โรคไข้เลือดออก 2020

by WheelSharee Posted on 2019-11-24



ความคิดเห็นที่ 1
คือ จิงๆ มีคนบอกว่า ไข้เลือดออกไม่จำเป็นต้องมีตุ่มแดงๆ
อาการของเราอ่ะ เป็นหวัดมา3-4วันแล้ว รู้สึกเพลียๆ ปวดหัว ไม่ค่อยมีแรง ง่วงนอน แล้วก้อเจ็บคอ มีคนบอกว่าอาการของเราคล้ายไข้เลือดออกมาก
ซื้อยามากินแล้วนะ ก้อไม่หายอีก อยากไปหาหมอน้ะ กลัวโดนเจาะเลือดอ่ะ กลัวเข็ม TT
ความคิดเห็นที่ 2
เคยเป็น เป็นไข้นานๆงี้แหละ แรกๆไม่ได้เจาะเลือดตรวจเลยหรอก เข้าเอายางรัดแขนดูจุดแดงๆ จุดชัดไม่ชัดค่อยว่ากันอีกทีว่าจะตรวจไรต่อ
ความคิดเห็นที่ 3
เจาะเลือดตรวจเถอะครับจะได้รู้ ถ้าเป็นไข้เลือดออก อาจเกิดภาวะช็อคได้ ถึงขั้นเสียชีวิตเลยนะครับ บางทีกว่าผื่นจะขึ้นก็ปวดหังไปเกือบอาทิตย์แล้วก็มี
***แต่ไข้เลือดออกจะปวดหัวมาก มีไข้สูงปริ๊ดในช่วงแรก และไข้จะลดลงในระยะต่อมา จากนั้นผื่นแดงก็จะตามมาครับ อันนี้ที่ผมเป็นนะ
ความคิดเห็นที่ 4
เพิ่งเป็นไม่นานนี่เองค่ะ

ช่วงแรกๆ ไข้ขึ้นสูงมาก(40)
ตอนกลางวันไข้ลดเกือบจะปกติ
กลางคืนก็สูงอีก
เวียนหัว ปวดหัว
ก็เข้ารพ.ไปราวๆ8วันค่ะ

อ้อ เราเป็นแบบไม่มีผื่นในระยะแรกๆนะคะ
มีช่วงๆวันที่5หลังจากมีไข้สูงแล้ว
ถ้าไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นอะไรก็หาหมอเถอะค่ะ อันตรายนะ
ความคิดเห็นที่ 5
ไข้เลือดออกมีหลายแบบอะครับ แบบเบาๆ แบบจัดหนักถึงตาย

ผมเคยเป็นแบบจัดหนัก เต็งกี่ เกือบตาย
1. อาการปวดหัวแทบระเบิด
2. กินข้าว น้ำไม่ได้เลย อ้วกตลอด
3. เป็นไข้ปวดเมื่อย ร้อนหนาวเป็นหมด
4. เอามือบีบ ถูกต้นแขน เป็นผื่นแดง แสดงว่าแน่นอน เข้าโรงพยาบาลด่วน

ไปเวชศาสตร์เขตร้อน โรงพยาบาลตรงใกล้ๆ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เชี่ยวชาญด้านไข้เลือดออกมากที่สุดในโลก
ถ้าไม่ได้เข้าโรงพยาบาลนี้ผมคงตายไปแล้ว
ความคิดเห็นที่ 6
เคยเป็นเหมือนกัน จำได้ตอนป.3 ตอนแรกนึกว่าเป็นไข้ธรรมดา เพราะเดียวขึ้นเดียวลง ทนอยู่นานหลายวัน เลยไปหาหมอ หมอดูติ่งหูแล้วบอกเป็นไข้เลือดออก? แล้วบอกว่ามาช้ากว่านี้อาจจะตายได้ ผมงงมาก มันไม่เห็นมีอาการอะไรสาหัสขนาดนั้น

เจาะเลือดยังไงก็ต้องเจาะ เจาะสายน้ำเกลือ เจาะตรวจเลือด อย่ากลัวเลยครับ
ความคิดเห็นที่ 7
เคยเป็น นอนที่ รพ.เวชศาสตร์เขตร้อนเหมือนกัน 6 คืน

อาการของไข้เลือดออก คือ จะมีไข้สูงลอย 2-3 วัน (ไข้สูงลอย คือ ทานยาลดไข้ แต่ไข้ก็ไม่ลด) ถ้าเป็นแบบนี้ แนะนำหาหมอเจาะเลือดตรวจเกร็ดเลือดเลยค่ะ

ส่วนอาการจ้ำเลือดนั้น จะยังไม่เกิดในช่วงแรกๆ ของอาการ แต่จะเกิดขึ้นในช่วงหลังก่อนหาย

ไข้เลือดออกเป็นการรักษาตามอาการ ยังไม่มียารักษา นอน รพ. ดูอาการ ให้น้ำเกลือไปเรื่อยๆ ก็จะดีขึ้นเองค่ะ
ความคิดเห็นที่ 8
ไข้เลือดออก เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง  ไม่มีอาการเฉพาะเจาะจง   อาการไข้เลือดออกก็คล้ายกับไข้ไวรัสทั่วๆไป
การจะรู้ว่าเป็นไข้เลือดออกจริงหรือปล่าว  คือ  การตรวจทางห้องปฎิบัตการเท่านั้น  (ทางการมากเลย)

ถ้ารักษาไม่ทัน  อาจทำให้ช๊อก   ความดันตก   เลือดออกภายในระบบต่างๆของร่างกาย   และเสียชีวิตได้

