โรคเครียด 2020

by WheelSharee Posted on 2019-11-24



ความคิดเห็นที่ 1
ขอคำปรึกษาหน่อยครับ มักมีอาการคือนอนไม่ค่อยหลับ อยู่อโลน เรื่มห่างจากเพื่อนๆ แล้วก้อไม่ค่อยมีมั่นใจตนเองเลยทีเดียว
รวมถึงเกิดปัญหาการสื่อสาร พูดติดขัดหรือเร็วเกินไปนั้น ที่กล่าวมานี้เป็นอาการโรคเครียดหรือจิตใจเราคิดไปเองรึป่าว
และผมอยากรู้วิธีรักษาด้วยอะครับ
ความคิดเห็นที่ 2
อาจมีอาการปวดหัววร่วมด้วยในบางราย นอกจากนั้น อาจรู้สึกระบบประสาทและสมองแน่นทึบ ความสามารถในการคิดน้อยลง คิดไม่ออก ในบางรายอาจมีอาการว้าวุ่น หงุดหงิด หากเครียดเรื่องสอบเรื่องงาน มักมีอาการปวดท้ายทอย กล้ามเนื้อบริเวณไหล่คอเกร็งตึง เครียดมากเข้า อาจอาเจียน ไม่อยากรับประทานอาหาร อาหารไม่ย่อย ไม่สบายกายตามมาอีกได้หลายอย่าง ทั้งหมดนี้ เท่าที่เราเคยเป็นนะคะ

ดีที่รู้ว่าตนเองมีปัญหา หลักง่าย ๆ ของการแก้ปัญหาคือ เกิดที่ไหนแก้ที่นั่น หาเหตุให้เจอ ทำไมไม่มั่นใจตนเอง ทุกคนเป็นคนคนหนึ่ง เป็นธรรมชาติ รักและนับถือสิ่งที่เป็น มีและทำของตัวเอง พ้นไปจากการเปรียบเทียบ คิดว่าดีน้อยกว่าเขา มีน้อยกว่าเขา และในทางตรงข้าม มีดีกว่าเขา ฯลฯ พ้นจากการเปรียบเทียบ จะพบว่าแต่ละคนมีสิ่งที่เหมือนกันคือรักสุขเกลียดทุกข์ และทุกคนต้องเกิดแก่เจ็บตายเหมือนกัน อย่างไรก็ตามเราแต่ละคนต่างกันในรายละเอียด เรามีสิ่งนี้ ไมม่มีสิ่งนั้น ไม่มีใครสักคนที่เหมือนกัน และจงมั่นใจว่า สิ่งที่เรามีและเป็นนี้ มันเพียงพอที่จะใช้สร้างสรรค์ตนขึ้นมาแน่ ๆ เหมือนเกม หาคำตอบให้เจอ เมื่อคิดอย่างนี้ได้ ความรู้สึกไม่มั่นใจตัวเองอาจค่อย ๆ หายไป ทำความรู้จัก มองให้เห็น สิ่งดีดีที่มีและเป็นของตนให้มาก ๆ และอาจฝึกมองสิ่งเหล่านี้ในตัวของผู้อื่นด้วย รักเมตตาตัวเองไม่น้อยกว่าที่รัก เมตตาและเห็นคุณค่าของคนอื่น อาจเชยนะคะ แต่อยากบอกว่า เป็นคนใจดี คิดดี พูดดี ไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่เบียดเบียนตัวเอง เพียงเท่านี้ ก็นับถือและเชื่อมั่นตัวเองได้แล้ว ที่สำคัญ เมื่อประพฤติตัวตามนี้ไปเรื่อย ๆ ความเครียดไม่เกิดขึ้นแน่ ๆ

มองโลกตามจริง ให้ทุกอย่างเป็นอย่างที่มันเป็น หากจะมีอะไรต้องเปลี่ยนแปลง หาที่ตัวเอง แล้วเปลี่ยนที่ตัวเอง ไม่แบกทุกข์ แบกโลก อยู่ให้เป็นสุข เพราะความสุขเป็นรากฐานสำคัญของการเป็นคนดีและมีความสามารถ เรื่องเล็กน้อยมองข้ามไป ไม่คิดเล็กน้อย สร้างนิสัยหนักแน่น สุขุม อ่านหนังสือให้มาก
ความคิดเห็นที่ 3
โรคเครียดเรื้อรัง
ผมก็อบเนื้อหานี้มาจากกลุ่มในเฟสบุ๊คอีกทีหนึ่ง คิดอยู่หลายวันว่าจะโพสต์ลงพันทิพย์ดีมั้ย แต่ถ้าโพสต์ไปแล้วช่วยเหลือคนได้ผมก็คิดว่าอาจช่วยใครหลายๆคนที่กำลังตกอยู่ในสภาวะอย่างนี้ได้

