โรคเอดส์ 2020

by WheelSharee Posted on 2019-11-24



ความคิดเห็นที่ 1
บทความจากผู้ป่วยโรคเอดส์ HIV
สวัสดีครับ ผมชื่อ ต่อม (นามสมมติ) ตอนนี้อายุ 16 ย่าง 17 เกิดมาในครอบครัวกำพร่ำพ่อ ฐานนะพอมีพอกิน
ผมเข้าเรียน ประถมและมัธยม เหมือนเด็กคนอื่นๆและเป็นเด็กชอบเล่นกีฬามาก กีฬาที่ผมชอบคือบาสเกตบอล
เล่นจนได้เป็นนักกีฬาจังหวัดและผมก็เป็นเด็กชอบทำกิจกรรมเป็นทั้ง คณะกรรมการนักเรียน(สภานักเรียน)ประจำโรงเรียน
และเป็นสมาชิกสภาเยาวชน(ประจำอำเภอ)ที่ค่อยช่วยเหลืองานต่างๆโดยจิตอาสาล้วนๆ และสุดท้ายผมก็ได้เป็น    
อาสากู้ชีพ-กู้ภัย เนื่องจากผมเป็นคนชอบทำกิจกรรมมากๆ ผมก็ปฏิบัติหน้าที่ทุกอย่างแบบปกติจนถึง ม.4 เทอม 2
ช่วงนั้นผมป่วย อาการคือจะไอตลอดเวลาโดยเฉพาะเวลากลางคืนผมจะไอทั้งคืนและไอหนักมากติดต่อกันเกือบ 20วัน
เท่าที่ผมจำได้ผมตัดสินใจไปหาหมอช่วงนั้นหมอให้นอนโรงพยาบาล วันที่  11ส.ค. อาการก็ทรุดเรื่อยๆที่เห็นได้ชัดคือ
ตัวซีดไอเสหะปนเลือด แบบว่าไอเลือดออกจากปากเต็มมือ และก็ไอตลอดเวลาโดยเฉพาะตอนกลางคืน เหงื่อไหวท่วมตัว
จนเสื้อเปียกไอหนักจนไม่ได้นอนหลายคืน หมอก็พาไป X-rap พบอะไรสีขาวๆคล้ายหมอกอยู่ด้านบนปอดข้างซ้ายด้านบน
และหมอให้ผมเก็บเสหะ 2 กระปุกเพื่อนำไปตรวจ ผลวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคปอด นอนรักษาอยู่ 10 คืน อาการเริ่มดีขึ้น
แต่ยังไออยู่ตัวซีด ปากซีดขาว แต่หมออนุญาตให้ออกจากโรงบาลไปนอนพักต่อที่บ้าน 2 สัปดาห์ และให้หยุดเรียน
แต่ผมไม่อยากหยุดผมไปเรียนตามปกติและเวลาผมอยู่ในห้องเรียนหรือโรงอาหาร ฯลฯ ผมก็ยังไออยู่ตลอดเวลาจนต้อง
ซื้อยาแก้ไอมากินแต่ก็ไม่ค่อยได้ผลเลยลองหลายยี่ห้อไปเรื่อยๆจนเพื่อนทักว่า
‘’จะไม่ตายเพราะไอ แต่จะตายเพราะยา’’ ผมก็ยิ้มแต่ไม่ใส่ใจเพราะผมไอบ่อยมาก บางครั้งไอเบาๆบางครั้งไอหนัก
มากและจะเป็นแบบนี้สลับกันทั้งวัน ผมจำได้ว่าหมอบอกว่าโรควัณโรคสามารถแพร่กระจายเชื้อให้คนอื่นได้เลยอยากให้
หยุดเรียนแต่ผมก็ไปเรียนตามปกติโดยที่ว่าพอเพื่อนหรือครูถามว่าเป็นโรคอะไร ผมก็จะตอบไปว่าเป็นโรคไอฉับพลัน
หรือติดเชื้อทางเดินหายใจ ผมกลัวเพื่อนๆหรือครูรู้ว่าผมเป็นวัณโรคเพราะจะถูกรังเกียจจึงต้องโกหกไปแบบนั้น
หมอให้ยามากิน 12 เม็ดก่อนนอนทุกวันโดยที่ต้องกินยาให้ครบติดต่อกัน 6 เดือน และให้กินข้าวแยกจานช้อนซ้อม
กับแม่ตลอด ผมก็รู้สึกใจน้อยใจขนาดแม่ยังต้องแยกจานช้อนกินข้าวแล้วถ้าเพื่อนรู้ครูรู้คงไม่มีเพื่อน ถูกรังเกียจ
แต่ผมก็ไปเรียนตามปกติโดยทีเรียนไปไอไปแบบนี้อยู่ 2 เดือนกว่าๆ อาการผมก็แย่ลงและทีนี้จากไอเสหะปนเลือด
กลายเป็นไอปนอาเจียน (อ้วก) และกลับไปหาหมออีกครั้ง หมอให้นอนโรงพยาบาลอีกครั้งตอนนั้นรู้จัก 6 พ.ย.
ตัวผมซีดขาวไอหนักมากปนเลือดสลับอ้วกออกมา และเหงื่อไหลทุกคืนและต้องใส่ผ้าปิดปากตลอดเวลาเพื่อไม่ให้
เชื้อโรคแพร่กระจาย ผมนอนคนเดียวอยู่ในห้องผู้ป่วยแยกโรคและหน้าประตูห้องเขียนไว้ว่าผู้ป่วยติดเชื้อติดต่อพยาบาลก่อนเยี่ยม  ผมนอนอยู่คนเดียวในห้องนั้นโดยที่อาการก็เหมือนเดิมจะไอตลอด จะไอหนักจนนอนไม่หลับและพยาบาล
ก็พยายามช่วยผมทั้งยาน้ำแก้ไอ น้ำอุ่น แต่ก็ยังไม่ดีขึ้นจนต้องให้ดมยาสลับ อยู่ 2-3 วัน บางครั้งก็ฉีดยาเข้าที่ถุงนำเกลือ
แล้วผมก็หลับไป อาการค่อยๆดีขึ้นตามลำดับ จนหมออนุญาตให้ออกจาก รพ.และผมก็กลับไปเรียนตามปกติ
แต่อาการไอของผมเริ่มน้อยลง ไอเรื่อยๆแต่นานๆไอทีนึง แต่ตัวผมก็ยังซีดปากแห้ง อ่อนเพลีย ตาเหลือง และน้ำหนักลดไป
4-5 กิโลแต่สภาพร่างกายดูไม่แย่นักยังยิ้มแย้มแจ่มใส และกินยาก่อนนอนทุกคืน 12 เม็ดและไปตามหมอนัดทุกครั้ง
หมอจะนัดทุกๆ 15วันเพื่อดูอาการและจะเก็บเสมหะไปตรวจด้วยทุกครั้ง จนต้นเดือนธันวาคม
ผมกลับอาการแย่ลงอีกครั้ง และครั้งนี้เป็นหนักสุดผมจะไอแห้งๆบางครั้งปนเลือดและตัวผมซีดเหลืองๆน้ำลดหนักจนรู้สึกได้ว่าตัวผมเล็กลงเริ่มผอมจนเห็นร่องรอยกระดูกผมไปชั่งน้ำหนักดู ผมตกใจจนพูดไม่ออกน้ำหนักอยู่ที่ 50จาก63
ร่างกายผมดูผอมมากจากที่เคยเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลประจำจังหวัด ผมไปหาหมอและหมอให้ตรวจเลือด
ปรากฏว่าเลือดของผมเป็นบวกตอนแรกๆพยาบาลถามว่าถ้าพยาบาลบอกผลเลือดผมจะรับได้มั้ย
ผมตอบได้ครับพยาบาลบอกว่าเลือดผมเป็นบวก ผมก็ทำหน้างงๆแต่รู้สึกเหมือนเคยได้ยินที่ไหนสักที่
พยาบาลก็พูดอีกครั้งว่า (ผมเป็นเอดส์) ผมช็อกนั่งนิ่งไปไม่พูดไม่จาและก็ร้องไห้แบบไม่มีเสียงไปสักพัก พยาบาลก็ปลอบใจผมและถามว่าติดมาจากไหน ? ผมก็ตอบว่าไม่รู้ครับ พยาบาลถามกลับว่าเคยมีแฟนไหม
ผมตอบเคยมีครับ พยาบาลก็ถามว่าเคยมี Sex หรือป่าว ผมบอกไม่เคยครับพยาบาลก็ถามอีกว่าเคยใช้เข็มฉีดยาหรืออะไร
หรือป่าว ผมตอบไม่เคยครับ (น้ำตาท่วมหน้า)และพยาบาลก็พูดปลอบใจผมตลอด และถามคำถามสุดท้ายว่าในครอบครัว
มีใครเป็นหรือป่าว ผมก็นิ่งเงียบไปด้วยความไม่แน่ใจ หลังจากนั้นผมก็ได้รับยาตัวหนึ่งมาเรียกว่า ยาต้าน
กินโดยมีข้อแม้ว่าต้องกินให้ตรงเวลา พยาบาลก็ถามว่าอยากกินตอนไหนที่สะดวกที่สุดแต่ต้องกินเช้าและเย็น
ผมเลือดกิน 8 โมงเช้ากับ 2ทุ่ม ( 12ซ.ม. ) พยาบาลนัดพบหมออีก 15 วันและให้พาแม่มาตรวจเลือดด้วย
และเน้นย้ำว่าให้ผมกินยาทุกวันให้ตรงเวลา เรทได้ไม่เกิน 20 นาที จนถึงวันนัดผมมีอาการซีดเหลืองเหมือนเดิม
และผมได้พาแม่ไปตรวจเลือด ผลคือแม่ไม่เป็นวันนั้นผมพบหมอ หมอก็ดูอาการผม ผมตัวซีดเหลือง อ่อนเพลีย ผอมแห้ง
ไม่มีแรงแม้กระทั่งเดินขึ้นบันไดหมอเปลี่ยนยาให้ผมใหม่โดยที่นี้เป็นแบบ 2กระปุก กระปุกแรกให้กินยาเวลาเดิม คือ 8โมงกับ 2 ทุ่ม และอีกกระปุกจะเป็นเม็ดสีส้มๆเม็ดใหญ่ๆให้กิน 2ทุ่มหรือก่อนยายานี้จะทำให้มึนหัวเหมือนบ้านหมุน
และให้กินทุกวัน ยา2กระปุกนี้มีชื่อว่า Lastavir กับ EF A Virenz และส่งผมไปพบจิตแพทย์ จิตแพทย์ก็ถามว่าในคำถาม
เดียวกับที่พยาบาลถามครั้งก่อน สุดท้ายจิตแพทย์ก็ถามผมว่า เอ๋ น่าแปลกติดมาจากไหน ผมนิ่งเงียบไปและคิดในใจ
(เนื่องจากผมทำงานเป็นสาอากู้ชีพผมจึงบอกจิตแพทย์ว่า)สงสัยเพราะผมทำงานกู้ชีพแน่เลย เพราะผมสัมผัสเลือด
ผู้ป่วยและผู้ประสบอุบัติเหตุ ว.40 (ทางรถยนต์) บ่อยมากแต่ผมก็บอกไปว่าผมก็ใส่ถุงมือนี่
