มยาขึ้นมากินล่ะคะ
ยิ่งถ้าป่วยอยู่ด้วยแล้ว ไม่มีความรู้แล้วจะไปทำอะไรแบบนั้นเองได้ยังไง


การรักษากับแพทย์แผนไทยแผนจีน
หมายถึง รักษากับแพทย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางศาสตร์นี้ค่ะ

ตามโรงพยาบาลหลายแห่งที่มีชื่อเสียง ก็จะมีการรักษาแบบฝังเข็มของจีน
คลีนิคแพทย์แผนไทยที่มีชื่อเสียงในวงกว้าง มีเยอะเลยค่ะ ดังมากด้วย
หลักสูตรแพทย์แผนจีน ในประเทศไทยก็มีค่ะ

อาจเพราะคนไทยส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับการที่
เวลาป่วยแล้วจะไปรักษากับแพทย์แผนตะวันตกก่อน (แผนปัจจุบันที่นิยมกัน)
พอรักษาไม่หายแล้วค่อยมองหาแพทย์แผนตะวันออก

แต่บางที่บางประเทศเขาจะตรงกันข้ามไงคะ
เวลาป่วยหรือเป็นอะไรขึ้นมาเขาจะรักษากับแพทย์แผนตะวันออกก่อนเป็นหลัก
พอรักษาไม่หายแล้วค่อยมามองหาแพทย์แผนตะวันตก
แล้วแต่สถานที่ แล้วแต่ชุมชนด้วยมั้ง

แต่เราเป็นคนหนึ่งที่ทำแบบนั้นนะ ^ ^! (เดาว่าหลายท่านก็อาจจะคล้ายๆ กัน)
คือโชคดีว่าบ้านเราอยู่ในจุดที่แวดล้อมด้วยการรักษาแพทย์แผนตะวันออกมากกว่าน่ะค่ะ
เวลาป่วยหรืออะไรขึ้นมาเราจึงนึกถึงการรักษาแผนตะวันออก แผนจีน แผนไทย ก่อนเป็นอันดับแรก
เราเลยแนะนำให้เลย อาจทำให้หลายท่านรู้สึกไม่สบายใจ ขอโทษด้วยนะคะ
ความคิดเห็นที่ 15
ใจจริงผมมุ่งหวังที่จะหายา หรือ สมุนไพร ที่สามารถรักษาโรคไตให้ได้ ผมพยายามศึกษาข้อมูลในเน็ต หลายสูตรสมุนไพร
สรุปแล้ว ไม่มียาขนานใดหรือไม่ได้มีหลักฐานยืนยันที่น่าเชื่อถือว่าสูตรใดที่รักษาโรคไตหาย อย่างไรก็ตาม ผมมีความสนใจข้อ
มูล บางประการ ที่ผู้ให้ข้อมูลอ้างอิง ความรู้ ตามหลักวิชาการ  โดยกล่าวถึงสารประเภทที่มีคุณสมบัติยับยั้งกรดยูริก ซึ่งเป็นสาเหตุ
ไตเสื่อม ได้แก่ โฟลิก , เควอเซทิน เป็นต้น  เนื่องจากแม่ผมเป็นโรคไตเสื่อมที่สืบเนื่องจากโรคเกาต์ มีปัญหาเกี่ยวกับระดับกรดยูริก
ในเรื่องสมุนไพร ผมคิดว่าถ้าเรามีหลัก หรือ ความรู้ว่า สมุนไพรแต่ละตัวมีสารชนิดใดที่จะส่งผลต่อการรักษา น่าจะเป็นแนวทางที่
ไปต่อได้ดีกว่า การฟังเขาบอกมา อย่างไรก็ตามในการรักษา โดยใช้สมุนไพร จะต้องมีข้อมูลปริมาณสมุนไพรที่เหมาะสมมาเกี่ยวข้อง
เนื่องจากสารที่เป็นยารักษาอาจมีอยู่น้อย ดังนั้นการทานสมุนไพรบางประเภทอาจต้องใช้ปริมาณมาก และ ทานต่อเนื่องจึงจะมีผลต่อการรักษา
ความคิดเห็นที่ 16
สมุนไพรไทย มีศึกษากันมานานแล้วค่ะ
ขึ้นตำหรับก็เยอะเลย ปัจจุบันก็ศึกษาค้นคว้ากันค่ะ
มีสูตรยาใหม่ๆ ออกมา ขึ้นตำหรับ ประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
เพียงแต่ไม่ได้เป็นกระแสหลักในประเทศไทย คนเลยไม่ค่อยรู้