หวัดดีครับ นี้ควเป็นโพสต์แรกของผมมั้งครับที่ตั้งแต่เข้ากลุ่มมา

ที่จริงผมได้หาหมอพบจิตแพทย์มาได้ 8 ปี แล้วเนื่องด้วยการปวดหัวเรื้อรัง กินยาแก้ตามอาการไม่หาย(ยาแก้ปวด แก้ไมแกรน แก้ปวดแบบแรง) จนได้พบกับจิตแพทย์ ซึ่งปรากฏว่าผมเป็นโรคเครียด พยายามกินยาบำบัด เรื่อยๆ แต่ก็หยุดกินเพราะอาการดีขึ้น ไม่ได้ปวดหัว + กับได้ผ่อนคลายกับการเล่น อินเตอเน็ต พูดคุยกับเพื่อนในโซเซียลเน็ตเวิร์ค ด่ากันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง หยาบคายใส่กัน ทำให้รู้สึกปลดปล่อยอีกทางหนึ่ง ซึ่งก็เป็นเว็บบอร์ดใต้ดิน แต่ก็ได้มิตรภาพกลับคืนมาด้วยเช่นกัน

ผ่านมา 4-5 ปี จากการพบจิตแพทย์ เริ่มเข้าช่วงทำงานหนัก เริ่มมีปัญหานอนไม่หลับ สมาธิสั้น อารมณ์ แปรปร่วน เลยกลับไปหาจิตแพทย์ใหม่ กลับมากินยาอีกครั้ง

โดยปกติถ้าผมไม่ได้ พูดคุย หรือเข้าสังคม (เพื่อนที่ทำงานบอกว่า เห็นผ่านๆ เป็นทำหน้าตึงเครียดอยู่ตลอดเวลา) แต่ถ้าอยู่กับเพื่อนที่ทำงาน ยิ้มแย้มแจ่มใส่ อารมณ์ดี ถ้าคนที่รู้จักสนิทกัน จะบอกว่าผมเป็นคนดี คนหนึ่ง กวนตีนนิดๆ ชอบช่วยเหลือคนอื่น
แต่ในส่วนตัวผมจะเป็นคนที่ไวกับ ความรู้สึกคนเร็วมาก จะจับได้ว่า เขาคิดอะไรรู้สึกยังไง(แต่บางทีผมเองก็ตอบสนองไม่ถูกด้วยเหมือนกัน) อาจเป็นเพราะ ผมมีความรู้ทางด้านจิตวิทยา ด้วยมั้ง เลยชอบสังเกตุจับความรู้สึกคนได้ง่าย

แต่มันเป็นดาบสองคม การที่ผมรับรู้จับความคิดความรู้สึกคนอื่นได้ง่ายๆ ทำให้อาการผมกำเริบอีก และหนักขึ้น จากการที่คุยกับจิตแพทย์ครั้งก่อน คุณหมอบอกผมว่า น่าแปลกใจ ที่คนอย่างผม มีแนวความคิด ทัศนะคติ ที่ดีมากๆ ในการใช้ชีวิต แต่การที่ผม จับความคิดของคนอื่นเยอะเกินไป เหมือนกับ จานรับดาวเทียม คอยรับสัญญานจากดาวเทียม พันๆ ดวงพร้อมกัน ข้อมูลที่ผมรับมา มีทั้งข้อมูลที่ดีและข้อมูลขยะ ซึ่งผมจัดการบริหารแยกแยะ สิ่งเหล่านั้นไม่ได้.....
ความคิดเห็นที่ 4
ผมมีอาการเครียด ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติ ของมนุษย์ ผมติดบุหรี่ ซึ่งมันก็ไม่ดีต่อสุขภาพ แต่คุณหมอก็แนะนำว่า ถ้าจะเลิกก็ให้พยายามลดอย่าเลิกแบบหักดิบ จะทำให้ตึงเครียดขึ้นไปได้ ส่วนการคลายเครียดอื่นๆ อย่งเช่นการอยู่กับแฟน(ที่จริงก็เหมือนดาบสองคมอีกนั้นแแหละ) เพราะผมกับแฟนเก่าเคยแต่งงานด้วยกัน บางครั้งก็ทะเลาะกันบ้างบางครั้งก็มีความสุขด้วยกัน คุณหมอแนะนำว่า การมีเซ็กส์ช่วยบรรเทาอาการเครียดของผมได้ แนะนำลองเปลี่ยนสถานที่บ้างสร้างความแปลกใหม่บ้าง ช่วยได้เยอะ(ชอบคำแนะนำข้อนี้ของหมอเหมือนกัน) แต่ผมเกลียดการนอกใจมาก น่าจะมาจากการที่ ครอบครัวผมพ่อกับแม่หย่าร้างกัน บวกกับช่วงนั้น ผมกับแฟนอายุยังน้อย ช่วงที่ผมไม่อยู่บ้านกลับไปทำงานที่บ้านต่างจังหวัด เขานอกใจผม และหาเรื่องทะเลาะกับผม จนเขายอมรับว่า เขานอกใจผม เลยตัดสินใจเลิกกันไป และผมก็ไปทำงานต่างจังหวัดได้เจอกับแฟนเก่า(อีกคน) ช่วงนั้นแฟนคนบัจจุบัน(ในตอนนี้ก็พยายามขอคืนดีกับผมด้วย บวกกับพ่อตาป่วยไม่สบายด้วยมั้ง) แต่ผมก็นัดเจอกับเขาบ้าง แต่ก็ไม่ได้กลับไปคืนดีกันและตัดสินใจไม่เจอเขาอีกเลย