จิตแพทย์บอกว่าใส่ถุงมือมันไม่ป้องกัน 100 เปอร์เซ็นหรอก เลือดมันอาจติดมือติดแขนเราโยที่เรามองไม่เห็น
และอีกอย่างก็สัมผัสเลือดผู้ป่วยตั้งมากมายเราไม่มีทางรู้ได้ว่าใครเป็นโรคอะไร ผมก็นิ่งเงียบไป จิตแพทย์ก็ค่อยให้
กำลังใจผมตลอดเวลาและมีแบบสอบถามให้ทำทุกครั้งที่เข้าไปพบจิตแพทย์ทุกๆเดือน ผมก็จะต้องไปตรวจเลือดเพื่อหาค่า
CP4 หรืออะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับภูมิต้านทานเพื่อป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนและไวรัสโหลด เพราะภูมิต้านทานผมต่ำมาก โดนปกติคนเราจะมี 500 ขึ้นไป แต่ของผมมีแค่ 60กว่าๆ ………………………………….
ผมพูดตรงๆเลยนะว่าผมเกิดมากำพร่ำพ่อตั้งแต่เด็ก ฐานะทางบ้านก็พอมีพอกิน มีแม่แค่คนเดียว ผมป่วยหนัก
ป่วยเป็นวัณโรคที่ต้องใช้เวลาในการรักษานาน 6 เดือนซ้ำไม่พอผมยังเป็น (โรคเอดส์)อีกโรคที่ไม่มียารักษาให้หาย
มีเพียงยากดเชื้อ HIV ผมร้องไห้ทุกคืน แม่ค่อยปลอมใจผม ผมได้แต่ร้องไห้และพูดว่าขอโทษแม่ไม่ต้องรักษาผมหรอก
ผมเสียดายเงินที่แม่ยอมทำงานหนักเพื่อเก็บเงินใช้ในอนาคต แต่ต้องมารักษาตัวผม แม่บอกกับผมว่า รักษา
ต้องรักษา ต่อให้ต้องกู้เงินมาก็ต้องรักษา ผมกินยาวัณโรค 12เม็ดทุกคืนกับยาต้านไวรัส 2ตัว (ไม่รวมยาแก้ยา,แก้แพ้,
ฆ่าเชื้อ,บำรุงเลือด,วิตามิน ฯลฯ)อยู่แบบนี้ประจำทุกวันร่างกายก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆตามลำดับไปโรงเรียนตามปกติ
แต่แค่ผมไม่ค่อยมีแรงอ่อนเพลีย ตัวผอมแห้งแต่ก็ยังอดทนไปเรียนทุกวันหลังกลับจากโรงเรียนผมก็ทิ้งตัวลงนอนทันที
ด้วยความเหนื่อยกับสภาพร่างกาย ผมเหนื่อย ผมท้อแท้ ผมทำความดีมาตลอด อาสาช่วยนั้นช่วยนี้
มาตลอดทั้งงานโรงเรียน งานชุมชน งานเทศกาลต่างๆ แม้แต่งานกู้ชีพ ผมเกิดมาโชคร้าย เฮงซวยผมคิดแบบนี้ทุกวัน
ผมอยากตายหลายครั้งแต่ก็มีแม่มาปลอบใจทุกวัน ทำไมนะ ! ทำดีถึงไม่ได้ดี ….
จนกระทั่งกลางเดือนมกราคมผมเริ่มรู้สึกว่า กินอะไรนิดๆหน่อยๆก็จะอิ่มจนจุกแม้กระทั่งน้ำ จนวันหนึ่งผมปวดท้องมากและไปหาหมอ หมอให้ผมนอนแล้วเคาะที่ท้อง 4-5 ครั้ง แล้วบอกว่า ตับกับม้ามบวมโต ผมนิ่งไปสักพักหมอเปิดประวัติผู้ป่วยของผมดู และบอกว่าน่าเกิดจากที่ผมกินยาเยอะเกินไปเป็นเวลานานจึงทำให้ตับทำงานหนัก ตับกับม้ามจึงบวมโต
อยู่ในท้องทำให้กินอะไรนิดๆหน่อยๆแล้วจุก แน่นท้อง หมอยังบอกอีกว่าน้ำเหลืองในร่างกายอาจจะเสีย(ติดเชื้อรา)
หมอให้ผมไปตรวจอันตร้าเซาร์ดูปราฏว่า ตับกับม้ามผมบวมโตจริงๆตรวจเลือดดู เลือดผมติดเชื้อไวรัสเชื้อรา …
ที่อาจจะแทรกซ้อนจากโรคเอดส์ที่ผมเป็นหรือต่อมน้ำเหลืองเสีย ผมนิ่งและพูดในใจว่าจะต้องตายก็คงต้องตายละ
เกิดมาโชคร้ายทำเวรทำกรรมไว้เยอะในชาติก่อน จากนั้นหมอก็ให้ยาพร้อมกับนัดผมมาฉีดยาที่เรียกว่า แอนโฟน
อะไรนี้แหละสีเหลืองๆถุงเท่า ถุงน้ำเกลือ และให้เลือดผม 1ถุง (300c.c.) เป็นเวลา 14วัน โดยมีแม่ค่อยให้กำลังใจ
ไม่นานก็มีคนมาติดต่อหาผม เขาบอกว่าเขาคือนักสังคมสงเคราะห์ เขาให้ผมกรอกเอกสารผู้ป่วยโรคเอดส์
พร้อมเซ็นสำเนาถูกต้อง บัญชีธนาคารกับทะเบียนบ้าน และเขาก็บอกว่าทางเขาจะช่วยเหลือผมโดยการโอนเงิน
เข้าบัญชีธนาคารของผม เดือนละ 500 บาท ทุกๆเดือน ผมก็ขอบคุณเขาที่เขาช่วย ทุกวันนี้ผม แม่ผม หมอ พยาบาล
กับนักสังคมสงเคราะห์เท่านั้นที่รู้ว่าผมเป็นโรคอะไร ผมไม่กล้าที่จะบอกใครเลยสักคนพอคนอื่นถามก็พยายามตอบไป
มั่วๆแบบนั้น     เกิดมาโชคร้าย ท้อแท้มาก แต่ตอนนี้วัณโรคกับตับและม้ามผมหายแล้ว เหลือแค่ต่อมน้ำเหลืองกับ (เอดส์)
ที่ยังคงอยู่  ทุกวันนี้ผมกินจุกมากเลยครับ กินมื้อละ 2-3จานใหญ่เลยและแทบจะกินนมแทนน้ำแล้วด้วย
ตอนนี้ผมเดินขึ้นบันได 3 ชั้นโดยไม่ต้องหยุดพักเหนื่อยแล้ว ผมวิ่งเยาะๆได้ไกลมากแล้ว จากที่แค่เดินก็เหนื่อยหอบ
สภาพจิตใจตอนนี้ก็ดีขึ้นจากเดิมมาก จากที่เคยร้องไห้ทุกคืน
…………… ผมมีตัวตนอยู่จริงๆผมไม่ได้แต่งเรื่อยขึ้น ผมอาศัยอยู่ในพื้นที่ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้
มีประวัติผู้ป่วยจริง มีบัญชีธนาคารจากการช่วยเหลือของนักสังคมสงเคราะห์ผู้ป่วยโรคเอดส์จริง
และอยากให้บทความนี้เตือนใจอาสาสมัครกู้ชีพกู้ภัยทุกนายให้ระวังในการช่วยเหลือผู้ป่วยหรือผู้ประสบอุบัติเหตุ
ให้มาก เพราะมันจะไม่คุ้มกันถ้าติดเชื้อเอดส์อย่างผม …..
ความคิดเห็นที่ 2
อยากให้น้องๆ ที่ได้อ่านเก็บไปคิดนิดนึงตรงที่หมอแนะนำให้หยุดพักเพราะวัณโรคเป็นโรคติดต่อ และให้แยกภาชนะกินข้าวควรจะทำตามคำแนะนำของแพทย์นะครับ อย่าไปคิดน้อยใจเพราะเป็นไข้หวัดหมอยังให้พักเพราะไม่อยากจะให้มีคนมาติดหวัดไป ดังนั้นเมื่อไปหาหมอและหมดแนะนำให้หยุดพักรวมถึงเรื่องแยกภาชนะไม่ได้เป็นเรื่องของการรังเกียจแต่การป้องการไม่ให้เชื่อโรคแพร่กระจายติดต่อไปยังบุคคลอื่น
ความคิดเห็นที่ 3
เริ่มต้น เลยนะครับ
คือผมมีพี่ที่ทำงานอยู่คนนึง แกก็ทำงานกับผมมาประมาณ2-3ปีได้ เเกเป็นชอบดื่มเหล้า และเหล้าที่แกดื่มนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเหล้าขาว 40 ดีกรีหรือไม่ก็เสือดำ เก็บกินเป็นระยะเวลาค่อนข้างนานนานมากกว่าที่ทำงานอยู่ด้วยกันกับผม หรืออาจจะกินมานานกว่านี้ก็ได้ พักหลังแกเริ่มมีอาการอ่อนแรงอยู่บ่อยตัวเหลืองผอมลงเรื่อยเรื่อยทุกวัน พักหลังก็เริ่มหนาวตกเย็นมีอาการปวดท้องและเป็นไข้ แต่ผมก็ไม่ได้สังเกตว่าอาการพวกนี้เป็นอาการของผู้ป่วยโรคเอดส์หรือHIV ล่าสุดแกเริ่มป่วยติดกันบ่อยครั้งจากคนที่รูปร่างแข็งแรงกำยำกลาย เป็นคนผอมซีด เริ่มหมดแรงเดินแป๊บเดียวก็นั่งพักเหนื่อย จากที่ผมไม่เคยเห็นอาการเเบบนี้ของเเก และก่อนหน้านี้ก็มีอาการเหมือนคนเป็นเลิม  คล้ายๆกับคนที่เป็นงูสวัด ค่อนข้างบ่อยแต่ผมก็ไม่แน่ใจว่ามันเกี่ยวกันหรือเปล่า ล่าสุดมีอาการป่วยหนักปวดท้องติดติดกันหลายวันเเละหลายครั้ง แกเลยไปหาหมอเพื่อตรวจร่างกายว่าตัวเองเป็นอะไร อาทิตย์ต่อมาหมอนัดไปฟังผล ของการตรวจร่างกาย หมอบอกว่าแก มีผลเลือด + คือโรคเอดส์ลงตับ ระยะ4 เป็นมายาวนานน่าจะมากกว่า5-6ปีได้
   หลังจากแกรู้ว่าตัวเองมีผลเลือด+ แค่เพียง1-2วัน อาการเริ่มทรุดหนักต้องนอนอย่างเดียวลุกเดินแป๊บเดียวก็ต้องเหนื่อย ตกเย็น เหมือนคนหนาวหนักมีไข้ ขึ้นทุกเย็นของทุกวัน อาการอ่อนแรงเริ่มหนักขึ้นเรื่อยเรื่อย