ถ้าไข้สูงมาก  ปวดหัว  แค่นี้เป็นเราก็ไปหาหมอเเล้ว  อย่างน้อยๆให้หมอรัดแขนสักนิดก็ยังดี  ถ้าจุดขึ้นเยอะๆ  หมออาจสั่งให้เจาะเลือดต่อ
ถ้าไม่มีจุด  หมออาจให้คอยสังเกตุอาการ   ไม่ให้กินยาแก้ปวดพวก NSAIDs  เพราะอาจทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น    
หมออาจให้ผงเกลือเเร่มากิน   ให้กินน้ำเยอะๆ  ป้องกันความดันตก

ถ้าตัวเย็นเฉียบๆ  ใจสั่น   ก็มาหาหมอทันที
ความคิดเห็นที่ 9
ของผมเป็นครั้งแรกตอนเป็นมหาวิทยาลัย ตอนนั้นเป็นไข้สูงอยู่วันสองวัน แล้วไข้ก็ลดอีกวันไข้ก็สูงอีก กินอะไรไม่ได้เลยเหมือนไม่อยากอาหาร เป็นยังงี้อยู่สามสี่วันือไม่ไหวแล้ว ไปตรวจปุ๊ปหมอบอกว่ามาช้ากว่านี้ลำบากแน่เพราะเกล็ดเลือดเหลือแค่ไม่กี่หมื่น ปกติคนเราเกล็ดเลือดมีเป็นแสน สรุปนอนโรงบาลเกือบ 2 อาทิตย์ น้ำหนักหาย 10 โลครับ
ความคิดเห็นที่ 10
6 อาการของโรคไข้เลือดออกที่ควรระวัง

ไข้เลือดออกสายพันธุ์ "เดงกี่" ระบาด ไข้สูงเฉียบพลัน มีจุดเลือดตามตัว ควรพบแพทย์


โรคไข้เลือดออกที่พบในปีนี้ (2562) ส่วนใหญ่เป็นเชื้อไวรัสเดงกี่สายพันธุ์ที่ 2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงมากที่สุด ใน 4 สายพันธุ์ ยิ่งหากเป็นการป่วยไข้เลือดออกครั้งที่ 2 จะยิ่งมีความรุนแรงของโรคมากขึ้น

โรคไข้เลือดออกสายพันธุ์เดงกี่ เป็นโรคติดต่อจากเชื้อไวรัสเดงกี่ มียุงลายตัวเมียเป็นพาหะ เมื่อยุงลายไปกัดคนที่ป่วยโรคไข้เลือดออก เชื้อโรคจะไปอยู่ที่ผนังกระเพาะและต่อมน้ำลายของยุง และเมื่อยุงไปกัดคนก็จะแพร่เชื้อสู่คน ซึ่งเชื้อจะอยู่ในร่างกายประมาณ 2-7 วัน ก็จะแสดงอาการของโรคออกมา


มีอาการแบบนี้ให้พบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นไข้เลือดออกสายพันธุ์เดงกี่

✔ไข้สูงเฉียบพลันประมาณ 2-7 วัน
✔เบื่ออาหาร
✔หน้าแดงปวดศีรษะร่วมกับอาการคลื่นไส้อาเจียน อาจมีอาการปวดท้องร่วมด้วย
✔บางรายอาจมีจุดเลือดสีแดงขึ้นตามลำตัว แขน ขา
✔เลือดกำเดาออก หรือเลือดออกตามไรฟัน
✔ถ่ายอุจจาระดำเนื่องจากเลือดออก และอาจทำให้เกิดอาการช็อกได้

ส่วนใหญ่มักเกิดกับเด็ก แต่อาการของโรคไข้เลือดออกไม่จำเพาะในเด็กเท่านั้น แต่ยังสามารถแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้ใหญ่ได้อีกด้วย ในรายที่ช็อกจะสังเกตได้จากการที่ไข้ลดแต่ผู้ป่วยซึมลง ตัวเย็น หมดสติ หากมีอาการดังกล่าวควรรีบมาพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพราะผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้โรคไข้เลือดออกไม่มียารักษาเฉพาะ การรักษาจะใช้วิธีประคับประคอง เช่น ให้ยาลดไข้ เช็ดตัวลดไข้ และให้สารน้ำชดเชย เนื่องจากผู้ป่วยมักมีภาวะขาดน้ำเนื่องจากไข้สูง


ดังนั้นการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกจึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ซึ่งเราสามารถช่วยกันทำได้ดังนี้ครับ...

1. ป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด ยุงลายมักจะกัดคนในเวลากลางวัน เราจึงควรนอนในมุ้งหรือติดมุ้งลวดเพื่อป้องกันยุงเข้ามาในบ้าน หลีกเลี่ยงการอยู่บริเวณมุมอับชื้น หรือทายากันยุง

2. กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายให้หมดไป ยุงลายจะเพาะพันธุ์ในน้ำใส ในภาชนะที่เก็บน้ำใช้ในบ้าน เช่น โอ่งน้ำ ถ้วยรองขาตู้กับข้าว แจกันดอกไม้ ภาชนะนอกบ้านที่มีน้ำขัง เช่น ยางรถยนต์ ดังนั้นเราควรทำลายแหล่งเพาะพันธุ์เหล่านี้ โดย