และในตอนนี้ผมก็คบกันแฟนคนเก่า(เคยคบกันก่อนภรรยาคนเก่า) รวมเวลาก็น่าจะได้ เกือบ 10 ปีแล้วมั้งที่เจอกันครั้งแรก และก็บอกเขาว่าเราเคยมีปัญหาอย่างนี้ (พบจิตแพทย์) ซึ่งเขาก็เข้าใจเพราะเขาเป็นคนฉลาด เรียนสูง แต่ก็ยังไงก็เถอะ เขายังไงก็เป็นผู้หญิง มีความเป็นผู้หญิง ชอบง้องอน ตามนิสัยผู้หญิง และจัดการบรรหารทุกอย่าง เหมือนเราแต่งงานกัน โดยเฉพาะการใช้จ่าย เธอจะยึดบัตรเอทีเอ็มผมไป และค่อยให้ใช้จ่าย เท่าที่จำเป็น

แต่เนื่องด้วยการทำงานของผม ที่มีความเครียดสูงอยู่แล้ว บวกกับ การคบกันของผม ไม่เป็นที่ยอมรับ เคยคุยกับ แม่เขาก่อนหน้านี้ (แม่เขาอาจไม่ชอบผมเท่าไหรนัก) การคบกันกับผมจะปิดบังกับครอบครัวของเขา ผมคุยกับแม่เขาตรงๆว่า ผมชอบน้องเขาและตั้งใจจะมีอนาคตด้วยกัน แต่ตอนนั้นผมเองก็ไม่ได้เรียนจบอะไรสูงมาก บวกกับการงานยังไม่เป็นหลักแหล่ง เลยไม่เป็นที่ยอมรับเท่าไหร แต่ถึงอย่างนั้น เวลามีกิจกรรมในครอบครัวเขา เขาก็จะให้ผมเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยบ่อยๆ แม้กระทั้งการเงินของบ้านเขา เพราะน้องเขาต้องเรียนต่อ ป.โท (แม่เขาบอกว่าให้น้องจบโทก่อนถึงจะให้พูดคุยเรื่องอนาคตของน้อง) น้องเขาก็พยายามทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วย แต่ยังไงก็ยังไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย และแม่เขาก็เอาบัตรเครดิต ให้น้องเขามาจัดการบริหารจัดการ (วงเงินบัตรก็ประมาน แสนกว่าบาท) จนตอนนี้น้องเขาบอกว่า มีหนี้บัตรเครดิต(ของคุณแม่เขา) วงเงินแสนกว่าบาท และพยายามจ่ายดอกและจ่ายต้นลงไป (ซึ่งผมไม่รู้ว่ายอดหนี้บัตรแสนกว่าบาทนี้มาจากไหนบ้างเพราะแม่เขามีพี่ชาย(อนาคตพี่เขยผม) ชอบมาขอเงินแม่เขาไปจ่ายค่านู้นนี้นั้นบ่อยๆ จนมีเรื่องทะเลาะกันในครอบครัวเขาบ่อยๆ เรื่องค่าใช้จ่าย
จนตอนนี้บัตรเครดิตตัวนั้นอยู่ในการบริหารจัดการของแฟนผม
และ รายได้การทำงาน 20-30k บาทต่อเดือนของผมก็หายไปกับการบริหารจัดการของแฟนผม ซึ่งผมก็ยินดียอมให้น้องเขาบริหารจัดการให้ เพราะตอนนี้ ครึ่งหนึ่งของชีวิตผมให้เธอไปหมดแล้ว ส่วน อีกครึ่งผมก็แบ่งให้พ่อกับแม่ ที่ในอนาคตผมหวังไว้ว่า จะได้มีโอกาสดูแลพ่อกับแม่ซึ่งแยกทางกันอยู่ โดยเฉพาะแม่ผม ซึ่งแกอาศัยอยู่ที่ประเทศญีปุ่นและไม่สบาย อยากให้แม่กลับมาอยู่กับผมที่เมืองไทย(อีกเรื่องที่คิดถึงแล้วครียดขึ้นมา)
ความคิดเห็นที่ 5
และส่วนที่พีค สุดเกิดขึ้นเมื่อวานนี้