      ผมอยากทราบว่า มีโอกาสไหมครับที่เมียของเเกจะติดเชื่อHIV ไปด้วย จากระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันนานกว่า10 ปี และแกจะมีโอกาสหายไหมครับควรรักษาอย่างไรบ้าง
และผมอยากทราบวิธีป้องกันว่าควรทำอย่างไรบ้างเพราะผมต้องไปเยี่ยมแก บ่อยบ่อยซึ่งผม และแฟนก็มีอาการวิตกกังวล อยู่เหมือนกันคือพูดง่ายง่ายก็กลัวติดเชื้อ แต่ต้องคอยไปหาเพื่อให้กำลังใจกับเเกครับ.
ความคิดเห็นที่ 4
เรื่องที่ 1 เมียแกจะติดหรือไม่ติด ไม่ใช่เรื่องที่คุณจะไปอยากรู้ครับ แค่แนะนำเขาให้ไปตรวจว่าเป็นไหม ถ้าเป็นก็รักษา หรือให้กำลังใจแนะนำ พอได้ ขึ้นอยู่กับว่าเขาอยากให้เรารู้รึเปล่า คงแล้วแต่เขาครับ เราใช้ชีวิตตามปกติ โรคเอดมันไม่ใช่ติดกันง่ายๆ
เรื่องที่ 2 ต้องป้องกันอะไรไหม ถ้าแค่ไปเยี่ยมเฉยๆ ไม่ได้ไปโดนเลือด/สารคัดหลั่ง/มีเพศสัมพันธ์กับเขา ก็ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเป็นพิเศษครับ
ความคิดเห็นที่ 5
1. ภรรยาเค้าต้องไปตรวจเท่านั้นถึงจะทราบได้ ซึ่งก็เป็นไปได้ที่จะไปติดเหมือนกัน