• ภาชนะที่ใช้เก็บน้ำต้องมีฝาปิดให้มิดชิด
• ใส่ทรายกำจัดลูกน้ำในภาชนะขังน้ำทำลายภาชนะที่ไม่จำเป็น เพราะอาจมีน้ำขังได้
• ปล่อยปลากินลูกน้ำ เช่น ปลาหางนกยูงในภาชนะที่มีน้ำขังขนาดใหญ่ เช่น อ่างบัว
• เปลี่ยนน้ำในภาชนะเล็กๆ เช่น แจกันทุก 7 วัน
• ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมในบ้านและรอบบ้านให้เป็นระเบียบ
• ขัดขอบภาชนะทุกครั้งที่เปลี่ยนน้ำเพื่อทำลายไข่ยุงลาย

นอกจากจะป้องกันไม่ให้ยุงกัด และทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายแล้ว เรายังสามารถฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกได้อีกด้วย ซึ่งผลงานวิจัยพบว่าเมื่อฉีดวัคซีนในผู้ที่เคยเป็นโรคไข้เลือดออกมาก่อนแล้ว วัคซีนจะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกไม่เป็นการทำให้เกิดโรคไข้เลือดออก และไม่ถือเป็นการติดเชื้อครั้งแรก จึงมีความปลอดภัยและได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอาหารและยาของไทย สามารถนำมาใช้ป้องกันไข้เลือดออกได้สำหรับในหน้าฝนแบบนี้

ความคิดเห็นที่ 11
เราเคยเป็นตอนหลายปีก่อน นอนรพ 3-4วันอาการก้เริ่มจะดีขึ้น เลยออกรพ มาพักอยู่บ้าน ผ่านไปสองวันไข้หนักกลับไปรพใหม่ ทีนี้เป็นไข้หวัดใหญ่ซ้ำ ต้องกลับเข้าไปนอน รพใหม่อีก เราว่าอยู่รพจนแน่ใจดีกว่าคะ ยิ่งเป็นเด็กด้วยแล้ว
ความคิดเห็นที่ 12
จากไข้สูงแล้วลดลงนั่นหละค่ะ ช่วงพีค อันตรายสุดๆตอนนั้น
ลูกสาวนอน สามคืนค่ะ เพราะตอนแรกรัดแขนไม่เจอ
มาชัวร์ตอนเจาะเลือดวันที่อาการเริ่มเยอะแล้ว  
กลับมารักษาต่อที่บ้านอีกอาทิตย์กว่า  กว่าจะหายจริง
ความคิดเห็นที่ 13
ช่วงรอยต่อวันไข้สูงกับไข้ลดครับ  ประมาณวันที่ 4-5 หลังจากมีไข้วันแรกเพราะจะเกิดอาการช๊อคได้ครับ น้ำจะรั่วออกจากหลอดเลือดไป พอไข้ลดกลับบ้านได้เลยครับ แต่ถ้าอาการหนักก็จะนานกว่านั้นครับ
ความคิดเห็นที่ 14
นอนกี่วันขึ้นอยู่กับเกล็ดเลือดว่าที่ลดลง กลับขึ้นมาหรือยัง ถ้าเป็นผู้ใหญ่ เกล็ดเลือดต้องมากกว่า 50,000 คุณหมอจึงจะให้ออกจาก รพ ได้ ส่วนของเด็กไม่ทราบ

เป็นวันแรกๆ เกล็กเลือดจะลดลงในอัตราส่วน หาร 2
เมื่อหยุดลงแล้ว เกล็ดเลือดก็จะขึ้นมาในอัตราส่วน คูณ 2
ความคิดเห็นที่ 15
โรคไข้เลือดออก นี่ ต้องเข้าใจก่อนค่ะ ว่ามี 3 ระยะ คือ
ระยะมีไข้ จะมีไข้สูง โดยเฉพาะกลางคืน
ระยะช็อค เมื่อไข้เริ่มลดหรือไม่มีไข้ จะตามมาด้วยภาวะช็อค และเลือดออกภายในร่างกายได้ ต้องไปสังเกตอาการที่ รพ.ค่ะ
ระยะพักฟื้น คือ ระยะหลังจากภาวะช็อค เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
แต่โดยรวมแล้วไม่มีผื่นขึ้นค่ะ จะมีแต่เส้นเลือดใต้ผิวหนังแตก ก้จะแดงๆช้ำๆ ค่ะ หรืออาจจะเป็นจุดแดงๆทั่วตัวได้
ถ้ามีผื่นขึ้น น่าจะเป็นส่าไข้มากกว่า (ถ้าเป็นผื่นจริงๆอ่ะนะค่ะ)
ความคิดเห็นที่ 16
อยากมาเล่าประสบการณ์การเป็นไข้เลือดออกให้หลายๆท่านฟัง เพื่อเป็นการแบ่งปันความรู้ และแนวทางการปฏิบัติตนเมื่อสงสัยไข้เลือดออก

วันแรกที่มีอาการ เราออกไปข้างนอกกับเพื่อนตอนเย็น วันนั้นคือวันที่ 27สิงหาคม 2557 ซึ่งมีฝนตก เราจำได้ว่าเดินลงจากรถ วิ่งไปร้านขนมทั้งๆที่ฝนตก นั่งเล่นกินขนมจนอิ่ม ก็ขับรถกลับโดยมีเพื่อนนั่งไปข้างๆ ฝนตกพรำๆ เราเปิดแอร์แค่ความเย็นต่ำๆ เรารู้สึกค่อนไปทางเย็นมาก แต่เพื่อนบ่นว่าร้อน