ในเรื่องค่าใช้จ่ายที่ผมยอมให้ น้องเขาบริหารจัดการ บ่อยครั้งที่ เราพูดเรื่องนี้แล้วต้องทะเลาะกัน ผมจึงพยายามเลี่ยง ที่จะพูดถึงเรื่องนี้
และในส่วนตัว ผมยอมรับในตัวของตัวเอง ที่ตัวเองป่วยเป็นโรคนี้ และพยายามรักษา ไม่ให้มันลุกลามไปมากกว่านี้ และไม่อยากให้คนรอบข้างเดือดร้อน ผมพยายามศึกษาและเข้าใจส่วนเรื่องอาการป่วยของตัวเองพบจิตแพทย์ เพื่อนร่วมงานในที่ทำงาน ก็พยายาม่วยเหลือเข้าใจ(คงไม่ทั้งหมด เฉพาะในทีมที่ทำงานร่วมกันผมก็บอกว่าผมป่วยต้องกินยารักษาและทำงานได้ตลอดระยะเวลา2ปีกว่าๆ)
อาการป่วย ของผมเริ่มจากการคิดมากและเครียดขึ้นมา ทำให้สารเคมีในสมองหลั่งออกมาผิดปกติ อาการเริ่มแรกคือ ปวดหัวเรื้อรัง กินยาแก้ปวดชนิดต่างๆ ยังไงก็ไม่หาย (พารา แก้ปวด แก้ปวดแบบแรง ยาแก้ปวดประจำเดือนของผู้หญิง ยาแก้ปวดไมแกรน(เคยเข้าไปหาโรงพยาบาลอำเภอหมอวินิฉัยว่าเป็นไมแกรน) ยาอื่นๆ) จนโรงพยาบาลประจำจังหวัดทำเรื่องส่งตัวมาที่โรงพยาบาลจิตเวช จึงได้รับยาคลายเครียดและยานอนหลับ อาการของผมดีขึ้นตามที่ได้รับการรักษา แต่อาการเหล่านี้ยาช่วยแค่ปรับและบรรเทาลงเท่านั้น เหมือนลูกโป่งใส่น้ำที่มีรูรั่วไหลออกมาเรื่อยๆ ไม่ได้แตก แต่น้ำที่ไหลออกมามันทำให้เปียกไปทั้ว นี้คืออาการของผม
ส่วนเรื่องที่เป็นต้นเหตุของอาการคือความเครียดสะสม ที่ได้รับการคัดแยกและระบายออกไม่ถูกต้อง ของผม คือ การที่ผมทำงาน และทำงานหนัก(บ้าง) ค่าใช้จ่ายผม กับแฟน ก็เหมือนมันหายไปในอากาศ ผมพยายามเพื่อที่จะหาเงินให้ได้เยอะๆ และเพื่อผ่านช่วงนี้ไปได้ ในอนาคต ผมยังอยากทำให้พ่อกับแม่ ตามที่ผมคาดหวังไว้
(**สังเกตุวิธีการพิมพ์เล่าเรื่องของผมพยายามพิมพ์อ้อมๆ นี้คือนิสัยของผมตอนนี้)
และ การที่ทำงานหนักและแฟนผมคาดหวังกับตัวผมไว้ ผมก็เอาเรื่องงาน มาใช้และใส่อารมณ์ กับแฟนผม
โดยเรื่องคือบางครั้งผมก็จะให้น้องเขาช่วยทำงานของผมบ้างและผมก็ช่วยงานของน้องเขาบ้าง (ในเรื่องเรียน ป.โท และงานที่เขาทำไปด้วยบัจจุบัน(ตอนนี้น้องเขาพัการทำงานตรงนั้นไปแล้วและผมเองบอกให้น้องเขาหยุดทำงานตรงนั้นเพื่อที่จะเรียนไปได้อย่างเต็มที่)) ผมยินดีที่จะช่วยทุกอย่างเพื่อให้เขาเรียนจบ
ความคิดเห็นที่ 6
ในการทำงานของผม ร่วมกับเพื่อนร่วมในทีม และ ทั้งกลุ่มใหญ่ผมเองก็แจ้ง(ประกาศไปเลยว่าผมพบกับจิตแพทย์นะต้องกินยานะ) น่าจะมีคนที่เข้าใจอาการผมโดย เฉพาะในทีมเดียวกัน ซึ่งเวลาทำงานผมกับลีดเดอร์ผม จะคุยกันตลอดเรื่องสภาพของผมในแต่ละวัน
-ถ้าผมได้กินยา นอนหลับเต็มที่ ผมจะบอกลีดผมว่าวันนี้ 80-90%+-
-ถ้าวันไหนกินยา แต่นอนดึก ผักผ่อนไม่เพียงพอ ก็จะประมาณ60-70%+-
-ถ้าวันไหนผมไม่ได้กินยา หมายความว่าคืนนั้นผมจะนอนไม่หลับ(หลับๆตื่นๆ) สภาพ -50%