2. ไปเยี่ยมเฉยๆไม่ติด หากไม่เอาแผลสดๆไปรองรับเลือดที่ไหลจ๊อกๆ

3. มีโอกาสรักษาได้ ขึ้นอยู่กับสภาพของตับ ต้องรอดูกันต่อไป
ความคิดเห็นที่ 6
ภรรยามีสิทธิ์ที่จะติด HIV ไปด้วยค่ะหากมีเพศสัมพันธ์ วิธีเดียวคือต้องไปตรวจเลือดและรับยาต้านไวรัส เพื่อร่างกายจะได้มีภูมิต้านทานสู้กับเชื้อฉวยโอกาส ส่วนHIV ติดแล้วก็คงไม่หายแน่ๆ

เราสามารถเยี่ยมผู้ป่วยติดเชื้อได้ค่ะ ไม่ต้องกังวลเลย เพราะไวรัสติดผ่านเลือด, เพศสัมพันธ์, การใช้เข็ม เท่านั้น การจับมือ หรือทานอาหารร่วมกับผู้ติดเชื้อ HIV แทบจะไม่มีความเสี่ยง HIV ไม่ได้ติดง่ายขนาดนั้นค่ะ ไม่ติดผ่านการหายใจ ดังนั้นแฟนของคุณคลายกังวลไปได้เลยค่ะ

การให้กำลังใจผู้ป่วยสำคัญมากเลยนะคะ คุณก็ให้กำลังใจเค้า ให้เค้าทานอาหารที่มีประโยชน์ และททนยาสม่ำเสมอ เป็นกำลังใจค่ะ
ความคิดเห็นที่ 7
สำหรับภรรยา คงต้องให้ไปเจาะเลือดตรวจน่ะครับ ถ้าติดเชื้อ จะได้เข้าระบบการรับยาต้านได้ทันท่วงที
สำหรับตัวผู้ชาย คงต้องให้กำลังเยอะ ช่วงนี้อาจเสียขวัญ ร่างกายที่ป่วยอยู่แล้ว ถ้าขวัญเสีย จะยิ่งทรุดลงไป
อาการของร่างกายที่เจ็บป่วยรักษาตามอาการ ให้หมอดูแลอย่างใกล้ชิด  แล้วนี่พาไปรับยาต้าน แล้วหรือยังครับ  เรื่องนี้สำคัญน่ะ
ไหนๆ ก็ไหนๆ ฝากคุณ  จขกท. แนะนำ บอกกล่าว หรือสั่ง หรืออะไรก็ตาม พาครอบครัวนี้ไปรับยาต้านน่ะครับ  

ส่วนเรื่อง จขกท กังวลว่าไปเยี่ยมแล้วจะติดเชื้อ  อันนั้น ไม่มี  หรอกครับ อย่างที่ ความคิดที่ 3 บอกนั่นแหละครับ
ความคิดเห็นที่ 8
รักษาได้ครับในข้อมูลปัจจุบัน
ใช้ยาผลต่อเชื้อ Viral Load
1.ยาต้านไวรัส
2. ฉีดวัคซีนป้องกัน ปอดติดเชื้อ 23+13 ชนิด
3. ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่
และ

ใช้ธรรมชาติเสริม CD4
1. โปรตีนกรดอะมิโนจำเป็นครบ 9 ชนิด
2. วิตามินเกลือแร่ให้ครบ 43 ชนิด
3. สาร EGCG จากชาเขียว
4. สารสกัดจากการเทียม
ความคิดเห็นที่ 9
สวัดดีครับเพื่อนๆพันทิปทุกทัน กระทู้นี้เป็นกระทู้แรกของผมน่ะครับ ตั้งขึ้นมาเพื่อต้องการจะเป็นกำลังใจให้กับคนที่กำลังท้อแท้หมดหวังและผู้ป่วยที่เป็นโรค HIV โรคนี้บางคนอาจจะเป็นเพราะความโชคร้ายที่ติดมาจากคนรักของตัวที่ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากใหน ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็จะเป็นพวกที่ชอบส่ำส่อนทางเพศเปลี่ยนคู่นอนบ่อย กลุ่มหลังเนี่ยถ้าหยุดพฤติกรรมได้ก็หยุดเถอะครับ ถือว่าเราได้ทำความดีได้ัทำบุญ และเป็นการหยุดแพร่เชื้อให้ผู้อื่นด้วยน่ะครับ
    ทีนี้ก็มาถึงเรื่องราวของผมน่ะครับว่าติดมาได้ใง ผมเป็นเด็กต่างจังหวัดครับ  เข้ามาเรียนต่อและทำงานในกรุงเทพส่งตัวเองเรียนอ่ะครับ  มาอยู่ที่นี่ผมได้เจอผู้คนมากมายได้เก็บเกี่ยวประสบการจจากงานที่ทำ ที่อีกหนึ่งอย่างที่ทุกคนล้วนก็อยากจะมีนั่นก็คือความรักครับ เพราะผมมาอยู่นี่ตัวคนเดียวก็เหงาสิครับ 555  จนมาวันนึงผมเลิกงานก็ประมาณ 4 ทุ่มได้ล่ะ ผมก็กำลังเดินทางกลับบ้าน ตอนนั้นผมพักอยู่รัชดาครับ ก็นั่ง MRT มาลงที่สถานี ศูนย์วัฒนธรรม  ผมกก็กำลังเดินขึ้นบันใดเลื่อนมาฝั่งบิ๊กซีรัชดาอ่ะครับ เพราะต้องเดินอ้อมไปด้านหลังบิ๊กซี  อยู่ดีก็มีผู้ชายคนนึงวิ่งมาสกิดหลังผม ผมก็ตกใจสิครับ ก็หันไปมองว่าใครเป็นพี่ผู้ชายครับ หน้าตาก็โอเครน่ะเป็นคนมีเสน่ เค้าก็บอกว่าขอลายใว้ติดต่อได้มั้ยย  ตอนนั้นผมก็งงครับแล้วเขิรด้วยตกใจด้วย ก็เลยให้เค้าไปแบบงงๆ เสร็จผมก็ขอตัวรีบกลับห้องก่อนเพราะต้องเข้างานเช้า ก่อนนอนเค้าก็ทักลายมาครับ เราก็คุยกัน พี่เค้าอายุ 26 ครับทำงานอยู่ที่ห้างแห่งหนึ่งแถว ประตูน้ำ หลังจากนั้นผมก็คุยกับเค้ามาเรื่อยๆ ครับแต่ไม่ค่อยได้เจอกันเพราะผมกับเค้าต่างทำงานทำงานห้างอ่ะครับเลยไม่ค่อยมีเวลา ก็ผ่านไปเดือนนึงวั้นนั้นครับเค้าขอมาหาผมที่ห้องเพราะว่าเค้าหยุดงานผมก็ตกลงมาได้ ผู้ชายเหมือนกันไม่ได้เสียหายอะไร แต่ผมคิดในใจว่ายังใงต้องโดนแน่ๆ 5555 อ้อผมเป็นรับน่ะครับ สุยท้ายก็ปั้มๆๆๆกัน55  แต่ใส่ถุงน่ะครับ  หลังจากนั้นเค้าก็อยากให้ผมไปอยู่ด้วยกันกับเค้าเค้าก็ดูแลผมดีทุกอย่างอ่ะครับ ผมเรียนเรียนไปด้วยค่าใช้จ่ายจะไม่ค่อยพอเท่าใหร่เพราะเงินเดือนก็น้อย ก็มีเค้าเข้ามาช่วย พอคบกันมาพักหลังเวลาผมสับหมูกับเค้าจะไม่ค่อยได้ใส่ถุงยางครับ พอคบกันได้5เดือนครับ ผมก็เริ่มมีอาการแปลกที่ทวารหนักนั่นคือหูดหงอนไก่ ผมก็งงน่ะครับว่าคืออะไรผมก็เลยหาข้อมูลว่าจะรักษาที่ใหนได้ ก็เลยได้ข้อมูลว่าต้องไปที่คลีนิคนิรนามครับ ที่จะดังเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก ก็ไปปรึกษษากับหมอ ที่นั้นบังคับตรวจทุกอย่างครับ HIV ไวรัสตับอักเสบบี  พอตรวจเสร็จผมก็นั่งรอหมอเรียก พอถึงคิวผมเข้าไปหมอก็อธิบายว่าถ้ามีหูดหงอนไก่มาแล้วก็จะมีเชื้อHIV ตามมา ซึ๋งผมติดเชื้อมา หมอบบอกว่าผมเพิ่งติดได้มาไม่นาน ตอนนั้นผมเฉยๆน่ะ แต่ผมงงว่าผมติดมาได้ใงหมอก็แนะนำวิธีการรักษาว่าควรทำอย่างไร  ผมต้องไปรักษากับโรงพยาบาลที่ทำประกันสังคมใว้เพราะค่าใช้จ่ายแพง ปรึกษาหมอเสร็จผมก็ตัดสินใจบอกแฟน เพราะว่าตอนที่ผมเป็นมีมีอะไรกับเค้าแค่คนเดียว ผมเลยบอกให้เค้าไปตรวจเลือด  และสิ่งที่เค้าตอบกลับมาทำเอาผมอึ้งมากเลย  เค้าบอกว่าไม่ต้องหรอก เพราะชั้นเป็นอยู่แล้ว เธอก็ติดมาจากชั้นเนี่ยแหละ  ผมนนี้พูดอะไรไม่ออกเลยครับ  เพื่อนๆคิดเอาครับคนที่โตกว่ามีความคิดมากกว่าเราความรับผิดชอบมากกว่าเรา อ้ออตอนนั้นผมเพิ่งอายุ 20 ปี ครับ แต่เค้ามาทำร้ายเราแบบนี้ หลังจากนั้นก็ทะเลาะและเลิกกันทันทีเพราะผมรับไม่ได้กับสิ่งที่เค้าทำ  ผมก็เข้ารับการรักษาทันทีครับ  คือผมโชคดีมากๆๆ ที่เป็นแค่ผู้ติดเชื้อและยังไม่ได้เป็นโรค   คือถ้าทุกคนรู้เรื่องเกี่ยวกับโรคเอดส์ไม่มีใครตายเพราะโรคนี้น่ะครับ มีแต่โรค ที่แทรกซ้อนเข้ามาแบบรวดเร็ว จนทำให้เสียชิวิต อย่างเช่นโรค ปอดติดเชื้อ เพราะHIV ทำให้ CD4(ภูมิต้านทาน) เราต่ำลง ผมก็เริ่มรักษาโดยการตรวจ CD4 โดยปกติแล้ว CD4 ของคนเราจะอยู่ 800-1000  และไม่ต่ำกว่า 500 ของผมอยู่ที่ 530  คือยังไม่ต้องรับยาก็ได้ แต่ผมบอกหมอว่าผมจะรับยาเลย

