โรคเบาหวาน 2020

by WheelSharee Posted on 2019-11-24



ความคิดเห็นที่ 1
เราอยากทราบอาการของคนเป็นเบาหวานในระยะเริ่มต้นค่ะ คือสงสัยว่าแฟนจะเป็นแต่เค้าไม่ยอมไปตรวจ
1.เค้าดื่มน้ำบ่อย แต่ฉี่ไม่บ่อยนะคะ ไม่ลุกขึ้นมาฉี่ตอนกลางคืนค่ะ
2.เค้าเป็นคนทานหวานค่ะ ปรุงก๋วยเตี๋ยวหวาน แต่ไม่ค่อยทานขนมหวานๆนะคะ
3.สายตาเค้าปกติค่ะ (คือไปอ่านเจอว่าจะตาพร่ามัว มองไม่ชัดในระยะไกล) มองไกลชัด เจอเพื่อนระยะไกลตะโกนเรียกปกติ

อยากทราบว่าอาการเหล่านี้คืออาการของคนปกติมั้ยคะ อายุเค้าก็ยังไม่เยอะค่ะ 23 (เด็กกว่าเราค่ะ)
หรือมีวิธิสังเกตุอื่นๆอีกมั้ยคะ ของคุณค่ะ
ความคิดเห็นที่ 2
น้ำหนักลดลงจนผิดปกติ
ฉี่มีกลิ่น บอกไม่ถูกเหมือนขนม
มดมาตอมฉี่เยอะ
(น้องชายไม่สู้55)
ความคิดเห็นที่ 3
ความรู้ทั่วไปเรื่องโรคเบาหวาน    
โรคเบาหวานถือว่าเป็นโรคที่คนไทยป่วยกันมาก เป็นโรคยอดฮิต 1 ใน 10 ของโรคที่คุกคามคนไทยมากที่สุด พบได้ในทุกช่วงวัย และยังมีแนวโน้มที่จะมีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นทุกปี  ทั้งนี้การเป็นโรคเบาหวานเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น อาหาร พฤติกรรมการใช้ชีวิต การออกกำลังกาย กรรมพันธุ์ เป็นต้น    
เชื่อหรือไม่ว่า มีคนอีกจำนวนมากที่ป่วยด้วย โรคเบาหวาน แต่ไม่รู้ตัว ทำให้ละเลยการดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี และอาจนำไปสู่โรคอื่นๆอันเป็นภาวะแทรกซ้อน ที่รุนแรงได้  การจะรู้ว่าคุณอยู่ในข่ายเสี่ยง โรคเบาหวาน หรือไม่ เริ่มจากการทำความเข้าใจโรค นี้อย่างถูกต้อง    
โรคเบาหวาน เกิดจากการทำงานของ "ฮอร์โมนอินซูลิน" (Insulin)ของร่างกายผิดปกติ ส่งผลให้ อินซูลิน ซึ่งมีหน้าที่นำน้ำตาลในเลือดเข้าสู่เซลล์ต่างๆเพื่อไปใช้เป็นพลังงาน ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพและเกิดการคั่งของน้ำตาลในเส้นเลือดแดงส่งผลให้อวัยวะต่างๆเสื่อม ซี่งอาการนี้จะส่งผลให้ เกิดโรคและอาการแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆได้    
ประเภทของเบาหวาน    
โรคเบาหวาน ยังไม่สามารถระบุสาเหตุการเกิดได้อย่างชัดเจน    
1. เบาหวานประเภทที่ 1 (Type 1 Diabetes) เกิดจากการที่ตับอ่อนไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินให้เพียงพอ เนื่องจากเบตาเซลล์(beta cells) ของตับอ่อนถูกทำลายด้วยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จึงต้องได้รับอินซูลินด้วยการฉีดหรือใช้เครื่องปั๊มอินซูลิน    
2. เบาหวานประเภทที่ 2 (Type 2 Diabetes) เป็นเบาหวานที่พบเป็นส่วนใหญ่ เกิดจากการที่ตับอ่อนยังสามารถสร้างอินซูลินได้แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ผู้ป่วยต้องมีการควบคุมอาหาร การใช้ยาชนิดกินหรือใช้อินซูลินชนิดฉีด    
3. เบาหวานที่เกิดระหว่างการตั้งครรภ์ หลังคลอดระดับน้ำตาลในเลือดจะกลับเป็นปกติ แต่จะมีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคเบาหวาน มีรายงานได้ถึงร้อยละ 50 เมื่อติดตามต่อไป 10 ปี ถ้าไม่มีการปรับพฤติกรรมชีวิตในการลดความเสี่ยง    
4. เบาหวานจากสาเหตุอื่นๆ เช่น โรคของตับอ่อน โรคทางพัรธุกรรม โรคเนื้องอกของต่อมหมวกไตที่สร้างฮอร์โมน ฯลฯ    
ลักษณะของโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2    
ชนิดที่ 1 (Type 1 Diabetes)    
ชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes)    
พบได้ประมาณร้อยละ 10 ของผู้ป่วย    พบได้ประมาณร้อยละ 90 ของผู้ป่วย
พบได้ในผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี    พบได้ทุกวัย
รูปร่างผอม    รูปร่างอ้วน
เกิดโรคแบบเฉียบพลัน    ตาพร่ามัว
ปัสสาวะบ่อย    เป็นแผลหายช้า
กระหายน้ำบ่อย    พบอาการชาบริเวณมือและเท้า
อยากอาหารบ่อย    ติดเชื้อตามผิวหนัง ปากหรือกระเพาะปัสสาวะ
น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว    
มีอาการเหนื่อยหรือเพลียอ่อนแรง    
เกิดภาวะคั่งสารคีโตน    
โรคเบาหวานเกิดได้อย่างไร    
อาจเกิดได้จากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรืออินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ (ภาวะดื้ออินซูลิน) และการการโรคเบาหวานประเภทที่ 2 มักเกิดจากความผิดปกติของ 2 ประการนี้ร่วมกัน นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการทำงานผิดปกติของ ฮอร์โมน อินคริติน ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน    
เมื่อทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ร่างกายของคนปกติที่ไม่ได้มีความผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลิน จะทำการย่อยสลายคาร์โบไฮเดรตเป็นน้ำตาลกลูโคสและดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อใช้เป็นพลังงานของร่างกาย ซึ่งฮอร์โมนจากตับอ่อน คือ อินซูลิน จะเป็นตัวพาน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย ดังนั้นถ้าตับอ่อนสร้างอินซูลินไม่ได้ หรือสร้างไม่พอ จะทำให้การทำงานไม่ดีส่งผลให้มีน้ำตาลในเลือดเหลือค้างมากและมีระดับสูงกว่าปกติ เกิดเป็นโรคเบาหวาน    
อาการของโรคเบาหวานมีอะไรบ้าง    
ในเบาหวานชนิดที่ 2 มักจะพบใน ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี และส่วนใหญ่พบในผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน อาการของโรคมักเกิดขึ้นอย่างช้าๆ หรืออาจไม่ปรากฏอาการเลยก็ได้ ลักษณะอาการที่พบบ่อยๆได้แก่    
สายตาพร่ามัว    