มีวันหนึ่งผมไม่ได้ทานยามา 2 วัน วันนั้นจะมีสภาพเหมือนคนไม่ได้นอนแต่จะดีด(เข้าใจคำว่าดีด เหมือนคนเล่นยาบ้ามายังงั้น แต่จริงๆไม่รู้ว่าเป็นแบบไหน) มีอาการพูดไปวนมา สมาธิสั้น ความจำระยะสั้นหายหมด และคิดในหัวสมองรั่วๆ เกี่ยวกับเรื่องต่างๆมากมายโดยที่ไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ในสภาวะนั้น เหมือนแมวกำลังไล่จับหนู่แต่อยู่ก็ลืมว่าตัวเองเป็นตัวอะไร และ สุดท้าย อารมณ์ แปรปรวน ง่ายมาก
เหตุการณ์นั้นก็เกิดขึ้น วันก่อนผมไม่ได้ทานยา และนอนดึก จำไม่ได้ว่าลืมยาไว้ที่ทำงาน เลยไม่ได้กินและวันต่อมาผมก็ทำงานปกติ ตามสภาพที่คนไม่ได้กินยา แต่ปัญหามันก็เกิดตรงที่ว่า แฟนผมเขาโทรมาสอบถามเกี่ยวกับเรื่องงานที่ผมทำอยู่ว่า หัวหน้าของแฟนสนใจรายละเอียดของงานผม และผมก็ให้ข้อมูลไปและหวังว่าผมจะได้งานชิ้นนั้น เพื่อที่ผมจะได้ผ่านคอมมิต ของเดือนนี้ กับหัวหน้างาน แต่พอผมจะขอดิลงานต่อแฟนผมก็ไม่ให้ผมทำบอกว่า หัวหน้าผมดิลไว้กับอีกทีมแล้วแค่อยากมาขอคำปรึกษาเท่านั้น ซึ่งผมก็เริ่มเครียดขึ้นมาทันที โดยที่ผมคิดว่ามันไม่แฟร์ ที่ผมอุส่าทำงานหาเงินให้เขา เพื่อที่จะมีค่าใช้จ่าย จนผมกับแฟนทะเลาะผ่านสายโทรศัพย์ และทิ้งไปด้วยอารมณ์ ในวันนั้นผมเครียดมาก แต่พยายามที่จะคลายเครียด และโมโหแฟนผมอย่างเต็มที่ แล้วก็เลยไปหาวิธีคลายเครียดด้วยการไปดูหนัง.... พอดูหนังเสร็จเปิดดูโทรศัพย์แฟนผม ก็พิมพ์ไลน์ว่าจะมาหาเขามั้ย ซึ่งตอนนั้นรถหมดแล้วผมจึงขับมอไซต์ข้ามจังหวัดเพื่อที่จะไปหาเขา
พอเจอหน้าเขาผมก็นิ่งๆอยู่ในใจผมก็ยังเคือง เขาอยู่ที่เขาไม่ยอมให้ผมดิลเรื่องงาน แต่ก็ไม่ได้พูดรายละเอียดกัน จนตอนเช้าที่ผมต้องไปทำงาน ผมก็ถามเขาว่า ขอร้องเขาให้ผมดิลงานกับหัวหน้าเขาแทนได้มั้ย ให้โอกาสผมได้งานนี้อย่างน้อยๆ ผมเองก็มั่นใจในส่วนการทำงานของผม แต่เขาก็ปฏิเสท ผมกลัวว่าผมจะรับผิดชอบงานไม่ได้ เพราะทีมที่หัวหน้าเขาดิลไว้เขาจะดูแลทุกอย่าง(ที่จริงเป็นเขตการดูแลงานของทีมอื่นนั้นแหละครับ) ซึ่งผมพอโดนปฏิเสธอย่งงั้น ผมนี้ปรี๊ดแตกทันที ทวงเอาบัตรเอทีเอ็มผมคืนและเก็บของในส่วนที่ผมจะพอเก็บได้ขนกลับหมด และขับรถข้ามจังหวัดกลับไปทำงานตามปกติ(ซึ่งคืนนั้นผมไม่ได้ทานยา)
พอประชุมเช้าเสร็จก็ออกหน้างานเจอช่างหน้างานมีปัญหาอีก ยิ่งเครียดไปใหญ่สมาธิผมการทำงาน น้อยมาก ประเมินตัวเองได้แค่ 50% โดยที่ในความรู้สึกผม ถ้าผมทำงานในสภาพยังงี้ อาจจะเหวียงอารมณ์ใส่กับคนรอบข้างสร้างปัญหาเกิดขึ้นได้ ก็เลยตัดสินใจกินยาและก็ลาพักในตอนเช้านั้นเลย แถมผมก็โพสต์ต่างๆนานด้วยอารมณ์ ลงเฟสอีก ว่าถ้าจะแตกก็แตกมันไปเลย จนช่วงบ่ายขณะที่หัวหน้าผมขับรถไปส่งผมกลับบ้าน ตอนนั้นผมเองหลบมาอยู่คนเดี่ยวข้างหลังรถและพยายามทำงานในส่วนที่เหลืออยู่ นั้นจู่ๆ ผมก็ร้องไห้ออกมาเฉยๆ โดยไม่มีสาเหตุ และแฟนผมก็ไลน์มาถาม ซึ่งผมก็ตอบกลับไปสั้นๆว่า "พี่รักหนูนะ" พอกลับถึงห้องแฟนผมก็โทรมาคุยด้วย ผมเองก็ยอมรับว่าผมเครียดและเหวียงใส่น้องเขา มันไม่สมควรเลย เขาก็บอกให้ผมกลับไปหาเขาอีกที