ผมก็เริ่มรับยาทันทีเพราะไม่ิยากปล่อยใว้นาน หมอบอกว่าเราโชคดีน่ะที่รู้ตัวเร็ว ทำให้การรักษาง่าย และในภายภาคหน้าอาจจะมีโอกาศหายได้ แต่เราต้องดูแลเรื่องสุขภาพมาเป็นอันดับนึง จะทำให้เชื้อตัวนี้ค่อยๆลดลงไปครับ เวลาทานยาก็ต้องทานให้ตรงเป๊ะน่ะครับเหลดได้ไม่เกิน15นาทีไม่งั้นเชื้อจะดื้อยา หลักจากนั้นมาผมก็หมั่นดูแลตัวเองมาเรื่อย จนถึงเวลาที่หมอนัดตรวจใวล่าโหลด (จำนวนเชื้อHiv) ปรากฏว่าเชื้อผมค่อยลดจำนวนลงเรื่อยๆแล้วครับ สุขภาพร่างกายดีขึ้น CD4 กลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ผมนี่ดีใจมากเลย ส่วนหมอพยาบาลที่โรงบาลดีมากครับ ให้กำลังใจผมดีมาก ตอนนี้ผมใช้ชีวิตได้ปกติครับ เหมือนคนทั่วไป ผมสามารถอยู่จนสิ้นอายุไขได้เลย มีความสุขอย่างบอกไม่ถูกที่เราเอาชนะมันได้ เห็นมั้ยครับ ผมเป็นขนาดนี้ผมยังผ่านมาได้เลย คนทุกคนก็ต้องสู้ๆน่ะครับ ไม่มีใครหรือว่าอะไรทำร้ายเราได้  อยู่แค่ว่าเราต้องสู้ครับ
ความคิดเห็นที่ 10
แนวโน้มช่วงอายุของ คนไข้ที่ติดเชื้อ และเข้ามาทำการรักษา ต่ำลงจริงๆครับ

อันนี้ผม ขอพูดเตือนใจ หลายๆคนเลยนะครับ
-บางเคส ติดมาเพราะ เห็นว่าตรงข้ามเด็ก ไม่น่าจะเป็นอะไร //ให้นึกเสมอครับว่า ถ้าคุณขอไม่ใส่ถุงได้ เด็กก็ยอมกับคนอื่นแบบนั้นได้

-บางเคสมองแต่ภายนอกว่าสุขภาพร่างกายแข็งแรง //เลยยอมมีอะไรไม่สวมถุง

อย่าหลงเชื่อกับคำว่าหนู/ผม ยอมสดกับพี่คนเดียวนะครับ ื

No Condom No Sexครับ
ไม่มีผลแลปก็เชื่อถือไม่ได้ ถึงมี ก็มีโอกาสเสี่ยงครับ  อย่าเชื่อใจใครครับ
ความคิดเห็นที่ 11
HIV นี่เป็นอะไรที่พูดยากครับ ทั้งนี้เป็นเรื่องของดวงด้วยสมัยผมวัยรุ่นฟาดไปเกือบครึ่งร้อยจนตัวเองคิดว่าเป็นแน่ๆ
เลยเล่นไปใหญ่ไม่ค่อยป้องกัน และหลายคนเป็นพวกเด็กเที่ยวผับ แต่พอมาตอนอายุ 22 ได้มีเรื่องที่ต้องไปตรวจเลือด
ผมออกมาปกติ ไม่มีทั้ง HIV และ ไวรัสตับบี ตั้งแต่นั้นมาค่อนข้างรักชีวิตและเห็นค่าตัวเอง บริจาคเลือด และ ระวังมาก
ปล.จริงๆแล้วโอกาสติดเชื้อ HIV นี่ % ตํ่ามากนะ เพียงแค่ 0.08 %  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสุขภาพของผู้มีเชื้อว่า CD4 สูงหรือเปล่า
ถ้าสูงโอกาสแพร้เชื้อก็น้อย แต่ถ้าตํ่าโอกาสก็เยอะ และขึ้นกับแต่ละรอบที่มีอะไรกันว่าเกิดบาดแผลหรืออะไรป่าว ผมเห็นหลายคู่
ผัวเมียที่เป้นแต่ผัวแต่เมียไม่เป็น


ความคิดเห็นที่ 12
อย่าไปเทียบแบบนั้นเลยครับ สมัยที่คุณว่า เนี่ยกี่ปี อัตราการติด มีมากน้อยแค่ไหน การที่คุณคิดว่าใครเป็นไม่เป็นมองภายนอกไม่ได้ครับ ต้องตรวจหรือมีอาการถึงทราบ