เป็นแผลเรื้อรัง    
ปวดและชาตามมือและเท้า    
มีการติดเชื้อที่ผิวหนัง ปาก หรือ กระเพาะปัสสาวะบ่อยครั้ง    
ปัสสาวะมาก กระหายน้ำบ่อย และมีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น    
คนปกติก่อนรับประทานอาหารเช้าจะมีระดับน้ำตาลในเลือด (พลาสมากลูโคส) 70-99มก./ดล. หลังรับประทานอาหารแล้ว 2 ชั่วโมง ระดับน้ำตาลไม่เกิน 140 มก./ดล.    
ในผู้เป็นเบาหวานเมื่อระดับน้ำตาลสูง (พลาสมากลูโคสในเลือดมากกว่า 180มก./ดล.) เกินความสามารถของไตที่จะกั้นมิให้น้ำตาลออกมาในปัสสาวะ จึงมีน้ำตาลออกมากับปัสสาวะมาก และดึงให้น้ำตามออกมาและก่อให้เกิดการเสียน้ำ ดังนั้นจึงก่อให้เกิดอาการเบื้องต้นคือ ปัสสาวะบ่อยและมาก คอแห้ง กระหายน้ำ ดื่มน้ำมาก    
นอกจากนี้การที่ร่างกายเอาน้ำตาลกลูโคสไปใช้เป็นพลังงานไม่ได้ ร่างกายจึงสลายไขมันและกล้ามเนื้อมาใช้แทน ส่งผลให้มีอาการหิวบ่อย รับประทานจุ แต่น้ำหนักลด รู้สึกอ่อนเพลีย ฯลฯ    
การดูแลรักษาเบาหวาน    
โดยทั่วไปแล้ว โรคเบาหวานสามารถควบคุมได้ด้วย    
การจัดตารางอาหาร    
การออกกำลังกาย    
ยาเบาหวานและอินซูลิน  (หากจำเป็น) และ    
ตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือดและพบทีมผู้ให้การดูแลอย่างสม่ำเสมอ    
สิ่งที่ผู้ป่วยหรือครอบครัวส่วนใหญ่เป็นกังวล เนื่องจาก โรคเบาหวานถือว่าเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่หายขาด  และดังที่กล่าวมา หากไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้จะส่งผลต่อโรคแทรกซ้อนต่อระบบหลอดเลือดแดงและอวัยวะ ดังนั้นทางเลือกในการอยู่ร่วมกับเบาหวานอย่างเป็นปกติสุขคือ การปรึกษาทีมผู้ให้การดูแลอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปกับการเรียนรู้วิธีดูแลรักษาตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้    
นอกจากนี้สิ่งที่ควรทราบคือ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนระยะยาวจากเบาหวานได้ ดังนั้นผู้ป่วยและครอบครัวควรปรึกษากับทีมดูแลสุขภาพเพื่อคิดและปรับแผนการดูแลรักษาเบาหวาน โดย การออกกำลังกาย การใช้ยา การเลือกรับประทานอาหาร และการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง โดยดูจากความต้องการของผู้ป่วยเบาหวานแต่ละรายเป็นหลัก เพื่อนำไปสู่สุขภาพที่ดี    
แล้วการคุมเบาหวาน หรือ การคุมระดับน้ำตาลในเลือดสำคัญกับผู้ป่วยอย่างไร    
จากการศึกษาเกี่ยวกับโรคเบาหวานครั้งใหญ่ที่สุด UKPDS  (United Kingdom Prospective Diabetes Study) ซึ่งใช้เวลาถึง 20 ปี ในการศึกษากับอาสาสมัครผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2  กว่า 5,000 คน ณ ศูนย์การแพทย์ 23 แห่ง ในอังกฤษ ไอร์แลนด์เหนือและสกอตแลนด์ ชี้ให้เห็นว่า การจัดการเบาหวานด้วยวิธีรักษาที่มีอยู่อย่างจริงจัง สามารถลดภาวะแทรกซ้อนระยะยาว ซึ่งเกิดจากเบาหวาน ชนิดที่ 2 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ    
การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเคร่งครัด ช่วยลดความเสี่ยง ของการเกิดโรคแทรกซ้อนทางตา อันเป็นผลจากเบาหวานได้ถึง 25% และโรคไตเสื่อมระยะแรกได้ถึง 33%    
เห็นอย่างนี้แล้ว ทำให้เข้าใจว่าแม้โรคเบาหวานจะถือว่าเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่หายขาด แต่ผู้ป่วยก็สามารถรับมือและอยู่ร่วมกับเบาหวานอย่างเป็นปกติสุข โดยเริ่มจากการปรับทัศนะและมีความตั้งใจจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตใน 4 ข้อหลัก ดังนี้    
การทานอาหาร สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน คาร์โบไฮเดรตมีอิทธิพลสูงสุดต่อค่าระดับน้ำตาลในเลือดที่หลังอาหาร แม้จะมีหลักการแนะแนวอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือทดแทน ก็อาจจะไม่ได้ส่งผลต่อผู้ป่วยเบาหวานแต่ละคนเหมือนๆกัน ดังนั้นผู้ป่วยควรมีการจัดตารางอาหารให้สมดุล ควบคู่ไปกับการคำนวณคาร์โบไฮเดรตและการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ วิธีนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยมีความยืดหยุ่นในการเลือกทานอาหารได้ในแต่ละวัน    
การออกกำลังกาย การทำตัวแอคทีฟ กระฉับกระเฉง และออกกำลังในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานได้  ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเรื่องการออกกำลังที่เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับยาฉีดอินซูลิน นอกจากนี้ควรคำนึงถึงข้อควรระวังต่างๆเช่น การป้องกันบาดแผลที่เท้า    
ยาเบาหวานและอินซูลิน ผู้ป่วยเป็นเบาหวานหลายๆท่านอาจจะไม่จำเป็นต้องรับประทานยาเบาหวานหรือฉีดอินซูลิน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการและแนวทางการรักษาจากทีมแพทย์ของผู้ป่วยแต่ละคน แต่หากได้รับการจ่ายยาจากทีมแพทย์ ผู้ป่วยจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด    
ตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งก็ไม่ต่างจากการวางแผนลดน้ำหนักที่เราจะหมั่นตรวจสอบน้ำหนักตัวเป็นระยะเพื่อให้รู้ว่าแผนที่ทำมาได้ผลดีหรือไม่ ผู้ป่วยเบาหวานก็เช่นกันที่ต้องตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือดไม่ว่าจะจากทีมแพทย์หรือการตรวจระดับน้ำตาลด้วยตนเอง เพื่อจะทำให้คุณและทีมแพทย์ทราบว่าแผนการควบคุมเบาหวานที่ทำอยู่ได้ผลดีหรือควรจะมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่    
    