เมื่อถึงห้องก็คุยโทรศัพท์ หลังจากคุยเริ่มมีอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะมาก จึงนอนพักก่อนทั้งๆที่ยังไม่อาบน้ำ ตื่นมาอีกทีเที่ยงคืนก็ยังรู้สึกตัวรุมๆ ไม่ค่อยสบายตัว แต่ก็ตัดสินใจไปอาบน้ำสระผม เพราะตากฝนมา คืนนั้นทั้งคืนรู้สึกหนาวมาก ขนาดไม่ได้เปิดแอร์ก็หนาว ห่มผ้าคลุมโปงก็ยังหนาว เวียนศีรษะ ปวดศีรษะตลอด พยายามหลับๆตื่นๆทั้งคืน คิดว่าพรุ่งนี้เช้าก็คงหาย

เช้าวันที่ 28 สิงหาคม 2557 ตื่นมาเวียนศีรษะ รู้สึกว่าตัวร้อนเป็นไข้ หลังกินยาลดไข้ ไข้ลด ไปทำงานต่อ ทั้งๆที่เวียนศีรษะ รู้สึกร่างกายอ่อนเพลียมาก ตกกลางคืนสังเกตเห็นตนเองมีจุดเลือดออกขึ้นที่ข้อพับแขนข้างซ้าย (ในใจเริ่มคิดแล้วว่า นี่ฉันจะเป็นไข้เลือดออกจริงๆหรือเนี่ย)

วันที่ 29 สิงหาคม 2557 ไปทำงานไม่ไหว นอนซม มีอาการปวดศีรษะมาก คลื่นไส้ไม่มีอาเจียน ไข้สูง จึงตัดสินใจไปโรงพยาบาล วัดไข้ได้ 38.3 องศาเซลเซียส จากอาการสงสัยไข้เลือดออกจึงเจาะเลือดพบ เม็ดเลือดขาว 3400 เกล็ดเลือด 113,000 (ปกติเกล็ดเลือด ต้อง140,000-440,000)ในใจก็คิดว่าไหว ขอกลับไปนอนบ้าน กินORS แล้วพรุ่งนี้จะกลับมาเจาะเลือดซ้ำ (ไข้เดงกี่หรือไข้เลือดออกไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลทุกคน  โดยถ้ายังอยู่ในระยะไข้ กินได้ สามารถสังเกตเฝ้าระวังอาการshockได้ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล)

วันที่ 30 ยังมีไข้นอนซม ปวดศีรษะมากปวดที่ข้างขวาข้างเดียวเหมือนมีอะไรมาทิ่มแทงที่ศีรษะ ตอนนั้นเริ่มสังเกตจนรู้ว่าถ้าปวดหัวแสดงว่ามีไข้ วัดไข้ขณะปวดหัวทีไรประมาณ 39-40องศาเซลเซียส วันนี้เจาะเลือดซ้ำเกล็ดเลือดลดลงมาเหลือ 95,000 เอาล่ะ มีโอกาสshock  (ส่วนมากตัวโรคไข้เดงกี่หรือไข้เลือดออกจะเข้าสู่ระยะshockเมื่อเกล็ดเลือดน้อยกว่า 100,000 และไข้ลง) จึงตัดสินใจนอนโรงพยาบาล เนื่องจากเกล็ดเลือดต่ำกว่า 100,000 การรักษาโรคไข้เลือดออกจะรักษาแบบประคับประคองอาการให้กินยา Acetaminophen หรือParacetamol ควรหลีกเลี่ยงยากลุ่ม NSAID จำพวก Ibuprofen เพราะสามารถทำให้มีเลือดออกในทางเดินอาหารได้ ระยะไข้ควรดื่มน้ำมากๆ กินน้ำเกลือแร่เยอะๆ เรากลัว shock จึงกินน้ำเฉลี่ย 8ชั่วโมงกินได้1ลิตร รู้สึกกินอาหารไม่อร่อยเลย

วันที่ 31 ก็ยังคงมีไข้สูงนอนซมเหมือนเมื่อวาน เราเจาะเลือดได้เกล็ดเลือด 60,000 ยังคงไข้ 39-40 ระยะนี้ถ้าหากนอนโรงพยาบาลก็อาจจะถูกเจาะเลือดถี่ทุก6ชั่วโมง และวัดสัญญาณชีพทุก 4 ชั่วโมง นอกจากนี้อาจต้องเก็บปัสสาวะทุกครั้งเพื่อประเมินน้ำเข้าน้ำออก เฝ้าระวังภาวะshock ช่วงนี้อย่ารำคาญไปนะจ๊ะ

วันที่ 1 ไข้เริ่มลง เจาะเลือดได้เกล็ดเลือด 35,000 แต่วันนี้เรารู้สึกสบายขึ้น เริ่มกินได้มากขึ้น ไม่ค่อยปวดหัวแล้ว

วันที่ 2 ไม่มีไข้เลยทั้งวัน เจาะเลือดเกล็ดเลือด 22,000 ต่ำมาก จนน่าตกใจ แต่เริ่มมีอาการคันตามตัวแขนขา เป็นลักษณะอาการที่ดีของไข้เลือดออก

วันที่ 3 สบายดีเหมือนปกติ มีเวียนศีรษะเล็กน้อย เจาะเลือดเกล็ดเลือดขึ้นมาเป็น 50,000 ได้กลับบ้าน

วันนี้วันที่ 5 กลับมาบ้านกินได้เหมือนปกติ แต่แรงเดินยังไม่เยอะเท่าก่อนป่วย

สรุปอาการ
1.ไข้สูงลอย มากกว่า 3 วัน
2.มีจุดเลือดออกตามตัว หรือเลือดออกผิดปกติ
3.ตับโตกดเจ็บ
4.shock กระสับกระส่าย ความดันโลหิตต่ำ
ผลการเจาะเลือด พบเกล็ดเลือดน้อยกว่า 100,000 และมีความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงเพิ่มมากขึ้นกว่า 20 เปอร์เซ็นต์