0.08%ที่ระบุ เป็นตัวเลขที่สรุปคร่าวๆ แต่ในชีวิตจริง %จะเปลี่ยนตาม แผล สภาวะภูมิคุ้มกัน การทานยาที่มึผลในการกดภูมิ  ค่าไวรัสของผู้ ติดเชื้อ หลายๆอย่างประกอบกัน ถ้ามัวแต่เอา เอกสารวิชาการมานั่งดูว่ามันติดน้อย ผมว่าคนจะละเลยเรื่องการป้องกันๆซะเปล่าๆ

บรรทัดสุดท้ายเข้าใจผิดอย่างมากครับ  คนไข้CD4สูง ก็ไม่ได้หมายถึงViral load จะต่ำนะครับ และคนไข้มีCD4ต่ำ แต่รับยาแล้ว Viral load ก็ต่ำได้  การประเมินความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ  ใช้Viral load ไม่ได้ใช้CD4ในการประเมินโอกาสเสี่ยงในการแพร่เชื้อครับ
ความคิดเห็นที่ 13
วันนี้ไปคุยกับหมอท่านหนึ่งที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาล(เป็นเพื่อนกับน้าของผม)  หมอบอกอ้อมๆครับว่าเอดส์สมัยนี้อยู่ใกล้ตัวแค่ปลายนิ้วก้อย  บางคนเรียนยังไม่จบมาพลาดติดเชื้อเพราะคิดว่าแฟนปลอดภัยกว่าหญิงบริการหรือนักเที่ยวตามผับ   อีกรายเป็นหญิงสาวอายุแค่ 18 ฐานะทางบ้านค่อนข้างดี แต่มาติดเชื้อเพราะเธอมีกิ๊กกับเพื่อนหรือเปลี่ยนแฟนบ่อย   เอดส์เดี๋ยวนี้นักเรียนก็เป็นกันเยอะ  หน้าตาสวยๆหล่อๆอย่าคิดว่าปลอดภัยที่สุด นั่นแหล่ะตัวดีเลย  บางรายเรียนอยู่ ม. ปลายยังไม่เข้ามหาวิทยาลัยติดเชื้อ HIV ก็มีไม่น้อย  หมอบอกมาแค่นี้ไม่กล้าเจาะลึกเพราะผิดจรรยาบรรณครับ  

   หลังจากคุยกับหมอได้ประมาณ 15 นาที ผมก็ขอตัวกลับครับ   เอดส์สมัยนี้มันไม่เลือกอายุ  เพศ วัยจริงๆ  บรื๋อ....ย  น่ากลัว
ความคิดเห็นที่ 14
จริงครับ ดูจากภายนอกเราไม่มีทางรู้เลยจริงๆว่าใครเป็นอะไรยังไง ไม่ว่าจะเพศไหน อายุเท่าไหร่ อาชีพอะไร ผมว่าเป็นไปได้หมดแหละครับ บางทีคนในครอบครัว เพื่อนสนิท หรือแฟนกันยังดูไม่ออกเลยครับ ....
ความคิดเห็นที่ 15
ต้องแยกให้ออกครับระหว่างการติดเชื้อเอชไอวี กับอาการเอดส์หรือที่เรียกว่าโรคเอดส์

การติดเชื้อเอชไอวีคือการที่ร่างกายเราจะเริ่มโดนทำลายภูมิคุ้มกันหรือที่เรียกว่าภูมิคุ้มกันบกพร่อง ตราบใดที่ภูมิคุ้มกันเรายังมีปริมาณมากอยู่บรรดาโรคต่างๆก็จะทำอันตรายร่างกายเราไม่ได้ นั้นก็แปลว่ามีการสู้กันระหว่างเชื้อเอชไอวีกับภุมิคุ้มกันของร่างกายเรา ซึ่งโดยปกติแล้วหากไม่มีการกินยาหรือดูแลสุขภาพภูมิคุ้มกันเราจะแพ้เชื้อเอชไอวีครับ ทำให้จำนวนภุมิคุ้มกันลดน้อยลงเรื่อยๆจนถึงระดับนึง ในตอนนั้นบรรดาเชื้อโรคต่างๆจะเข้ามาสู่ร่างกายเราง่ายขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตอนนั้นจะเรียกว่าอยู่ในภาวะโรคเอดส์แล้ว

กรณียายคุณอาจจะเป็นเพราะได้รับเชื้อมาจากผุ้ชายคนนั้น แต่เนื่องด้วยสุขภาพที่แข็งแรงมีการใช้แรงานตลอดเวลาทำให้ภูมิคุ้มกันมีความแข็งแกร่งอยู่สามารถต่อสู้กับเชื้อเอชไอวีในร่างกายมาได้ยาวนาน แต่อย่างว่าสุดท้ายแล้วก็จะแพ้ครับ พอจำนวนภูมิคุ้มกันเริ่มน้อยลงเกินกำหนดภาวะโรคเอดส์ก็จะแสดงมาครับ อย่างที่เป็นในตอนนี้

ดังนั้นคำถามเรื่องว่านานไหมจะออกอาการ ก็ต้องถามต่อว่าแล้วร่างกายของผุ้ติดเชื้อนั้นมีความแข็งแรงแค่ไหน ใช้ชีวิตอย่างไร ระยะเวลาจะกำหนดตายตัวไม่ได้ครับมันต้องดูการดูแลสุขภาพของผุ้ติดเชื้อเป็นหลักครับถึงจะให้คำตอบได้
ความคิดเห็นที่ 16
เราจะรู้ได้ยังไง ว่าร่างกายได้รับเชื้อ HIV

ภายหลังการได้รับเชื้อ ร่างกายต้องใช้เวลาในการสร้างปฏิกิริยาตอบสนองต่อเชื้อ ในปัจจุบันในการวินิจฉัยว่า
ติดเชื้อหรือไม่ เราไม่ได้ตรวจหาเชื้อโดยตรง แต่เป็นการตรวจว่าร่างกายเรามีปฏิกิริยาต่อเชื้อหรือไม่ โดยการ
ตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี (Anti-HIV antibody) ซึ่งการตรวจดังกล่าวอาจให้ผลลบได้ในกรณีที่ได้
รับเชื้อมาใหม่ ๆ เนื่องจากร่างกายยังไม่ได้สร้างปฏิกิริยาตอบสนอง (ควรตรวจหลังจากเกิดความเสี่ยงแล้ว 3
เดือนขึ้นไป )

ภายหลังการรับเชื้อบางรายอาจไม่มีอาการใด ๆ เลย บางรายอาจมีอาการเหมือนการติดเชื้อไวรัสทั่ว ๆ ไป เช่น มีไข้ ผื่นตามตัว ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บคอ อาการมักกินเวลาสั้น ๆ และหายไปได้เอง หลังจากนั้นผู้ป่วยจะไม่มี
อาการใด ๆ เลย
อาการข้างต้นจะเหมือนหรือคล้ายกับการติดเชื้อหวัด ทำให้บางรายไม่ได้สังเกตุ หรือบางรายอาจคิดว่าเป็นหวัด
ทั่วๆไป เลยทำให้การสังเกตุจากลักษณะอาการหลังการติดเชื้อเป็นไปได้ยาก