โดยส่วนตรงนี้ อาการเครียดของผม ถ้าโดนกระตุ้นขึ้นมา ส่วนตรงนี้ผมเข้าใจว่า สารเคมีในสมองผมหลั่งออกมาไม่ปกติ ทั้งตอนเช้าผมขับรถทั้งฟังเพลง(ใส่หูฟังพยายามลดอารมณ์ของตัวเองลง) ระบายอารมณ์ในการขับรถแบบปลอกขันเร่งมีเท่าไหร่ผมหมุนจนหมด สุดท้าย ช่วงเย็นๆรู้สึกยาเริ่มออกฤทธิ์แล้ว แต่อาจเพราะว่าเป็นตอนกลางวัน ผมจึงไม่ได้หลับลงไป และทำงานในส่วนวันนั้นต่อจนเสร็จ ทั้งที่หัวหน้าบอกให้พักผ่อน และนั้งรถโดยสารกลับไปหาแฟน ระหว่าวนั้วรถนั้นผมก็หยิบนู้นนี้นั้นทั้งโน็ตบุคแทปเลตออกมาทำงานตามทางไปเรื่อยๆ จนกลับมาถึงบ้านแฟน ต้มมาม่ากินและพลุ๊บหลับลงไป รู้สึกตัวอีกทีหนึ่งตอนเช้าผมจึงโทรขอลางานหัวหน้าผม และ หยุดงานในวันนั้น
ซึ่งหัวหน้าผมก็อนุญาติโดยไม่ท้วงติงอะไร (น่าจะมาจากการที่ผมเหวียงใส่ทีมช่างเต็มที่ ประมาณว่าถ้าเจอหน้ากัน ผมคงเกิดนองเลือดแน่ๆ)

ซึ่งมันก็ผ่านไปกับอีกเหตุการณ์กับการที่ผมมีความเครียดสะสมและกลัวว่ามันจะลุกลามไปกว่านี้ หลังจากนั้นผมก็พยายามทำตัวปกติกับแฟนผม

และจะผ่านมันไปให้ได้

นี้คือ #โรคเครียดเรื้อรัง ของผม
ความคิดเห็นที่ 7
เชื่อว่าหลายๆ คน อาจเป็นแบบผม แต่ไม่ยอมรับมัน ไม่ยอมรักษา สมาธิสิ เข้าวัดสิ ปลงบ้างสิ