    เรื่องที่มักเข้าใจผิดของการดูแลโรคเบาหวานด้วยการตรวจน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง (2/3)
    เรื่องที่มักเข้าใจผิดของการดูแลโรคเบาหวานด้วยการตรวจน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง (1/3)
    เรื่องดีๆ ของผู้เป็นเบาหวานที่รู้จักตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง
    “ไปตรวจตามหมอนัดทุกครั้ง ผลน้ำตาลก็ดีตลอดแล้วทำไมยังมีเบาหวานขึ้นตา ลงไตอีก”…..???
    15 สมุนไพรรักษาเบาหวาน บำรุงสุขภาพก็ได้ ลดน้ำตาลก็ดีไม่เบา
โรคเบาหวาน รักษาได้ด้วยวิถีธรรมชาติ ต้อนรับสุขภาพดีและลดน้ำตาลในเลือดได้ด้วยสมุนไพรสรรพคุณเลอค่า    
          เรื่องใหญ่ที่ผู้ป่วยเบาหวานต้องให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือระดับน้ำตาลในเลือด ถ้าหากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไปก็เสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมา เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวานขึ้นตา หรือแม้แต่โรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้นนอกจากจะรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งแล้ว ผู้ป่วยหลาย ๆ คน ก็ยังเสาะหาวิธีควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อร่างกาย ซึ่งอีกหนทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจนั่นก็คือการรับประทานสมุนไพร เพราะนอกจากจะช่วยเรื่องโรคเบาหวานได้แล้วก็ยังได้ของแถมเป็นสุขภาพที่ดีอีกด้วย อย่างเช่นสมุนไพรทั้ง 15 ชนิดนี้ที่สามารถรักษาอาการของโรคเบาหวาน พร้อมพ่วงด้วยประโยชน์เพื่อสุขภาพดี ๆ อีกมากมาย     
1. มะระขี้นก    
          มะระขี้นก สมุนไพรไทยที่ขึ้นชื่อในเรื่องการลดระดับน้ำตาลในเลือด เรียกว่าเป็นสมุนไพรที่เป็นมิตรกับผู้ป่วยโรคเบาหวานอย่างแท้จริง ด้วยเพราะสารซาแรนติน (Charatin) ในผลมะระขี้นกที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ต้านอาการของโรคเบาหวาน และช่วยเพิ่มการหลั่งของอินซูลินจากตับอ่อน เพิ่มความทนทานต่อกลูโคสของร่างกาย และช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาลในเลือด     
          นอกจากนี้มะระขี้นกยังช่วยยับยั้งเอนไซม์แอลฟากลูโคซิเดส  (Alpha-glucosidase) อันเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน ขณะที่การรับประทานมะระขี้นกเป็นประจำก็สามารถชะลอความผิดปกติของไต และความเสื่อมของเส้นประสาทในร่างกายจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงสะสมเป็นเวลานาน ไม่เพียงเท่านั้นยังชะลอการเกิดโรคต้อกระจกในผู้ป่วยเบาหวานด้วย นอกจากนี้มะระขี้นกยังมีคุณประโยชน์ดี ๆ ต่อร่างกายอีกมากมาย และสามารถนำมารับประทานได้แบบสด ๆ เป็นผักเคียงน้ำพริกได้เลย ดีแบบนี้ไม่หามาลองก็คงจะไม่ได้แล้วล่ะ    
2. ตดหมูตดหมา    
          แม้ว่าชื่ออาจจะแปลกไปสักนิด แต่สรรพคุณในการลดระดับน้ำตาลในเลือดนั้นไม่มีบกพร่องเลยแม้แต่น้อย โดยมีการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า สารสกัดของใบตดหมูตดหมาสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วยการเพิ่มการหลั่งของอินซูลินในร่างกาย อีกทั้งสมุนไพรชนิดนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอีกเพียบ และลดไขมันในเลือดได้ ขณะที่สรรพคุณทางยาพื้นบ้านก็ยังมีอีกไม่น้อย ไม่ว่าจะช่วยล้างพิษ แก้ท้องอืด ท้องผูก ถ่ายพยาธิ แก้อ่อนเพลีย ตกเลือด หรือแม้แต่แก้ปวดเมื่อยก็ช่วยได้เช่นกัน เป็นสมุนไพรพื้นบ้านไทยที่นำมาใช้แล้วไม่ผิดหวัง    
3. อบเชย    
          อบเชย หรือชินนามอน (Cinnamon) เป็นสมุนไพรอีกชนิดที่มีสารสำคัญในการช่วยเพิ่มการหลั่งของฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง อีกทั้งยังช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือดในกลุ่มผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เกี่ยวกับโรคเบาหวานและโรคที่เกี่ยวกับระบบหลอดเลือดหัวใจอีกด้วย โดยแค่เพียงโรยผงอบเชยลงในอาหารที่รับประทานก็ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้แล้วล่ะค่ะ    
4. เห็ดหลินจือ    
        เอีกหนึ่งสุดยอดสมุนไพรจีนล้ำค่าที่อุดมไปด้วยสรรพคุณทางยา ไม่เพียงแต่มีประโยชน์ในการรักษาโรคมะเร็งเท่านั้น แต่ยังมีคุณกับผู้ป่วยโรคเบาหวานอีกด้วย
ความคิดเห็นที่ 4
อาการเริ่มแรกของคนเป็นเบาหวาน คือ ปัสสาวะบ่อย หิวน้ำ ดื่มน้ำบ่อย  ตามัว อ่อนเพลีย เป็นเหน็บชา หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง คือญาติ พ่อ แม่ พี่ น้องที่เป็นเบาหวาน หรือรู้สึกสงสัยกลัวว่าจะเป็นเบาหวาน ก็ควรมาตรวจหาค่าระดับน้ำตาลในเลือดดูเลยครับ ถ้าตรวจแล้วค่าเกินปกติ แนะนำให้ตรวจหาค่าน้ำตาลสะสมในเม็ดเลือดแดง HbA1c (Hemoglobin A1c) ร่วมด้วย เพื่อยืนยันการตรวจว่าเป็นเบาหวานหรือไม่  
โดยไม่ต้องรอให้มีอาการแล้วค่อยมารักษาทีหลัง เพราะจะรักษายากกว่า ก่อนมาตรวจควรงดน้ำ และอาหาร อย่างน้อย 8 ชั่วโมงด้วยนะครับ
ความคิดเห็นที่ 5
อาการหรือภาวะแทรกซ้อนเบาหวาน หรือที่เรียกว่าเบาหวานขึ้นตา มักจะเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานนาน ๆ โดยเฉพาะที่ต้องพึ่ง
การใช้ยาอินซูลิน โอกาสการเกิดเบาหวานขึ้นจอประสาทตานั้น ขึ้นกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และระยะเวลาที่ผู้ป่วยเป็นเบาหวาน
ถ้าควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีตั้งแต่เริ่มเป็นเบาหวาน โอกาสที่จะเป็นก็มีน้อยลงค่ะ