การรักษา
1.ไม่มียารักษาเฉพาะ เป็นการรักษาแบบประคับประคองอาการ ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน
2.ถ้ามีไข้ให้รับประทานยา Acetaminophen หลีกเลี่ยงยาNSAID,Ibuprofen,diclofenac
3.รับประทานน้ำเกลือแร่ น้ำเปล่า ปริมาณมาก
4.ควรมีญาติเฝ้าระวังอาการshock
5.ไปโรงพยาบาลเจาะเลือดตามนัด

หวังว่าประสบการณ์ของเราน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านบ้างนะคะ Bye Bye
ความคิดเห็นที่ 17
เราเคยเป็นหนักถึงขั้นฉี่เป็นเลือด
จำได้เป็นบางฉากว่า สมัยเมื่อ 28 ปีก่อน
ต้องฉี่ใส่ขวดเรียงกันเต็มไปหมด ต้องกินน้ำเยอะ
เพราะความไม่รู้ของพ่อ พ่อสงสารพ่อเลยแอบกินน้ำแทน
ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องกินน้ำ ต้องฉี่ลงขวดเพื่อดูว่า
เลือดที่ออกมาตอนฉี่จางรึยัง สมัยนั้น  รักษาอยู่ รพ.แบบว่าทุรกันดารมาก
รอดมาได้คุณหมอที่รักษากับพยาบาลกรี๊ดลั่นเลย
เพราะทุกคนคิดว่าต้องไม่รอด
ความคิดเห็นที่ 18
จำแม่นเลย ไข้เลือดออกเนี่ย
เคยเปนตอน6ขวบ (เมื่อ43ปีมาแล้ว). ที่บ้านไม่รู้ว่าเปน เลยเปนไข้สูงราว6-7วัน ก่อนไปนี่เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว บอกที่บ้านให้เปิดพัดลมเพดาน มองขึ้นไปในพัดลม เหลือเชื่อกลางวันแสกๆ เห็นหัวกะโหลกเปนเงาดำๆ ชัดมาก(เปนคนไม่เชื่อเรื่องนี้ ทุกวันนี้ก็ยังไม่เชื่อ แต่ครั้งนั้นจำแม่นมาก ติดตามาจนปัจจุบันก็ยังไม่ลืม)  รีบบอกที่บ้าน พอไปหาหมอประจำอำเภอ เขาไม่รับ บอกรีบส่ง ประจำจังหวัด พอไปถึง รพ ประจำจังหวัด ก็ไม่รับอีก บอก หนักมากๆ เปนตายเท่ากัน รีบส่งเข้า รพ ที่พิษณุโลก ด่วน ที่นั่นทั้งหมอและเครื่องมือแพทย์พร้อมกว่า
พอไปถึง หมอระดมเข้ามาทั้งสายนำ้เกลือและอะไรไม่รู้เตมไปหมด กว่าจะหาย นอนไป2เดือนเตมๆเลย
ล่าสุดนี่ ไปไหว้พระวัดนึง พอดีเมียพาไป เมียผมนี่จอมงมงาย ชอบดูดวง แต่ผมไม่ชอบดูนะ ไม่อยากขัดใจเมีย เลยให้ท่านดูให้ ท่านถามว่า ตอนเดกๆ ราว6-8ขวบเนี่ย ดวงโยมเฉียดตายมาได้แบบไม่น่ารอดเลยนะ แต่ต่อไปก็ปกติแล้ว
อ่านแล้ว อย่ามาขอชื่อพระ กับวัดนะ จะไปรบกวนท่านเปล่าๆ
แค่มาเล่าให้อยาก แล้วจากไปเฉยๆ ง่วงแล้วครับ ขอตัวก่อน
ความคิดเห็นที่ 19
เคยเป็นสมัยเรียนมัธยมปลายค่ะ

อยากจะบอกเลยว่าเราทรมานมากๆๆๆ   เป็นไข้ไม่ไปหาหมอเลย6วัน  จนคุณพ่อต้องพาไปโรงพยาบาลเพราะร่างกายไม่ไหวแล้ว  กินก็อ้วกออกมาเป็นเกล็ดเลือดหมด  แถมวันที่6คงหนักมาก ป้าแดงมาอีกค่ะ  วันนั้นเลยค่อนข้างวุ่นวายต้องนอนโรงพยาบาลเลย   

สรุปแล้วอากานค่อนข้างหนักค่ะ  เราไม่ค่อยได้สติเท่าไร  ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะยืน  นอนโรงพยาบาลเกือบ1เดือนค่ะ   จำได้ว่าวันกลับบ้านดีใจมากๆ  แต่ต้องทำกายภาพบำบัดพักนึงเหมือนกัน  เพราะเรานอนให้น้ำเกลือกับที่อย่างเดียว  

ตลอดที่อยู่โรงพยาบาลไม่ได้ทานข้าวเลยค่ะ  อ้วกเป็นเกล็ดเลือดตลอด   ให้น้ำเกลือทุกวัน   จนบวมน้ำเกลือเลยค่ะ  น้ำหนักเพิ่มจ่กน้ำเกลือเยอะมาก  แต่ก็ลดลงไวตอนที่ออกมาจากโรงพยาบาลแล้ว

เรากลัวโรคนี้ไปเลยค่ะ  เป็นครั้งแรกก็อากานหนักเลย  (คุณหมอบอกโชคร้ายตรงที่ป้าแดงมาควบคู่ยิ่งหนักไปใหญ่)