เห็นผมยิ้มๆ แต่เชื่อเถอะในหัวผมมันเป็นหลุมดำที่ใส่อะไรก็ไม่เต็ม
ความคิดเห็นที่ 8
สู้ๆนะ เป็นเหมือนกัน พยายามสู้กับมันอยู่ เราเป็นแบบ คิดตลอดเวลาหยุดคิดไม่ได้ ทั้งๆที่จริงๆแล้วชีวิตไม่มีไรให้เครียดเลย แต่ใจเราเองที่มันต้องการไปหมด แต่เราโชคดีที่พ่อแม่เข้าใจ แฟนเข้าใจ เพื่อนเข้าใจ บางทีก็นั่งๆคิดอยู่ นี่กูเครียดไรวะ555 เลยคิดไปว่าบางทีสารในสมองเรามันอาจผิดปกติ เชื่อว่าคนเป็นโรคนี้กันเยอะ ดูได้จากการนัดหมอจิตแพทย์ ที่เรากำลังจะไปหาคิวยาวเหยียด นัดทีเป็นเดือนๆนะ เอาใจช่วยนะ ส่งกำลังใจไปคะ
ความคิดเห็นที่ 9
ผมก็เคยไปหาหมออาการแบบนี้แหละ แต่เหมือนเขาจะไม่สนใจหรือผมบอกไปไม่ชัดเจนกันแน่อันนี้ก็ไม่รู้เหมินกัน ให้มาแต่พาราบางครั้งก็ยาคลายกล้ามเนื้อ เข้า ร.พ.เป็นว่าเล่นเพราะอาการปวดหัวถ้าให้นับคงครึ่งหมื่นแล้วมั้ง เป็นตั้งแต่ 6 ขวบยันตอนนี้ 22 ยังไม่หาย จะมีหายก็ 2-3 วันแล้วก็กลับมาปวดเหมือนเดิมจนเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว บางครั้งปวดจนชักก็มี ไหนจะปัญหาสมาธิสั้น ไหนจะหลงๆลืมๆ (2 อันหลังไม่รู้ว่าเกี่ยวหรือป่าวนะ) ลำบากต่อการใช้ชีวิตมากครับ จะศึกษาอะไรก็ต้องทำมากกว่าชาวบ้านเขาสองเท่าไม่งั้นจำไม่ได้จริงๆ เคยไปพบจิตเเพทโดยตรงแค่ 5 ครั้ง ครั้งแรกเขาก็บอกเป็นโรคเครียดนี่แหละให้ยามาแต่ก็ไม่ได้นัดให้ไปอีกเลย ครั้งที่ 2 บอกว่าเป็นโรคซึมเศร้า แล้วก็นัดไปอีก 3 ครั้งแล้วอาการโรคซึมเศร้าก็หายแต่ก็ยังเครียดและยังปวดหัวเหมือนเดิม พอกลับไปหาอีกก็พาราอีกตามเคย พอย้อนถามว่าผมเป็นอะไรกันแน่หมอ ปวดหัวแบบนี้มาหลายปีแล้วนะเห็นให้แต่ยาพาราไม่ก็ยาคล้ายกล้ามเนื้อได้แบบนี้มาเป็นพันๆครั้งแล้วนะ หมอก็ชักสีหน้าใส่อีก พอเลยจบกันทีหมดสัทธาแล้วก็เลยไม่ได้ไปหาหมออีกเลยเป็นเวลาเกือบ 4 ปีมาแล้ว ตอนนี้ก็ยังปวดหัวเกือบทุกวันเหมือนเดิม เครียดเหมือนเดิม พอโดนกระทบหนักๆเข้าก็ดันกลายมาเป็นภาวะซึมเศร้าอีกไม่พูดคุยกับใครเก็บตัวไปเรื่อยไม่รู้จะทำยังไงแล้วครับ จะไปหาหมอที่อื่นก็ไม่มีเงินค่ารถค่ายาอีก แถมตอนนี้ยังมาตกงานอีก ได้แค่ทำฟรีแลนซ์เลี้ยงชีพไปวันๆ ตอนนี้ตัวคนเดียวเพื่อนก็ไม่มีสุดจะทนกับชีวิตนี้แล้วครับ ถ้าไม่มีแม่ผมคงฆ่าตัวตายไปนานแล้ว
ความคิดเห็นที่ 10
ขอสอบถามหน่อยค่ะ
       มีใครเป็นโรคเครียดสะสมบ้างคะ รู้สึกเครียดมากกับปัญหาที่เจอ มีความกดดันตัวเอง พอเป็นมากๆรู้สึกมีอาการปวดหัวเรื้อรังทานยาแก้ปวดไม่ค่อยหาย พอไปหาหมอคุณหมอบอกว่าเป็นโรคความเครียดสะสม ไม่ใช่ไมเกรน สาเหตุที่ปวดหัวเพราะเส้นประสาทอักเสบ คุณหมอก็ให้ยามาทานค่ะ เลยอยากจะถามว่ามีใครเป็นบ้างมั้ยคะ มีวิธีคลายเครียดบ้างมั้ยหรือวิธีรักษาอื่นๆนอกจากาหมอทานยาค่ะ รักษามาประมาน 1 ปีได้แล้วแต่ก็ยังไม่หายค่ะ เวลาว่างลองวาดรูป ฟังเพลง เล่นเกมส์บ้าง แต่บางทีก็ยังเป็นอยู่ แค่คิดอะไรเล็กๆน้อยๆก็ปวดหัวแล้ว ก่อนหน้านี้มีปัญหากับแฟนรุนแรงมาก ตอนนี้กำลังเจรจาขอแยกกันอยู่ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 11
ลองหาทางแก้ที่สาเหตุ คือ ความเครียด ดูครับ

กรองและแก้ปัญหาทีละเรื่อง ทีละจุดครับ
ลดความคาดหวังของตัวเองลง (อาจจะเป็นความคาดหวังว่าปัญหาต้องหมดไป ต้องจบด้วยดี)
ปล่อยวาง และปัดปัญหาออกไปบ้าง

และอย่าลืมออกกำลัง ทานอาหารดีๆ พักผ่อนให้เพียงพอ
จิตใจมีผลต่อร่างกาย และร่างกายก็มีผลต่อจิตใจเช่นกัน (อย่างเรื่องฮอร์โมน,  สารเคมีในร่างกายที่หลั่งออกมาในสภาวะจิตใจต่างๆ ฯลฯ)
ความคิดเห็นที่ 12
ออกกำลังกาย กับปล่อยวาง