ส่วนอาการที่อาจจะพบได้ในผู้ป่วยที่มีอาการเบาหวานขึ้นตา ในระยะแรกอาจจะยังไม่พบอาการหรือความผิดปกติใด ๆค่ะ แต่ถ้ามีอาการ
เริ่มรุนแรงมากขึ้น อาจพบอาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็นได้ เช่น มองเห็นจุดหรือเส้นสีดำคล้ายหยากไย่ลอยไปมา ตามัว
วิสัยทัศน์การมองเห็นแย่ลง สายตาไม่คงที่ แยกแยะสีได้ยากขึ้น หรือสูญเสียการมองเห็นได้ เป็นต้นค่ะ

เบื้องต้น อย่าเพิ่งกังวลใจไปนะคะ แนะนำให้คุณไปพบจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของอาการอย่างละเอียดก่อนนะคะ
ว่าอาการที่เกิดขึ้นเกิดจากภาวะแทรกซ้อนเบาหวานขึ้นตาจริงหรือไม่ ซึ่งหากพบความผิดปกติคุณจะได้รับการรักษาที่เหมาะสมค่ะ และ
แนะนำให้ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ตามที่แพทย์สั่ง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารที่มีรสเค็ม หวาน และมีไขมันสูง
รับประทานยาเบาหวานตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะสามารถช่วยลดอาการแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดจากโรคเบาหวานได้ไม่มากก็น้อยค่ะ
ความคิดเห็นที่ 6
ถึงเพื่อน ๆ ทุกท่านที่เป็นโรคเบาหวาน ผมมีเรื่องมาแชร์ครับ
เมื่อเดือน เม.ย. 2560 ระดับน้ำตาล ผมสูงถึง 330 mg/dL  (คนปกติ ไม่ควรเกิน 110 mg/dL คนเป็นเบาหวาน ควรคุมให้ไม่เกิน 130)
ความดันค่อนข้างสูง ประมาณ 140 - 145 น้ำหนัก 97 kg (สูง 175 cm) ทานยาก่อนอาหาร และหลังอาหาร วันละ 2 เวลา
ก่อนอาหารเช้า มี UTMOS 30mg 1 เม็ด, GLIZIDE  1 เม็ด หลังอาหารเช้า MEDFORMIN 850 mg 1 เม็ด
ก่อนอาหารเย็น มี GLIZIDE  1 เม็ด หลังอาหาร MEDFORMIN 850 mg 1 เม็ด จริง ๆ หมอให้กิน 3 เวลา แต่ผมเลี่ยง
เพราะแค่นี้ก็เยอะมาก กลัวตับไตเสื่อมเร็วเกินไป หมอจะให้ฉีด  อินซูลินแล้ว แต่ผมยังไม่ยอม พอเดือน มิ.ย. 2560 ตัดสินใจลาออก
จากงาน เพราะปัจจัยหลายอย่าง และสุขภาพย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ พอมีเวลา ผมก็เริ่มออกกำลังกายเปลี่ยน วิธีการกิน เดือน ก.ค. 2560
น้ำหนักเริ่มลดลง ระดับน้ำตาลเหลือ 150 mg/dL แต่ก็ยังคง กินยาคุมเบาหวานอยู่ ตอนหลังพอเลี่ยงการกินแป้ง และ เลี่ยงการกิน
เนื้อสัตว์ หันมากิน น้ำเต้าหู้ใส่เครื่อง ไม่ใส่น้ำตาล (วันละ 4 ถุง เช้า 2 ถุง เย็น 2 ถุง ) และ เต้าหู้สดใส่ซิอิ๊ว กินผักสลัด แต่ไม่ใส่น้ำสลัด
ใส่เป็นน้ำพริกตาแดงแทน น้ำหนักลดลง ประมาณ 85  แต่น้ำตาลยังอยู่ที่ระดับ 150 mg/dL และยังคงกินยาเบาหวาน มีผู้ใหญ่แนะนำให้
ไปพบนักโภชนา โดยนักโภชนา แนะนำให้งดกินถั่วเหลือง และอาหารหลายอย่าง ผมลองทำตาม ปรากฏว่า ผ่านไป 1 เดือน น้ำตาล
ลดลงอย่างมีนัยยะ เหลือ ไม่ถึง 120 ผมเริ่มงดยาเบาหวาน ออกกำลังกายทานผักใบเขียวสดออแกนิค ปริมาณมาก กินน้ำพริกน้อยลง
กินเนื้อสัตว์ปริมาณ น้อย พวก เกาเหลา หรือ แกงจืด วันละมื้อเท่านั้น เลิกกิน อาหารทอด เลี่ยงกินอาหารผัด ลองเลิกกินยาเบาหวาน
ตั้งแต่ เดือน พ.ย. 2560 ปัจจุบัน ทำงานประจำ ตั้งแต่เดือน พ.ย. 2560 และ เปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ เดือน ม.ค. 2561 ระดับน้ำตาลอยู่
ที่ 105 – 115 mg/dL ก่อนทานอาหาร และหลังทานอาหาร ไม่เกิน 125 น้ำหนักประมาณ 79 - 80 kg สุขภาพดีกว่าเดิมมาก
ผมทำได้ คุณก็ทำได้ครับ
เลี่ยงนม ไข่ เนื้อสัตว์ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ อัลมอนด์ ข้าว แป้ง
เน้น ผัก ธัญพืช อื่น ๆ อบแห้ง
ตอนเป็นเบาหวาน เริ่มขึ้นตา หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน ตาพร่า อ่อนเพลีย แย่มากครับ
ถ้าคิดว่า เรื่องนี้เป็นประโยชน์ ช่วยแชร์ให้กับคนที่รู้จักที่เป็นเบาหวาน หรือสอบถามอะไรเพิ่มเติมได้ ถ้าผมแนะนำได้ ยินดีครับ
ความคิดเห็นที่ 7
เบาหวานเป็นแล้วไม่มีทางหาย

คิดว่าหายแล้วถ้าน้ำตาลกลับขึ้นมา จะช็อตเอา
เกิดขึ้นกับหลายๆคนที่เข้าใจผิดว่าหายแล้ว โอกาศเสียชีวิตสูง
ความคิดเห็นที่ 8
คุณเคยได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์หรือยังว่าเป็นโรคเบาหวาน

การที่คนๆหนึ่งจะเป็นโรคเบาหวาน ต้องตรวจอย่างอื่นร่วมด้วยรวมทั้งระดับน้ำตาล แพทย์จึงจะให้การวินิจฉัยได้

คุณอาจเป็นเพียงมีภาวะน้ำตาลสูงชั่วคราวเท่านั้น

หลังจากที่ระดับน้ำตาลกลับมาปกติแล้ว คุณทราบได้อย่างไรว่าคุณหายจากโรคเบาหวานแล้ว แพทย์ให้การวินิจฉัยแล้วหรือยัง
ความคิดเห็นที่ 9
ผมเป็นเบาหวานมาหลาย ปีแล้วครับ ไปตรวจที่ รพ. เมื่อตอนปี 2543 และทานยาตลอด ช่วงหลัง เบาหวานคุมไม่อยู่ หมอเลยจะให้ฉีดอินซูลิน
ผมยังไม่ยอม เพราะ มีญาติ และเพื่อนที่รู้จัก ฉีดอินซูลิน  เค้าฉีดทุกวันมาหลายปี อาผมก็ฉีด แต่สุดท้าย ไตเสื่อม และเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ผมเลยพยายาม ออกกำลัง คุมอาหารแทน ผลที่ได้คือ เลิกยาได้ เพราะคุมระดับน้ำตาลได้ หมอไม่ให้ยาแล้ว ให้ออกกำลังและคุมอาหารไป
ตลอด ถ้าอาการแย่ลง ให้ไปหาหมอใหม่ แต่ถ้าไม่เป็นอะไร ก็ไม่ต้องไปหาแล้วครับ
ความคิดเห็นที่ 10
อันนี้ถามหมอมา การวินิจฉัยการเป็นเบาหวาน คือการตรวจเจอระดับน้ำตาลสูง 2 ครึ้ง ขึ้นไปค่ะ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลสะสม หรือ น้ำตาลที่วัดตอนอดอาหารตอนเช้า (แบบไหนก็ได้)  แต่ต้องไม่อยู่ในภาวะที่ไม่สบาย เช่นเป็นหวัด (หมอบอกไม่สบายนิดหน่อย น้ำตาลก็ขึ้นแล้ว)

การวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน เพราะว่าร่างกาย หรือ ตับอ่อน สูญเสียความสามารถไป (เค้ามีระดับ % บอกนะ แต่จำตัวเลขไม่ได้) ซึ่งการสูญเสียแบบที่ว่า เป็นการสูญเสียถาวร (หมอบอก)