แต่เราขึ้นผื่นหลังออกจากโรงพยาบาลและตอนไข้ลดแล้วนะคะ  หรือตอนเป็นไม่ได้สังเกตุไม่แน่ใจ  เพราะไร้เรี่ยวแรงจะทำอะไรจริงๆ
ความคิดเห็นที่ 20
เราเป็นไป ปีที่แล้ว อยากบอกว่าเข้าใจค่ะ มันทรมานค่ะ
หนาวมาก ไข้สูงไม่ลด  หนาวข้างใน ตัวสั่นมากๆๆ ห่มผ้าก็ไม่หายหนาว

รอดมาได้นี่ เราดีใจมากๆค่ะ ตอนเป็นกลัวมากค่ะ
ทำทุกอย่างให้หายเร็วๆ หาข้อมูลในเน็ตเยอะแยะเลยค่ะ
ความคิดเห็นที่ 21
หลังจากอ่านกระทู้แนะนำ เรื่องปัญหาโรคไข้เลือดออก
พบว่า มีคนจำนวนมากที่ยังไม่รู้จักโรคนี้ดีพอ และไม่ทราบแนวทางการรักษา
พบว่า ส่วนใหญ่เรื่องของหมอและคนไข้ เกิดจากความไม่เข้าใจกัน
กระทู้นี้ผมจะขอเล่า เรื่องโรคไข้เลือดออกสำหรับประชาชน เพราะว่าท่านควรรู้ความจริง
ผมจะขอให้ภาษาง่ายๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และไม่ได้ลงลึกระดับวิชาการ

อันดับแรกสิ่งที่ทุกคนควรทราบคือ โรคไข้เลือดออก เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี
พบมากในแถบบ้านเราที่มีอากาศร้อนชื้น พบมากในฤดูฝนที่มียุงชุกชุม มีแอ่งน้ำน้ำขังให้ยุงเพาะพันธุ์
โดยยุงตามบ้านเป็นพาหะของเชื้อ เมื่อถูกยุงกัดเชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายของเรา

อาการของโรคนี้ไม่มีความจำเพาะเจาะจงนะครับ (อาการคล้ายกลุ่มอาการติดเชื้อไวรัสทั่วไป)
ในช่วงแรก 1-3วันแรก อาการ คือ มีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย
(จะเห็นว่า ไม่ได้แตกต่างจากโรคไข้หวัด หรือโรคติดเชื้อทั่วๆไปสักเท่าไร ช่วงแรกจึงวินิจฉัยแยกกันยาก)
ต่อมาบางคนก็จะหายไข้ไปเอง คือ โรคนี้มีไข้ได้ตั้งแต่ 2-7วัน
แต่บางคนก็ไม่หาย (ซึ่งบอกไม่ได้ว่าใครบ้าง) ก็จะเพลียมาก กินข้าวไม่ได้ คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง ถ่ายเหลวได้

ลักษณะเด่นๆ คือ ไข้จะสูงมาก กินยาหรือเช็ดตัวก็จะลดลงแค่เล็กน้อย
อาจพบผื่นจุดเลือดออก (บางคนก็ไม่มี) และเมื่อไวรัสทำให้เกร็ดเลือดต่ำลง ก็จะพบอาการเลือดออกได้มากขึ้น
เช่นผื่นจุดเลือดออก เลือดกำเดาไหล ---- ถ้ารุนแรงมากๆ ก็อาจถ่ายดำ เลือดออกในทางเดินอาหารหรืออวัยวะสำคัญ

จะเห็นว่า โรคนี้อาการไม่จำเพาะเลย ช่วง 1-3วันแรกวินิจฉัยแยกจากโรคอื่นยาก
ความรุนแรงมีตั้งแต่ เป็นไข้เล็กน้อยแล้วหายเอง (ส่วนใหญ่เป็นแบบนี้; และบางทีไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นไข้เลือดออก)
จนถึงไข้สูงลอยหลายวันอ่อนเพลียมาก จนรุนแรงถึงขั้นภาวะไหลเวียนเลือดล้มเหลว หรือเลือดออกรุนแรง
"ซึ่งบอกไม่ได้ว่าอาการที่รุนแรงนั้นจะเกิดกับใคร" คนที่เกร็ดเลือดต่ำลงบางคนก็หายเป็นปกติ บางคนก็อาการรุนแรง

เจาะเลือดจะทราบไหมว่าเป็นไข้เลือดออก?????????
คำตอบคือ 1-2วันแรก ผลเลือดอาจปกติ จนถึงบอกได้ว่าน่าจะ ติดเชื้อไวรัส (จึงไม่จำเป็นต้องเจาะทุกราย)
ตั้งแต่วันที่3 อาการจะชัดขึ้น ผลเลือดจะช่วยการวินิจฉัยมากกขึ้น และอาจต้องนัดมาเจาะเลือดเป็นระยะๆถ้าไข้ไม่ลง

พยากรณ์โรค: บอกไม่ได้ว่าใครจะเป็นไข้ธรรมดา หรืออาการรุนแรง หรือเสียชีวิต

โดยทั่วไปพิจารณาตามอาการ ถ้าอ่อนเพลียมากกินไม่ได้จนขาดน้ำมากๆเสี่ยงต่ออาการช็อค ก็ควรอยู่รพ.
หรือเกร็ดเลือดต่ำกว่าแสน หรือแนวโน้มที่จะต่ำมาก หรือมีเลือดออกรุนแรงก็ควรนอนรพ.
"จะเห็นว่า ไม่ได้จำเป็นต้องนอนรพ.ทุกราย และการนอนรพ.ไม่ได้รับประกันว่าสามารถช่วยชีวิตได้ทุกคน"!!!!!!!!!!!!!!
ในรายที่อาการไม่มาก พอกินได้ ใกล้รพ. เกร็ดเลือดไม่ต่ำมาก สามารถนัดมาดูอาการเป็นระยะๆได้
คนส่วนใหญ่อาการจะค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งหายเป็นปกติโดยไม่ต้องนอนรพ.