อาการของโรคติดเชื้อ HIV
      อาการของการติดเชื้อ HIV จะมีความหลากหลายขึ้นกับระยะของโรค เนื่องจากเชื้อ HIVเป็นไวรัสชนิดหนึ่ง
อาการของการติดเชื้อ HIV จะเหมือนอาการของไข้หวัดคือ มีไข้ ปวดศีรษะ มีผื่น อ่อนเพลีย เราไม่สามารถ
วินิจฉัยได้จากอาการ แม้ว่าผู้ได้รับเชื้อ HIV จะไม่มีอาการแต่เขาสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้  ฉนั้นผู้ที่มีพฤติกรรม
เสี่ยงควรได้รับการเจาะเลือด ในช่วงแรกของการติดเชื้อ HIV คุณอาจจะมีอาการดังต่อไปนี้
•    ต่อมน้ำเหลืองโต ตับม้ามโต มักจะเป็นอาการอันแรกของการติดเชื้อ
•    ท้องร่วง บางคนอาจจะเรื้อรัง
•    น้ำหนักลด.
•    มีไข้
•    ไอและหายใจลำบาก
  เมื่อไม่ได้รับการรักษาเชื้อก็จะแบ่งตัวเรื่อยและทำลายระบบภูมิคุ้มกันและกลายเป็นโรคเอดส์ซึ่งจะมีอาการดังนี้
•    เหงื่ออกกลางคืน
•    ไข้หนาวสั่น ไข้สูงเรื้อรัง
•    ไอเรื้อรังและหายใจลำบาก
•    ท้องร่วงเรื้อรัง
•    ลิ้นเป็นฝ้าขาว
•    ปวดศีรษะ
•    ตามัวลงหรือเห็นเป็นเส้นลอยไปมา
•    น้ำหนักลด
•    การติดเชื้อฉวยโอกาส
•    เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อย
•    หากเป็นผู้หญิงก็มีอาการตกขาวบ่อย
•    เพลียและเหนื่อยง่าย
•    บางคนมีผื่นตามตัว
เชื้อไวรัสจะส่งผลให้ระดับเม็ดเลืดขาวที่เรียกว่าซีดีโฟร์ลดลงอย่างช้า ๆ จนผู้ป่วยเริ่มเกิดอาการของเอชไอวี
เกิดขึ้น เช่นฝ้าในปาก ผึ่นคันตามตัว น้ำหนักลด โดยส่วนใหญ่มักเกิดอาการเมื่อระดับซีดีโฟร์ต่ำกว่า 200
cell/mm3
อัตราเฉลี่ยของประเทศไทยตั้งแต่รับเชื้อจนเริ่มป่วยใช้เวลา 7-10 ปี
ในช่วงที่เรามีเชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกายแต่ไม่ป่วยเพราะเรายังมีภูมิคุ้มกันที่ยังควบคุม หรือจัดการกับเชื้อโรค
ที่เข้าสู่ร่างกายได้ เรียกว่า เป็นผู้ติดเชื้อ และเมื่อภูมิคุ้มกันถูกทำลายเหลือจำนวนน้อย จนไม่สามารถควบคุม
หรือจัดการกับเชื้อโรคบางอย่างได้ทำให้เราป่วยด้วยเชื้อโรคนั้น ๆ เรียกว่าเราเริ่มมี ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
เป็นผู้ป่วยเอดส์ โรคที่เราป่วยเนื่องจากภาวะภูมิบกพร่อง เรียกว่า โรคฉวยโอกาส

จริงๆแล้ว ไม่อยากให้ยึดอาการเริ่มต้นเมื่อได้รับเชื้อ ว่ามีอาการอย่างนั้นอย่างนี้แล้วสรุปได้เลยว่าได้รับเชื้อแล้ว
เพราะความเป็นจริงถึงแม้ข้อมูลทางวิชาการจะบอกไว้ว่า อาการเริ่มแรกเมื่อได้รับเชื้อไม่นาน ประมาณ 1-2 อาทิตย์จะมีอาการคล้ายๆไข้หวัด อันนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ได้รับเชื้อจะต้องมีอาการอย่างนี้ทุกคน แล้วก็
ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีอาการอย่างนี้คือการเริ่มได้รับเชื้อ

เพราะอาการเหล่านี้เป็นอาการที่ไม่ใช่การชี้ชัด อาจจะเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่การรับเชื้อ เช่นอาจเป็นไข้หวัดจริง หรืออาจป่วยด้วยอย่างอื่นที่ไม่ใช่การรับเชื้อ

อยากให้ยึดหลักการว่า การที่จะฟันธงว่าใครคนหนึ่งได้รับเชื้อ ควรดูจากผลการตรวจเลือดที่
3 เดือนเท่านั้น
เพราะการตรวจเลือดเนวิธีการที่ชัดเจน และแม่นยำ อีกทั้งยังไม่ทำให้เกิดความวิตกกังวลจนเกินไปของคนทั่วไป

ในระหว่างรอระยะเวลาให้สามารถตรวจหาภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัส HIV ได้นั้นช่วงนี้อาจเป็นข่วงที่เครียด
มากๆ ผลของความเครียดอาจทำให้เราเกิดความผิดปกติเล็กๆน้อยๆของสภาพร่างกาย บวกกับความวิตกกังวล
อาจเห็นว่าอาการนั้น อาการนี้ใกล้เคียงกับข้อมูลที่ได้รับมา ก็จะยิ่งทำให้เราติดอยู่ในกับดักความเครียดเข้าไปอีก
อยากให้พยายามใช้ความสงบเข้าไว้ครับ ใช้สมาธิมาเข้ามาเสริม พยายามทำให้ทุกอย่างดูเหมือนปกติเพราะ
วิตกกังวลไปก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ จะได้ไม่เสียสุขภาพจิตในระหว่างรอทำการตรวจ ในช่วงระหว่างนี้ให้
ระวังเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ หรือให้ใช้ถุงยางอนามัยเสมอเพื่อป้องกันความเสี่ยงไว้ก่อน

อีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่อยากรอนานจนถึง 3 เดือน ก็อาจจะเข้าไปขอให้แพทย์ช่วยตรวจหาตัวเชื้อไวรัส HIV
ให้แทน (ตรวจหาแอนติเจน) ซึ่งการตรวจหาแอนติเจนใช้ระยะเวลาหลังการเกิดความเสี่ยงไปแล้วประมาณ
1 เดือน ก็สามารถตรวจได้ แต่ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าการตรวจหาแอนติบอดีย์ทั่วๆไปแต่สุดท้ายก็ต้องมาตรวจหา
แอนติบอดีย์อีกเมื่อครบ 3 เดือนอีกครั้ง

ความคิดเห็นที่ 17
คุณยายเป็นผู้ติดเชื้อ HIV ครับยังไม่เป็นเอดส์ ถ้าอาการเริ่มทรุดโดนโรคต่างๆแทรกซ้อน แบบนี้เราถึงจะเรียกว่า ภาวะเอดส์ครับ คือภูมิคุ้มกันโดนทำลายจนแทบจะไม่เหลือในการต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมแล้ว
ปกติโรคนี้มันจะมีระยะแฝงหรือไม่แสดงอาการครับ 5-7ปี จะดูเหมือนคนปกติ ถ้าไม่ตรวจเลือดก็จะไม่รู้เลย แต่พอภูมิคุ้มกันเราไม่เหลือ ตอนนี้อาการต่างๆก็จะแสดงออกมาครับ ถือว่าคุณยายมีร่างกายแข็งแรงนะครับ อยู่ได้โดยที่ไม่มีอาการอาการอะไรแสดงให้เห็นเลย ให้คุณยายเข้ารับการรักษากับแพทย์นะครับใช้พวกสิทธ์บัตรทองตามโรงพยาบาลรัฐก็ได้ เดี๋ยวนี้โีรงพยาบาลส่วนใหญ่มียาต้านให้บริการครับ ถ้าทานยาไปซักระยะนึง เชื้อก็จะโดนกดครับจนร่างกายกลับมาเป็นปกติได้ หลังจากนั้นก็ทานยาให้สม่ำเสมอทุกวันก็พอครับ เชื้อตัวนี้ไม่น่ากลัวอย่างที่เข้าใจกันในสมัยก่อนแล้วครับ การแพทย์ปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก สามารถทำให้ผู้ติดเชื้อมีชีวิตแบบคนปกติได้ ถ้าคิดดีๆก็ไม่ต่างจากเป็นเบาหวานความดันครับ