แต่การลดระดับน้ำตาล ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่นการออกกำลังกาย อันนี้เราพึ่งกล้ามเนื้อ เพราะว่าเมื่อออกกำลังกาย กล้ามเนื้อจะสามารถดึงน้ำตาลในกระแสเลือดมาใช้ ทำให้ระดับน้ำตาลลดลง รับประกันว่าเห็นผลทันตาจริงๆ นะ ออกกำลังกาย เคยดูบทความฝรั่ง เทสวัดระดับน้ำตาล ก่อน หรือหลังออกกำลังกาย แต่การออกกำลังกายหนักเกินไป(แต่ละคนไม่เหมือนกันเนอะ) อาจทำให้ร่างกายเครียดเกินไป หรือ ความเครียด ทำให้น้ำตาลขึ้นได้ (ในบทความมีขึ้นบางวันแต่เล็กน้อยค่ะ ส่วนใหญ่เค้าจะเดิน 10-20 นาที บางทีมี slope หน่อย) อันนี้เป็นเคสพิเศษ ดังนั้น ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานเยอะๆ ควรปรึกษาแพทย์ค่ะ หรือการทานสมุนไพรบางตัวก็ช่วยค่ะ เช่น ชินนามอน มะระขี้นก เป็นต้นน อื่นๆ ก็หาเอา มีหลายปัจจัยที่ทำให้ระดับน้ำตาลลงได้ แต่ไม่ได้แปลว่าตับอ่อนกลับมาดีเหมือนเดิม
ความคิดเห็นที่ 11
ดีใจด้วยครับ ที่สามารถคุมน้ำตาลอยู่ในระดับที่ดีได้ ก็อยากให้ออกกำลังกายและทานอาหารแบบนี้ต่อไปนะครับ เป็นหมอศัลยกรรม แต่ขอบอกตามความรู้ที่เคยเรียนแล้วกันนะครับ

1 โรคเบาหวาน ไม่มีทางหายขาดครับ อันที่คุณทำอยู่ เรียกว่า สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ คงต้องทำต่อไปนะครับ เพราะถ้าคุณทานหวานหรือแป้งเยอะ น้ำตาลในเลือดก็จะกลับมาสูงอีกครับ

2 เรื่องไตเสื่อม ขอพูดสักนิด คนจะเข้าใจผิดว่า ไตเสื่อมเพราะทานยา จริง ๆ แล้วเลย ไตเสื่อมเพราะโรคเบาหวานและระดับน้ำตาลที่ควบคุมไม่ได้ครับ ไม่ใช่เพราะทานยา คนที่ต้องฉีดอินซูลินแสดงว่าควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี พอระดับน้ำตาลในเลือดสูง ไตก็จะเสื่อมครับ กลไกซับซ้อน เอาง่าย ๆ แล้วกันนะครับ ไม่ใช่ไตเสื่อมเพราะทานยาครับ เป็นเพราะโรคเบาหวานครับ

3 อันนี้สำคัญครับ โรคเบาหวานไม่สามารถคุมระดับน้ำตาลได้ด้วยยาเพียงอย่างเดียวครับ ต้องร่วมกับการควบคุมอาหารและออกกำลังกายด้วยครับ อย่างที่คุณ จขกท ทำครับ เห็นผลชัดเจน ต่อให้คุณทานยาวิเศษแค่ไหนก็ตาม ถ้าคุณไม่ควบคุมอาหาร น้ำตาลในเลือดไม่ลดหรอกครับ โรคนี้พึ่งแต่ยาอย่างเดียวไม่ได้ครับ

ปัจจุบัน ความรู้ใหม่ ๆ มากขึ้น ความรู้ต่าง ๆ อาจเปลี่ยนไป แต่ความรู้หลัก ๆ น่าจะยังเหมือนเดิม

ยินดีด้วยกับ จขกท ครับ ขอให้พยายามทำต่อไปครับ

จาก หมอศัลยกรรมแก่ ๆ คนนึง
ความคิดเห็นที่ 12
ข้าพเจ้าวัยหลังเกษียณมาหลายปีแล้ว มีอาการต่างๆ ของ diabetic มาหลายปีเช่นกัน
แต่ไม่ได้สนใจเรื่องรักษา คิด(เอาเอง)ว่า ยังเอาอยู่

เดือน ม.ค.  2560 วัดน้ำตาลก่อนอาหารได้ถึง 350 (เพราะกินขนมของขวัญปีใหม่เยอะมากกก)
หมอมะโหมาก ดุว่าหลายยก จะรักษาตัวไหมเนี่ย ?
เริ่มใช้ insulin ฉีดวันละครั้ง ค่อยๆลด dose ลง จนงดฉีดได้ ในเดือน พ.ค.
หลังจากนั้น ใช้ยากิน (ไม่มากนัก วันละมื้อ) ต่อเนื่องมาตลอด
รักษาระดับน้ำตาลได้ที่ 100 นิดๆ ไม่เคยเกิน 130 จนหมอเริ่มลดยากิน ไม่ให้น้ำตาลต่ำเกินไป

ยาทั้งหลายนั้น มีผลช่วยลดระดับน้ำตาลจริง
แต่สิ่งที่ทำให้รักษาระดับน้ำตาล 100 นิดๆนั้นได้ คือ การปรับเปลี่ยนอาหาร และ การออกกำลังกาย
ข้าพเจ้าเลิกกิน ข้าวขาว แป้งขัดขาว อาหารสำเร็จรูป (เกลือ และ น้ำตาลสูง) น้ำหวาน น้ำอัดลม ชา กาแฟ
กิน ผัก ผลไม้ ทุกมื้อ ทำกับข้าวเองเป็นหลัก เนื่องจากทำอร่อยสู้ที่เขาขายไม่ได้ ก็เลยกินน้อยลงไปเอง

ทุกวันนี้ ก็อยู่ได้ สบายๆนะ กินขนมที่ชอบๆได้วันละนิดหน่อย
หมอสอนวิธีกินขนมที่ถูกหลักให้ กินหลังอาหาร เมื่อลดแป้งในมื้อลง ก็กินขนมอร่อยได้บ้าง
และออกกำลังกาย อย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง ทุกวัน
ความคิดเห็นที่ 13
กรณีเจ้าของกระทู้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของคนที่เป็นเบาหวานระยะเริ่มแรก และสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ทัน ในกรณีนี้จะเห็นผลชัดเจนครับ คนที่ใช้วิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรม กินอาหารที่ถูกต้อง ออกกำลังกายถูกหลัก จะสามารถคุมระดับน้ำตาลได้ จนบางคนถึงกับเลิกใช้ยาเบาหวานได้ แบบ จขกท. ครับ

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเลิกใช้ยาได้นะครับ คนที่จะประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะมีสิ่งดังต่อไปนี้
1. เป็นเบาหวานระยะเริ่มแรก - ถ้าเป็นมานาน ถึงระดับที่ตับอ่อนไม่สร้างอินซูลิน กลุ่มนี้ยังไงก็ต้องใช้ยาครับ
2. เดิมเป็นคนอ้วน - กลุ่มนี้ถ้าลดน้ำหนักได้จะเห็นผลชัดเจน
3. เดิมพฤติกรรมการกิน ติดหวานมาก - กลุ่มนี้ก็เช่นกัน ถ้าลดหวานจะเห็นผลชัด

ซึ่งจากที่อ่าน จขกท. มีครบทั้ง 3 ปัจจัยเลย จึงทำให้ประสบความสำเร็จครับ การเลิกใช้ยาเป็นเป้าหมายหลักของคนไข้ที่ผมรักษาเลย ในกรณีที่มีปัจจัยเหล่านี้ แต่ถ้าใครเป็นเบาหวานในคนผอมอยู่แล้ว หรือไม่ได้กินหวานอยู่แล้ว ต่อให้ลดน้ำหนักอย่างไร ก็ไม่หายครับ

แต่ไม่ใช่ว่า จขกท. จะหายจากโรคนะครับ เมื่อไรก็ตามที่กลับไปกินหวาน หรือน้ำหนักขึ้น โรคก็จะกลับมาครับ ดังนั้นจึงต้องพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอตามนัดต่อนะครับ เป้าหมายในการคุมน้ำตาลของคุณ ซึ่งอายุน้อย (คือต้องมีชีวิตต่อไปอีกยาวนาน) หากต้องการลดความเสี่ยงโรคไต โรคหลอดเลือดในระยะยาว ควรเป็น HbA1C 6.5% ซึ่งก็คือน้ำตาลก่อนอาหาร <110 มก.% และหลังอาหาร 2 ชม. (นับจากเริ่มกินคำแรก) <140 มก.% ครับ