การรักษา: "ไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี" "เป็นโรคที่หายเอง โดยการรักษาแบบประคับประคอง"!!!!!!!!!!!!!!!
การรักษาแบบประคับประคองคือ รักษาเพื่อคงชีพจร ความดัน ไม่ให้ต่ำเกินไป และเฝ้าวังระยะช็อคกับภาวะแทรกซ้อน
จนกระทั่งระยะอันตรายผ่านพ้นไป อาการดีขึ้น ไม่มีไข้ กินข้าวได้ ชีพจรปกติ ผู้ป่วยสดชื่น

ทำไมถึงไม่ให้น้ำเกลือในผู้ป่วยทุกราย?????
เพราะผู้ป่วยโรคนี้ที่อาการมาก จะมีการสูญเสียน้ำออกจากเส้นเลือด โดยน้ำดังกล่าวจะคั่งอยู่ที่ปอด
ที่ท้อง หรืออวัยวะภายในต่างๆ ทำให้อาการแย่ลง (เช่น น้ำคั่งในเนื้อปอด)
การให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดโดยไม่จำเป็น (เช่น ในรายที่ความดันและชีพจรยังดี) จะยิ่งทำให้อาการแย่ลงไปอีก
"ดังนั้น จึงขอให้น้ำเกลือในรายที่จำเป็น เพื่อคงความดันและชีพจรให้ปกติ"


อย่างที่กล่าวแล้วว่าการนอนรพ. ไม่ได้เป็นการรับประกันว่าจะไม่รุนแรง หรือสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยไข้เลือดออกได้ทุกราย
ดังนั้นต้องศึกษาวิจัยต่อไปว่าทำไมผู้ติดเชื้อไวรัสเดงกีบางคนหายเอง บางคนรุนแรงจนเสียชีวิต
ณ เทคโนโลยีปัจจุบัน ยังไม่สามารถทำนายได้ว่าใครบ้างที่อาจเสียชีวิตจากโรคนี้
(อยากให้ประเทศไทยส่งเสริมการพัฒนาคนด้านการวิจัยโรคตรงนี้ให้มากขึ้นเนาะ)

"ทั้งนี้ทั้งนั้น อยากให้ตระหนักว่า โรคนี้เป็นโรคที่ป้องกันได้โดยการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง"
เมื่อไม่ถูกยุงกัดก็จะไม่เป็นโรค พอเข้าฤดูฝนอย่าปล่อยให้มีน้ำขัง ใช้ทรายอะเบตก็ได้
ติดต่ออนามัย หรือ อบตใกล้บ้านท่านเลยครับ เขาจะมาฉีดไล่ยุงให้
อย่ารอให้เป็นโรคเลยครับ ไม่ว่าโรคใดๆการป้องกันนั้นดีที่สุด!!!!!!
ความคิดเห็นที่ 22
สรุป สำหรับหลายคนที่ไม่ชอบอ่านยาวๆ

(1) โรคไข้เลือด คือโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวัสเดงกี โดยมนุษย์ติดเชื้อไวรัสนี้จากการกัดของยุงบ้าน
(2) โรคนี้ช่วงแรกอาการไม่จำเพาะ ผลเลือดช่วงแรกมักปกติ ถ้าไข้สูงลอยนาน 2-7วัน ต้องติดตามอาการ และหรือตรวจเลือดเป็นระยะๆ
(3) ความรุนแรง มีตั้งแต่ไข้ธรรมดา ไข้อ่อนเพลียกินไม่ได้ มีไข้และเกร็ดเลือดต่ำ จนถึงรุนแรงมาก เช่น ชีพจรต่ำความดันตก เลือดออกรุนแรงเป็นต้น
(4) ใครบ้างที่ควรนอนรพ. : คนไข้ที่มีอาการมากและอยู่ไกลรพ. กินไม่ได้ขาดน้ำอ่อนเพลียมาก หรือมีแนวโน้มจะเลือดออกรุนแรงเช่นเกร็ดเลือดต่ำ
(5) การรักษา: ปัจจุบันไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี; "ส่วนใหญ่หายเอง" จึงรักษาประคับประคับจนกว่าจะหาย (ปกติไม่เกิน 7วัน) ติดตามอาการ เฝ้าระวังระยะอันตรายและภาวะแทรกซ้อน รักษาแก้ไขภาวะแทรกซ้อนเป็นเคสๆไป
(6) ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกมีการเสียน้ำ โดยรั่วออกจากเส้นเลือดไปคั่งตามอวัยวะต่างๆ เช่น น้ำคั่งในปอด การให้น้ำเกลือโดยไม่จำเป็นจะทำให้อันตราย; ดังนั้น ขอให้น้ำเกลือเฉพาะเมื่อต้องการประคับประคองชีพจรและความดัน
(7) พยากรณ์โรค: ณ เทคโนโลยีปัจจุบัน ยังทำนายไม่ได้แน่ชัด ว่าผู้ป่วยคนใดจะมีอาการรุนแรงมากจนเสียชีวิต เนื่องจากผู้ป่วยหลายคนแม้เกร็ดเลือดต่ำแต่ก็ไม่มีเลือดออกและอาการหายเป็นปกติได้; ดังนั้นเกร็ดเลือดต่ำก็ไม่ได้ฟันธงว่าจะต้องเสียชีวิต ต้องอาศัยการศึกษาวิจัยต่อไปว่าทำไม "บางคนเป็นน้อย บางคนเป็นมาก"
(8) การจัดการกับไข้เลือดออกที่ดีที่สุด คือ การป้องกัน!!!!!! โดยการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงครับ ; เชื่อว่าทั้งอนามัย อบต หน่วยงานรัฐต่างๆยินดีช่วยเหลือให้เรื่องนี้เต็มที่ครับ