แต่ถ้าเราไม่ใช่ผู้ที่ศึกษามาด้านนี้โดยตรงล่ะก็ อย่ากินอย่ากินยาสมุนไพรเองค่ะ
และ "อย่า" ไปค้นๆ สูตรยาตามอินเตอร์เน็ตมากินเองนะคะ
เพราะเราไม่รู้ว่าผู้เขียนสูตรนั้นมีความรู้จริงแค่ไหน
และยิ่งไม่ใช่การเอาพืชสมุนไพรตัวเดียวมากินโดดๆ

สมุนไพรไทย มีทั้งที่มีฤทธิเสริม และมีฤทธิต้าน เวลาใช้ต้องใส่ผสมกันทั้งสองอย่างในสัดส่วนที่เหมาะสม
สัดส่วนที่เหมาะสมอะไร สัดส่วนที่เหมาะสมตามอาการ ตามโรคภัย
และแตกต่างกันไปตามลักษณะของผู้ป่วยแต่ละคนค่ะ นี้เป็นจุดสำคัญของยาสมุนไพร

ในประเทศไทยมีผู้เชียวชาญด้านสมุนไพรไทย มีเยอะมาก เรายืนยัน
เพียงแต่อาจจะรู้จักกันในวงไม่กว้างมาก เพราะเขาไม่ใช่แผนการรักษาหลัก
แทนที่จะศึกษาหาตัวยากินเอง ลองศึกษาตามหาผู้ที่มีความรู้เรื่องนี้แทนน่าจะเป็นการดีกว่า
มองหาท่านที่เขาเรียนศึกษาด้านนี้มาโดยตรง
แล้วเข้าไปปรึกษา น่าจะเป็นการดีกว่า และได้ผลมากกว่า
ความคิดเห็นที่ 17
ความเชื่อส่วนตัวนะ ถ้าจะกิน สมุนไพร กินได้ แต่เราต้องเลือกตัวได ตัวหนึ่ง ห้ามกินมั่ว จะได้ผล แต่เราไม่ได้กิน เพราะไปกินยาแผนปัจจุบัน ดูแล้วแย่กว่าเดิม เพราะยาแผนปัจจุบัน ทำร้ายไต ตับ สมอง บลาๆ  ทำไรไม่ได้ดีขึ้นหรอก  เราต้องคุมอาหาร ถ้ากินยาสมุนไพร แผนไทย หรือจีน เราต้องคุมอาหารเช่นกัน ถ้าผมหายแล้วต่อไปจะไม่หาหมออีกต่อไป เพราะว่า ยาแผนปัจจุบันนี่แหละ เป็นตัวภัยที่ไม่รู้ตัว ทางที่ดี คุมอาหาร
ความคิดเห็นที่ 18
แม่สามีป่วยเป็นไตวายเรื้อรัง
ม.ค58ค่าcr3.5
หมอนัดเจาะหน้าท้อง
ฉันบอกขอเวลา2เดือนและ
ต้องทำอย่างที่บอก
ฉันให้แม่ทำคือ
1. จิบน้ำอุ่นทุกๆ 15 นาท
ีทั้งวันกินให้ได้1.5ลิตร(ห้ามกืนน้ำเย็นเด๋ดขาด)
2.คุมอาหาร กินจืด
3. ประคบร้อนด้านหลังบริเวณไต
ทุกวันครั้งละครึ่งชั่วโมงทำ2ครั้ง
4.นวดหลังทุกวัน
5.ออกกำลังกานแกว่งแขน15นาที
6.กินไผ่น้ำต้มเข้า1แก้ว เย็น1แก้ว
7.กินยา3ตัว
7.1ภั่งเช่า
7.2 หลินจือแดงสกัด
7.3 น้ำมันสี่สหาย
8.สวดมนต์ถือศีล5ทุกวัน
2 เดือนไปตรวจค่าcrเหลือ2.8
หมอบอกยังไม่ต้องเจาะ
ตอนนี้กันยายน 59
ยังใช้ชีวิตปกติไม่ต้องเจาะ
ไม่ต้องล้าง
ลงไว้เผื่อเป็นประโยชน์ค่ะ
( พิจารณา เอาเองนะคะ)
ความคิดเห็นที่ 19
โภชนาการบำบัดอย่างเดียวครับ เรื่อง ธรรมชาติบำบัดหาของฝรั่งดีกว่าครับ หลักๆที่กินได้ สมุนไพรที่เป็นธาตุ ร้อนเท่านั้น อาหารเช่นกัน ห้ามดื่มน้ำเย็น อาหารที่ควรกิน กะหล่ำปลี , หอมใหญ่ ,ไข่ขาว , มันเทศ , น้ำขิง ,น้ำมะตูม , มันเทศ , เกาลัก ,
Comment:
CONFIRM CODE :
Comment Name :

บทความทั้งหมด
  คลิกที่นี่ เพื่อดูสินค้าแนะนำ
  ลดราคากว่า 80%(ห้ามพลาด)