อาหารที่ต้องลดคือ น้ำตาล กับแป้งที่ดูดซึมเร็ว หรือแป้งปริมาณมากๆ (glycemic index/load สูง) ในขณะที่เนื้อสัตว์ไม่มีผลครบ สามารถกินได้ครับ

ยาเบาหวาน ไม่มีตัวใดทำให้ไตวายครับ มีแต่เบาหวานเองนี่แหละครับ ปล่อยไว้นาน รักษาไม่ดีเลยทำให้ไตวาย ปัญหาคือ เวลาชาวบ้านเห็นคน ไตวาย หรือเป็นเบาหวานเรื้อรัง ที่ต้องกินยาเยอะๆ (ซึ่งแท้จริงเพื่อคุมไม่ให้ไตวายไปมากกว่านี้) ก็จะไปเหมาเอาว่ายาทำให้ไตวายซะงั้น
ความคิดเห็นที่ 14
เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 อยู่ค่ะ เป็นมาร่วม 14-15 ปีแล้วค่ะ
โดยปดติจะงดทานข้าวขัดขาว ขนมปังขาว อะไรที่ขัดสีจะเลี่ยงทั่งหมดเพราะกินทีไรระดับน้ำตาลจะปี๊ดสูงมาก แต่จะทานข้าวกล้องผสมถั่ว (ถั่วดำ ถั่วแดง ฯลฯ สลับกันไป) คุมน้ำตาลได้ดีทีเดียว้ลยค่ะ
    ส่วนญาติ จขกท. ที่ฉีดอินซูลินแล้วไตเสื่อมน่าจะมาจากการควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีเองมากกว่านะคะ ไม่ได้เกี่ยวกับอินซูลินเลย ดิฉันฉีดมาตั้งนาน ค่าไตยังดีอยู่เลยค่ะ
ความคิดเห็นที่ 15
เคยทานสมุนไพรลดน้ำตาลในเลือดไหมคะ
ถ้าไม่อยากให้ยาเคมีตกค้างในร่างกายมากเกินไป ยาสมุนไพรเป็นทางเลือกที่ดีเลยอยากแนะนำค่ะ ยังไงก็เป็นมิตรกับร่างกายแน่นอน
เรามีคนใกล้ชิดที่เป็นเบาหวานเหมือนกันค่ะ แต่เค้าน่าจะเป็นหนักกว่า จขกท ตอนนี้ญาติเค้าให้กินยาสมุนไพรของ poonrada ค่ะ
ล่าสุดพาไปติดตามอาการกับหมอที่ร้านเค้าก็อาการดีขึ้นมากนะคะ หมอให้เอายาทาแผลร่วมด้วย ลดอาการคันให้แผลสมานกันเร็วขึ้นด้วยค่ะ

แต่ถึงจะดีขึ้นจนเกือบเป็นปกติ ก็ใช่ว่าจะก็หายขาดนะคะ ยังไงก็ต้องกินยาคุมเบาหวานอย่างต่อเนื่องอยู่ดี
ดังนั้น ถ้าเลือกได้ก็เลือกกินยาที่ไม่มีผลข้างเคียง กินต่อเนื่องแล้วไม่สะสมจนเป็นอันตรายกับเราดีกว่าค่ะ ^^
ความคิดเห็นที่ 16
ไม่หาย แต่ควบคุมได้ ด้วยการคุมอาหาร
    โรคนี้ทำแบบนี้ก็ได้  แต่ต้องติดตามน้ำตาลในเลือดต่อ ตลอดชีวิต ที่ต้องกินยาไปตลอด เพราะคนไข้ ไม่สามารถคุมอาหารได้ดีพอ และหมอก็ไม่สามารถชักชวนจนคนไข้ทำได้สำเร็จ ทางออกของคนส่วนมากก็เลยกินยาไปเรื่อยๆ

     ยังไง อนาคตโรคก็จะแย่ลง และ จขกท ก็ต้องกลับไปกินยาต่อ ร่วมกับคุมอาหาร  แต่ในระยะนี้สามารถรักษาด้วยการคุมอาหารต่อไป
     อย่าตั้งเป้าหมายผิดครับ  เป้าหมายคือคุมน้ำตาลได้  ไม่ใช่เลิกยาได้ ยาเบาหวานไม่ใช่ยาเสพติดที่ต้องเลิก
ความคิดเห็นที่ 17
มันอาศัยหลายปัจจัยอะครับ เบาหวาน

พักผ่อน
ออกกำลังกาย
ไม่เครียด
อาหารการกิน

เราก็เป็นนะ ตอนนี้ก็พยายามดูแลตัวเองเยอะเลย ดีขึ้นกว่าเดิม
ผมทานวีมิกซ์ควบคู่ไปด้วย เห็นผลชัดเจนดี

สู้ครับๆ
ความคิดเห็นที่ 18
ขอเกริ่นก่อนว่าผมเป็นคนที่มีน้ำหนักตัวมาก น้ำหนักผมมากถึงเกือบ 160 กิโลเลยครับ ก่อนหน้านี้ที่ผมยังไม่ได้ไปตรวจร่างกายผมเริ่มมีอาการแปลกๆคือกระหายน้ำมาก ดื่มน้ำแต่ละวันมากกว่า 15 ลิตร ดื่มน้ำยังไงก็ยังกระหาย และก็ฉี่ทั้งวัน แล้วก็ยังมีอาการตาพร่ามั่วอีก เวลาผมทำกิจวัตรประจำวันอย่างเช่นดูโทรทัศน์หรือทำอะไรก็ตามแต่ ผมจะต้องมีเหยือกน้ำมาวางไว้ข้างๆตัวตลอด น้ำสองลิตผมดื่มไม่ถึง 20 นาทีก็หมดแล้วครับ แต่ไม่ได้ดื่มในคราเดียวนะครับ กินเรื่อยๆครับเพราะคอแห้งตลอด น้ำลายในปากผมแทบจะไม่มีเลยครับ มันแห้งไปหมด เวลากลื่นน้ำลายเหมือนกลืนกระดาษทรายเลยครับ ทรมานมากๆ การกระพริบตาก็ฝืดมากๆ เหมือนไม่มีน้ำตาเลยครับ
        

       ผมเริ่มวิตกว่าผมต้องเป็นโรคอะไรแน่ๆเลย ผมเลยตัดสินใจไปเจาะเลือดครับ คืนก่อนหน้าที่ผมจะไปเจาะเลือดผมก็ภาวนาอยู่ตลอดว่าขออย่าให้ผมเป็นโรคเบาหวานทีเถิด เพราะผมรู้ดีว่ามันอันตรายมากๆ พอเช้าวันรุ่งขึ้นผมก็บึ่งตรงไปยังโรงพยาบาลไกล้ๆบ้าน ไปถึงผมก็บอกผมว่าจะมาเจาะเลือดครับ หมอถามว่านึกยังไงถึงมาเจาะเลือด ผมเลยบอกอาการข้างต้นที่ผมได้เล่ามากับหมอไปครับ หมอเลยทำการเจาะ ผมมองดูหน้าจอเครื่องวัดระดับน้ำตาลตัวเลขวิ่งอย่างไวมากๆครับ อย่างกะ fast6 เลยครับ 555+
       