ทั้งนี้อยากให้ทุกคนตระหนักว่า "ป้องกันโรค ดีกว่ามารักษาภายหลัง"
เนื่องจากไม่มีอะไร 100% หรอกครับ
ไม่มีใครกล้าการันตีได้ว่าทุกคนทุกโรคต้องหายและจะไม่มีใครเสียชีวิตเลย
ความคิดเห็นที่ 23
เราก็เคยเป็น แถมอาการหนักมาก นอนโรงบาล11วัน เลือดออกจนเหม็นไปทั้งตัว
ไรฟันหลุด แปรงฟันไม่ได้เลย
เลือดออกทางจมูก เสมหะ ถ่ายดำ และมีประจำเดือน(อันนี้ออกจากโรงบาลไปเป็นเดือนแล้วเลือดยังไม่หยุด ต้องกลับมาหาหมออีก)  เวลาหนาวก็หนาวจนอธิบายไม่ถูก ห่มผ้ากี่ชั้นก็ไม่หายหนาว เป็นที่น่าเวทนายิ่ง แถมเวลาร้อนก็เหลือทน ร้อนจนบรรยายไม่ถูก ปวดหัวตลอดเวลา กินอะไรก็ไม่ได้ มันไม่หืว ไม่อร่อย เจ็บปาก รับแต่น้ำเกลือไปหลายถุง
ตอนนั้นมีลูกของคนรู้จักเสียชวิตเพราะไข้เลือดออกด้วย น้องเขาเพิ่ง 8ขวบเอง คงทนความทรมานไม่ไหว ขนาดเรายังเกือบตายแล้วจะเอาอะไรกับเด็ก
จนปัจจุบันเวลาไม่สบายก็จะมีอาการคล้ายๆไข้เลือดออกทุกที คือ ร้อนแล้วปวดหัวมาก สักพักก็เย็น เย็นสั่นไปทั้งตัว แล้วมีเลือดออกตามไรฟัน
เราโชคดีที่ได้รักษากับโรงพยาบาลที่ดี(ศิขรินทร์ หาดใหญ่) ยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ที่นั่นทั้งหมอ พยาบาลเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเขาเอาใจใส่คนไข้ดีมาก
เวลาที่มีข่าวว่ามีคนตายเพราะไข้เลือออกเรานึกสงสารและเห็นใจเพราะรู้ว่ามันรุนแรงแค่ไหน
พอหายมาก็มีปัญหาเรื่องผมร่วงและประจำเดือนมาไม่หยุดอีกด้วย (หรือเป็นแค่เราคนเดียว)
ความคิดเห็นที่ 24
เป็นบทความที่ดีมาก ให้ระวังไว้เพราะมันตรวจเจอยากมาก และอาจช้อคถึงตายได้

เคยเป็นตอนเด็ก 12 ขวบ อยู่ รพ 14 วัน ตอนนั้นจำไม่ค่อยได้ว่าเกิดอะไร
รู้แต่ว่าเพลีย ไข้ขึ้นตลอด และต้องให้น้ำเกลือ
ออกมายังต้องพักฟื้นเกือบเดือน เพราะมันแย่มากๆ

ล่าสุด ถึงแม้ไม่ได้เป็น ติดเชื้อเฉยๆ แต่นอน รพ 3 วัน
หลังจากเป็นไข้ทุก 6 ชม มา 3 วัน พยายามอัดพาราเ ชตตามอนลดไข้
แต่ไม่หาย เผิญงานยุ่งเลย คิด ว่าเดี๋ยวหาย
แล้วไม่บอกใครด้วย ที่บ้านนึกว่าปกติดี เพราะกัดฟันไปทำงานทุกวัน
ครบ 3 วัน รู้ตัวไม่ปกติแน่ เลยหอบตัวเองเข้า รพ พร้อมกะต้องโดน admit แน่
หมอเจาะเลือดทุกวัน เกร็ดเลือดต่ำ ให้ยาฆ่าเชื้อ ไข้ขึ้นตลอดทุกวัน รวมแล้วเกือบ 6 วัน
ศรีษะแฉะไปด้วยเหงื่อ สระผมไม่ได้
แต่สุดท้ายแล้วไม่พบเชื้อไข้เลือดออก หมอว่าติดเชื้ออื่นๆ
แต่ที่น่ากลัว คือ ความชะล่าใจ ถ้าไข้สูงกว่านี้ 38-40 อาจช้อคตายได้
เฉียดตายจริงๆ (ประมาทนึกว่า แค่ไข้ขึ้นปกติ กินยาแล้วหายได้)
ถ้าไข้ขึ้นสูงเกิน 2 วัน รีบไปหาหมอตรวจเลย อยู่ใกล้หมอเกิดช้อคอะไรไป ยังพอช่วยทัน
Comment:
CONFIRM CODE :
Comment Name :

บทความทั้งหมด
  คลิกที่นี่ เพื่อดูสินค้าแนะนำ
  ลดราคากว่า 80%(ห้ามพลาด)