ปล.อย่าเชื่อคอมเม้นที่บอกว่ามียาหรืออาหารเสริมรักษาได้100% ผู้ติดเชื้อ เมื่อติดแล้วผลเลือดไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ถึงแม้จะทานยาจะกดเชื้อจนตรวจหาไม่พบ แต่เลือดก็ยังคงเป็นPositiveเหมือนเดิมครับ เพราะผลเลือดไม่ได้ตรวจหาเชื้อครับ แต่มันตรวจ anti-body เมื่อติดเชื้อร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกัน hiv ขึ้นมาซึ่งตัวนี้แหละครับเป็นตัวที่แสดงว่าเลือดเราเป็นบวก ก็ไม่รู้จะไปเสียเงินกับอาหารเสริมทำไมถ้ามันหายจริงๆ ก็คงไม่มีการเข้ารับยาต้านจากแพทย์แล้วล่ะ
ความคิดเห็นที่ 18
สวัสดีครับ. ผมจะมาเล่าเรื่องราวของผมเกี่ยวกับ HIV ปัจจุบันวันนี้วันที่8/11/60. ผมอาจเป็นประสบการดีดีกับเพื่อนๆหลายคนที่รักสนุก. ชอบนอกใจแฟน หลังจากที่ผมได้มีอะไรกับผู้หญิงมา 2-3อาทิต ผมได้มีอาการเริ่มเสียงแหบ เจ็บคอ ต่อมาอีกวันสองวันเริ่มมีไข้คล้ายไข้หวัดใหญ่ มีผื่นขึ่นที่เท้าแดงๆเล็กๆเป็นจุดๆ ประมาณ10-15จุด(เฉพาะที่เท้านะครับ) ต่อมาเป็นไข้มาได้3วันเริ่มมีอาการปวดหลังมาก ถ่ายเป็นมูก เป็นอย่างงี้ยุราวอาทิตหน่อยๆแล่วก็หายไป ผมก้ไม่ได้คิดอะไรครับ คิดว่าเป็นไข้หวัดธรรมดา ผ่านไปประมาณ1เดือน. ยุดีดีผมเริ่มตงิดใจเรื่องเอดส์เข้ามาในสมอง. ผมเลยเปิดพวกพันทิป เฟสบุ๊ค ทุกอย่างที่ผมพอจะหาข้อมูลได้ แล้วอาการที่เหมือนที่ในเว็บบอกครับ ผมเครียดมาก จนนอนไม่หลับ ผ่านไปอีกวัน ผมไม่มีแรงทำงานอะไรเลยครับ. สิวเริ่มจึ่นที่หน้า ไม่มีหัว้ (แรกก็ขึ่นแค่จุดสองจุด ผ่านไปสองอาทิตขึ่นเต็มหน้าเลยครับ) ผมเลยตัดสินใจไปตรวจที่คลีนิคเอกชนทั่วไป.ช่วงนี้นผมไม่อายอะไรเลย เข้าไปคลีนิคบอกกับ พยาบาลมาตรวจเอดส์ครับ คนในคลีนิคมองผมเต็มไปหมด แต่ผมไม่สนใจอะไร ในใจคิดอย่างเดียว คือ ขอให้อย่าเป็นเลย ผมบนบานศาลกล่าวไว้เยอะมาก ระหว่างรอฟังผล1ชั่วโม้ง(หลังเสี่ยง1เดือนกับ11วัน)มันทรมาณมากครับ ความดันผมขึ่น150กว่า พอหมอบอกว่าผลเป็นปกติ ผมดีใจมากครับ อยากเข้าไปกอดหมอ(ไม่รู้ว่าใช้น้ำยาอะไร) ผมหายเครียดได้อาทิตกว่าๆ
หลังจากนั้นผมก้ไปอ่านในเว็บสืออีก ถ้าจะจบเคสได้ต้อง3เดือน. ผมเริ่มกลับมาเครียดอีกครึ้ง คราวนี้ผมเครียดหนักกว่าเดิมอีกครับ. ผมรอจนครบสองเดือนพอดี. เลยไปตรวจทีแร๊ป ผลออกมาเป็นปกติครับ ผมโล่งใจอีกรอบ (โล่งใจได้แค่ประมาณ5วันครับ กลับมาเครียดอีก (ที่เครียดมากๆไม่ใช่อะไรนะครับ. ถ้าสมมุตผมเป็นคนเดียวผมไม่กลัวหรอกครับ. ผมกลัวเอาเชื้อไปติดแฟน เพราะแฟนผมเป็นคนหน้าตาดี มีหน้าที่การงานที่ดี และมีภาระ หลานกับแม่อีก. (พี่เข้าใจความรู้สึกกับการฆ่าคนที่รักไหมครับ)) จากนั้นผมเริ่มโทรไปที่1663 เข้าให้คำปรุกษาดีมากครับ เข้าบอกว่าเอดส์ตรวจหาได้ตั้งแต่1-2เดือนแล้ว. ผมก็พอโล่งใจได้อีกวันสองวัน. สักพักอาการเริ่มมาอีกครับ. เริ่มปวดตามตัว ปวดเป็นจุดๆ ปวดทุกข้อเลย ใต้รักแร้ ขาหนีบ. และกล้ามเนื้อกระตุกทั่วตัว(ผมไม่รุเกิดจากความเครียดหรือป่าว) ผมเริ่มโทร1663บ่อยขึ่น. จนแฟนเริ่มสังเกตุ หลังจากนั้นแฟนก็จับได้ครับ(ไม่ต้องบอกนะครับว่าโดนอะไรบ้าง)หลังคุยกันแฟนโอเคแล้ว. ผมก็ไปถามที่แร๊บว่าใข้น้ำยาอะไร (ไปตอน2ทุ่มนะครับ(ตอนนั้นผมใจไม่ดีไปเขย่าประตูเขาแล้วถามเขา  พี่ที่แร๊ปเปิดประตูออกมาเห็นหน้าผมตกใจมากครับ . เขาบอกว่า ตรวตด้วย แอนตี้บอดี้. เจน3 ผมเริ่มมีหวังที่แฟนจะไม่ติดครับ. แล้วถามเส็ดผมก็ไปหาหมอทันที ว่าผมเป็นอะไรกันแน่ หมอบอกว่าต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบผมโตนิสหน่อยครับ. เขาเลยให้ยามากิน
ปัจจุบันตอนนี้. กล้ามเนื้อผมกระตุกตลอดครับ.  แล้วปวดแขนกับขา (อาจจะเป็นที่หน้าหนาวก็เป็นได้ ผมพยามคิดอย่างนั้น  เพราะเริ่มเข้าหน้าหนาวแล้ว)
อาทิตหน้าครบ 2เดือนกับ15วัน ผมตะไปตรวจอีกรอบครับ
เพราะอยากสบายใจให้มากกว่านี้
เพราะตอนนี้ผมเครียดกินอะไรไม่ลง น้ำหนักลดไป2โล
ผมอยากให้บทความนี้เป็นอุทาหร์ให้กับทุกคนนะครับ
มีแฟนคนเดียวสุดแล้วครับ. (แฟนผมบอกถ้าผมเป็น  แฟนยังไงก้ทิ้งผมไม่ลง) ผมหาแฟนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้วครับ
ขอบคุณที่อ่านบทความของผมจบนะครับ
ผมเป็นเป็นกำลังใจกับเพื่อนๆทุกคนที่เครียดยุนะครับ
เออ....อีกอย่างพี่1663เขาบอกว่า ตรวจเจน3แอนตี้บอดี้ 2เดือน เขาบอกแทบจะ99.%แล้วครับ
ขอบคุณครับ
ความคิดเห็นที่ 19
อาการของเอดส์ ส่วนใหญ่จะออกอาการ 7-10 ปีหลังติดเชื้อ
และหลายรายสามารถอยู่ได้นาน 10-15 ปี หรือถึง 20 ปีเลยด้วยซ้ำ
ถ้าร่างกายแข็งแรงและสุขอนามัยดีครับ

ขอเสนอชุดตรวจเอดส์ นำเข้าจากอเมริกา ผ่านมาตรฐาน FDA USA แนะนำโดย WHO
https://www.facebook.com/HIVselfTestings/
Comment:
CONFIRM CODE :
Comment Name :

บทความทั้งหมด
  คลิกที่นี่ เพื่อดูสินค้าแนะนำ
  ลดราคากว่า 80%(ห้ามพลาด)