       ถึงเวลานี้ผมทำใจแล้วครับ แล้วผลเลือดก็ออกมากอยู่ที่282ครับ หมอตกใจมากเพราะว่ามันสูงมากอยู่ครับ เป็นอันตรายมากๆ หมอเลยจัดยาเบาหวานให้ผมมาแล้วก็นัดผมมาตรวจครั้งใหญ่ในอีก 3 วันต่อมาครับ วันนั้นกลับไปบ้านแบบใจหดหู่มากๆครับ ว่าเบาหวานมาเยือนเราแล้ว ทำไมเราต้องเป็นเบาหวานด้วย สุดเครียดครับ แต่กลับบ้านไปผมก็ยังกินเหมือนเดิมครับ โค๊กเอย ขนมหวานเอย ยังกินเหมือนเดิม
      
       พอถึงวันนัดตรวจเลือดอีกครั้ง ผมก็อดอาหารหลังเที่ยงคืนเหมือนก่อนหน้านี้ เช้าตรู่ผมก็มุ่งไปยังโรงบาลครับ แล้วก็ประสบปัญหาอีกครับ คือหมอผู้เจาะเลือดให้ผมหาเส้นผมไม่เจอครับ เพราะผมอ้วนมากคนอื่นๆก็รอคิวกันเป็น 20 คน เพื่อที่จะเจาะเลือดหลังจากผม ทำให้คนอื่นๆเสียเวลาไปกับผมมากครับ เค้าเลยเจาะให้ผมที่ตรงหลังฝ่ามือ หมอเอาเข็มคว้านที่ฝ่ามือผมเพื่อหาเส้นเลือด แต่ก็ไม่เจออีกครับ ตอนนี้มันเสียเวลามากๆแล้ว คนอื่นก็เริ่มหน้าบึ้งเพราะรอผมนานมาก หมอเลยตัดสินใจเจาะเส้นที่ข้อมือครับ เหลือแต่ตรงนี้ที่เดียวแล้วที่มองเห็นเส้น แต่มันจะเจ็บหน่อยครับ
      

       ในที่สุดการเจาะเลือดอันแสนยุ่งยากของผมก็ได้เสร็จสิ้นไปด้วยดีครับ พร้อมแผลระบมนิดๆ แล้วหมอก็นัดผมมาดูผลอีกประมาณ 1 สัปดาห์ครับ ผมก็กลับบ้าน ก็ยังกินปกติ ดูดบุหรี่จัดเหมือนเดิม เช้าวันรุ่งขึ้นหมอผู้เจาะเลือดติดต่อมาให้ผมไปหาหมอที่คลีนิคเฉพาะทางอย่างด่วนครับ เพราะพบระดับไขมันในเลือดของผมสูงถึง 832 และระดับน้ำตาลในเลือดผมก็สูงเพิ่มขึ้นอีกเกือบๆ 310 ครับ เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ !!!
      

         ผมตกใจมาก ในหัวคิดถึงเรื่องความตายเลยครับ 5555 กลัวมากๆ ไม่เคยกลัวอะไรแบบนี้มาก่อน เช้าวันรุ่งขึ้นผมก็ไปหาหมอที่คลีนิคครับ หมอเลยจัดยามาให้แบบหนักๆเลยครับ กินวันละเกือบ10เม็ดครับ และอีกประมาณ 7 วันหมอที่คลีนิคก็นัดผมมาให้เจาะเลือดตรวจระดับน้ำตาลอีกครั้งครับ
      

        วันนั้นพอกลับจากคลีนิค ผมก็เปลี่ยนพฤติกรรมการกินของผมเลยครับ คิดในใจว่าไม่ได้ละยังไม่อยากอายุสั้น ผมเลยปรับเปลียนการกินครับ เลิกบุหรี่ เลิกนอนดึก เลิกเที่ยวกลางคืน ในช่วง 7 วันก่อนหมอนัดอีกที ผมก็กินข้าวน้อยลงครับ เน้นกินแต่ผักกับพวกเนื้อที่ไม่มีไขมัน ข้าวที่ทานก็เป็นข้าวกล้องครับ และก็หาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตด้วยครับ ปริ๊นไปอ่านที่บ้านเกือบร้อยแผ่นเลยครับ อ่านอยู่ทุกวัน ให้สมองมันซึมซับ ให้จำขึ้นใจ เพราะเราจะชล่าใจเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้อีกแล้ว นี่มันเกี่ยวกับความเป็นความตายเลยนะ ผมคิดอยู่แบบนี้ตลอด กินไม่อิ่ม แต่ก็ต้องอิ่ม ต้องพอแค่นั้น อดีตที่ผ่านมา เรากินมาเยอะแล้ว กินน้อยๆกินแต่พอๆดี กินเพื่อสุขภาพตัวเราเองบ้างจะเป็นไรวะ เอ๊าสู้เว๊ย !!!! 5555+
       

       หลังจากผมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผมที่ได้เล่ามาแล้ว พอถึงวันนัดตรวจเลือด ผมก็ไปคลีนิคครับ แล้วก็ได้เจาะเลือด ผลเลือดวิ่งไม่เหมือนที่เจาะครั้งแรกแล้วครับ พอเครื่องประมวลผลเสร็จ ระดับน้ำตาลในเลือดผมอยู่ที่ 110 ครับ คุณหมอบอกว่าปกติครับ ผมดีใจมากเกือบจะว๊ากใส่หมอด้วยความดีใจครับ ผมก็ยังไม่เชื่อตัวเองว่าทำไมผมลดระดับน้ำตาลได้เร็วขนาดนี้แค่เวลาเพียง 7 วันครับ และหมอก็นัดผมมาตรวจเลือดเบาหวานอยู่บ่อยๆ ทุกๆ 7 วันครับ และก็ให้ผมกินยาลดระดับไขมันในเลือด และผลตรวจดูระดับน้ำตาลผมในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ตรวจระดับน้ำตาลประมาณ 3-4 ครั้ง ผลระดับน้ำตาลในเลือดก็อยู่ที่ระดับ 108-110 แค่นี้ตลอดครับ ผมดีใจมาก
      

       แม้รู้ว่ามันไมมีวันหายขาด แต่รู้ว่าผมสามารถอยู่ได้แบบคนปกติโดยวิธีไหน ซึ่งมันก็ไม่หนักหนาเกินไป ถ้าคิดให้ดี มันก็เป็นเรื่องปกติครับ ที่คนเราจะดูแลเอาใจใส่ร่างกาย เลือกกินแต่ของดีๆมีประโยชน์และออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย แต่กินแบบเดิมเหมือนสมัยก่อนนั่นแหละ คือไม่ปกติ คนรักตัวเองเค้าไม่ทำกัน ผมคิดแบบนี้ครับ คหสต.นะครับ คือสร้างกำลังใจให้ตัวเองครับ อิอิ
     

       ในระยะเวลาช่วงนี้ผมเข้มงวดเรื่องการกินมากครับ เลือกกิน เลือกเอาของเข้าปาก ของหวานไม่แตะของมันไม่มอง ผ่านมาซักระยะผมก็คิดได้ว่าเมื่อก่อนทำไมเราไม่รักตัวเองแบบตอนนี้บ้าง ต้องรอให้เป็นโรคแบบนี้ก่อนใช่มั๊ย ถึงจะหันมารักตัวเอง คำถามนี้อยู่ในใจผมตลอดเวลาก่อนที่ผมจะทำอะไร จะกินอะไร
     

        และเมื่อประมาณอาทิตย์ที่แล้ว หมอก็นัดให้ผมไปตรวจระดับไขมันในเลือดครับ ไปเจาะเลือดครั้งนี้น้ำหนักผมลดลงไปประมาณ 20 กว่ากีโลแล้วครับ หมอบอกผมว่านี่เห็นเส้นแบบคนปกติแล้วนะ เอายางรัดที่แขนแล้วเจอเลย ไม่ต้องหาเหมือนครั้งก่อนแล้ว วันนั้นหมอเอาเลือดผมไปสามหลอดครับ แล้วนัดให้ผมมาฟังผลอีก 3 วันครับ
      

       วันฟังผลก็ต้องเจาะดูระดับน้ำตาลในเลือดอีกครั้งครับ พอวันฟังผลมาถึง หมอเห็นหน้าผม เค้าก็พูดกันทั้งสองคนว่า เธอเก่งมากนะ ผลการตรวจเลือดไม่มีอะไรสูงเลย ระดับน้ำตาลก็ปกติ ไขมันในเลือดก็ไม่มีแล้ว เธอไปทำอะไรมารึเปล่า ทำไมลดได้เร็วขนาดนี้ จาก 800กว่า ลดแบบไม่มีเหลือเลย หมอบอกผมว่า ถ้าเธอไม่อ้วนและไม่เคยเป็นเบาหวาน และไขมันหนะ เธอไม่ต้องกินยาแล้วก็ได้นะ แต่นี่เพราะเธอน้ำหนักตัวยังเยอะกว่าเกณฑ์ปกติอยู่ และก็เคยเป็นสองโรคนี้อยู่ หมอเลยต้องให้ยาไปกินอีกนะ แต่จะลดปริมาณยาลงแล้วนะ จาก 100% เหลือ 40% นะ เพราะคนอ้วนหมอกลัวว่าอาการมันจะกลับมาอีก ถ้าเรากลับไปมีพฤติกรรมการกินเหมือนก่อน  
     

      หลังจากวันนั้น ผมมีความสุขมากๆครับ ไม่เคยมีความสุขอะไรแบบนี้มาก่อนเลย ถึงแม้ผมจะไม่มีไขมันในเลือดและเบาหวานแล้วก็ตาม แต่ผมก็ยังควบคุมอาหารการกินเหมือนเดิมครับ ผมจะไม่กลับไปกินเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ผมถือคติที่ว่า" กินพออิ่มปัญหาน้อย กินอร่อยปัญหาเยอะ " ผมจะไม่กลับไปเป็นโรคไขมันและเบาหวานเหมือนช่วงนั้นอีกแน่นอน
    
       

          ขอบคุณโรคทั้งสองที่มาเยี่ยมเยือน ทำให้ผมได้ตื่นตัวและกลับมารักตัวเอง จากที่เมื่อก่อนไม่เคยเลย ถึงแม้ว่าโรคเบาหวานมันและไขมันในเลือดสูงมันเป็นโรคเรื้อรัง ถึงแม้ว่ามันจะไม่หายขาด แต่ผมก็มีชีวิตอยู่ต่อแบบคนปกติในสังคมได้ครับ ทุกอย่างอยู่ทีใจครับ ถ้าเราชนะใจตัวเองเราก็จะชนะทุกอย่างเหมือนที่เค้าว่าจริงๆครับ สุดท้ายนี้ผมขอเป็นกำลังใจให้คนที่กำลังเป็นโรคเบาหวานและโรคไขมันในเลือดสูง และทุกๆโรคนะครับ อย่าท้ออย่าถอย ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจเราครับ ขอบคุณพื้นที่นี้สำหรับให้ผมได้เล่าประสบการณ์ครับผม
ความคิดเห็นที่ 19
เราเล่าบ้างนะ
เราเป็นคนอ้วนแบบ อ้วน 72-74 โล  สูง 156
อ้วนแค่ไหนนึกออกปะ  วันที่ 3 ก.พ. ที่ผ่านมา เราเริ่มวิ่ง วิ่ง วิ่ง ตั้งเป้าว่าจะไปมาราธอนให้ได้สักครั้งในชีวิต
เรื่องของเรื่องคือ  แม่บุญธรรม ซึ่งเป็นน้องสาวแม่ของเรา เป็นเบาหวาน ตัดขาออก 2 ข้าง ฟอกไตอยู่เสมอ ๆ
และปลายเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา หมอจะต้องตัดข้อมือขวาแล้ว เพราะเลือดไม่ได้ไปเลี้ยง มือดำมาก

วันหนึ่งแม่เราโทรมาบอกว่ารวมตัวกันไปเยี่ยมเค้าที่ รพ.กัน  เราเห็นเค้าอยู่ใน ไอซียู ไม่รู้ตัวแล้ว มีสายอ๊อกซิเจนอยู่ปาก หมอเดินมาบอกว่า
หมอไม่กระตุ้นแล้วนะ  พี่ชายที่เป็นลูกแท้ ๆ ของน้าก็บอกว่าครับ ปล่อยไปให้แม่ไปสบายดีกว่า

เราเข้าไปลา ขณะที่เราพูด จากอาการที่ไม่ตอบสนองอะไรใครเลยก่อนหน้า  ปรากฏว่าเค้ากระตุกตัว เหมือนรับรู้ว่าได้ยินเราพูด
เราพูดว่า มาม้า อโหสิกรรมให้เราด้วยถ้าเราล่วงเกินอะไรไป  และ เราจะไม่อยากทรมานแบบมาม้าด้วย

พี่ชายเรารักษาแม่บุญธรรมของเรามานาน หมดเงินไปมากหลายล้านบาทเพราะ ครอบครัวเราค้าขายไม่มีประกันสังคม บัตรทองก็ใช้ไม่ได้
(พี่ชายบอกนะ ว่าฟอกไตบัตรทองเค้าบอกว่าใช้ไม่ได้แต่ก็จ่ายน้อยแล้วเที่ยวละ 4000 บาท)
ปัจจุบันพี่ชายเราเป็นหนี้ที่กู้เงินมารักษาแม่เค้า หนี้นอกระบบ  แต่ยังดีที่ยังมีหน้าร้านค้าขายได้อยู่

หลังจากงานศพ เราก็เริ่มวิ่ง ออกกำลังกาย ปรึกษาหมอ ปรึกษาคนในนี้
เราจะไม่ให้นรกมาเคาะประตูหน้าบ้านเรา แล้วทำให้ลูกเราต้องเป็นหนี้เพราะต้องรักษาเราแน่ ๆ

เราเลยตั้งเป้าหมายว่า ฉันจะวิ่งเพื่อไปเอาเหรียญ มินิมาราธอน หรือ ฮาฟ ก็ได้ สักครั้งหนึ่งในชีวิต ( อ้อ บอกเรื่องนี้กะแฟน หรือ เพื่อน มีแต่คนหัวเราะ
บอกว่ามันไม่ง่าย จะทำได้เหรอ อ้วนขนาดนี้)  

ฉันจะหัวเราะที่หลังดังกว่า
ฉันสัญญา



อ้อ แรงบันดาลใจอีกอัน เกิดจากการอ่านกระทู้ที่นี่ มีอยู่อันหนึ่งที่พูดถึง ฟอเรส กัมม์ ที่วิ่ง วิ่ง
ทั้งที่ตัวเองยังเดินไม่ไหว จนเขาวิ่งไม่หยุด มีสาวกวิ่งตาม
เวลาวิ่งก็นึกถึงประโยคที่พูดว่า run Forest run run  จากการอ่านกระทู้ในนี้หล่ะค่ะ
Comment:
CONFIRM CODE :
Comment Name :

บทความทั้งหมด
  คลิกที่นี่ เพื่อดูสินค้าแนะนำ
  ลดราคากว่า 80%(ห้ามพลาด)