คิดซะว่าเรายังมีเงินกินข้าว เที่ยว มีงานทำ
โชคดีกว่าคนอื่นๆอีกมากมาย จะทุกข์ไปใย
ความคิดเห็นที่ 13
เราก็ไม่รู้นะว่าเราเป็นโรคนี้รึเปล่า เพราะว่าเราชอบเครียดนู่นเครียดนี่ เรื่องงาน เรื่องเพื่อน เรื่องครอบครัว แล้วก็เรื่องใจ พอเจออะไรที่ทำให้คิด ปวดหัวหนัก แถมกินยายังไม่หายคืออาทิตย์นึงหรือวันนึงเรากินยาแก้ปวดติดต่อกัน ประมาณ 5 วันค่ะ ครูห้องพยาบาลก็บอกว่าเราควรไปหาหมอ เพราะเรากินยาและปวดหัวบ่อยมาก ครั้งต่อไปที่เราไปห้องพยาบาล ครูก้ไม่ให้เรากินยาอีกเลย เพราะกลัวเราไตพัง หลังๆมาเราก้ไม่ค่อยปวดหัวค่ะ เราไม่อยากเก็บความเครียดไว้ เราก้ปล่อยออกมาเป้นน้ำตาแทนค่ะ เราเป็นคนนึงที่รับปัญหาหนักพอกับวัยทำงาน ทั้งๆที่เรายังเรียนไม่จบเลย
ความคิดเห็นที่ 14
เคยเป็นปลายประสาทอักเสบค่ะ มึนๆหัว ปวดหัวบ้าง
เกิดจากความเครียด ความกดดันสะสมเป็นเวลานาน
คุณหมอให้กินพวกวิตามินบี  1,6,12 ก็ดีขึ้นค่ะ พอหยุดกินไปสักพัก(ยาหมด) ก็เป็นอีก คราวนี้ไปหาหมอหลายครั้งหมอบอกให้ขจัดความเครียดให้ได้ไม่งั้นกินยาไปเท่าไหร่มันก็ไม่หายหรอก เลยลองคิดดูตามที่หมอบอกว่าสาเหตุคืออะไร แล้วก็ขจัดมันทิ้ง ตอนนี้หายสนิทแล้วค่ะ
ความคิดเห็นที่ 15
เป็นโรคเครียดเหมือนกันค่ะ
อาการที่เป็นคือจะปวดหัวมากถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ บางครั้งเครียดจนเกินไปก็ชักค่ะ

เลยไปลองพบหมอ หมอบอกว่าโรคนี้ไม่มียารักษา นอกจากจะต้องหายเองค่ะ ประมาณว่าต้องจัดการตัวเองให้ได้ พยายามอย่าเครียดอย่าเก็บกด บางครั้งอาจจะส่งผลกระทบต่ออนาคตเราค่ะ
ความคิดเห็นที่ 16
เครียด ใครๆก็มีปัญหาเรื่องความเครียด เพราะอย่างนั้นคำว่าเครียดจึงไม่ได้น่ากลัวนักในสายตาคนทั่วไป
แต่ถ้าหากความเครียดทำร้ายคุณมากกว่าแค่อาการปวดหัวทั่วไปล่ะ?


เรารู้จักกับอาการเครียดครั้งแรกตอนช่วงอายุ 16 จำได้ว่าเป็นช่วงหลังจากเพิ่งสอบเสร็จไม่นาน การสอบนั้นเราไม่ได้เครียดเลยสักนิด แต่หลังจากนั้นประมาณ 2-3 วัน เราเริ่มมีอาการหายใจไม่ออก หายใจไม่อิ่ม เหมือนกับว่าสูดลมเข้าทางจมูกแต่ไม่มีลมไปถึงที่ปอดเลย ทนทรมานอยู่ประมาณ 2 วัน จนบอกแม่ว่าไม่ไหวแล้ว รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออกตลอดเวลา เหมือนคนจมน้ำ จนแม่ต้องพาไปหาหมอที่คลินิคใกล้บ้าน ตรวจทุกอย่างหมอก็บอกว่าร่างกายปกติดี น่าจะเป็นเพราะเครียด ก็ได้ยาแก้เครียดกลับมากิน หลังจากกินไปก็ดีขึ้น ไม่ถึงกับหายขาดแบบปกติ แต่ก็ถือว่าหายใจได้สะดวกขึ้นมากกว่าตอนก่อนกินยา



หลังจากนั้นประมาณ 5-6 เดือน อาการนี้กลับมาอีกครั้ง กลับมาตอนช่วงสอบ เรามีสอบ 3 วัน และมันเป็น 3 วันที่เราหายใจเข้าแต่ไม่รู้สึกถึงอากาศในปอด 3 วันที่ใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกเหมือนคนที่กลั้นหายใจตลอดเวลา จนสอบเสร็จเราร้องไห้กับแม่ว่าไม่ไหวแล้ว กลัวตาย กลัวจะเป็นโรคหัวใจมั้ยนั่นนี่ จนรอบนี้แม่ต้องพาไปตรวจที่โรงพยาบาล ตรวจทุกอย่าง เอ็กซ์เรย์ปอด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจทุกอย่างที่จะตรวจได้ ผลออกมาคือนอกจากเลือดจางนิดหน่อยที่เหลือก็ปกติ หัวใจปกติ ปอดทำงานปกติ หมอสรุปว่าเป็นเพราะเครียดเช่นเคย แต่รอบนี้ไม่ได้ยามากิน เพราะหมอบอกกินยาบ่อยๆไม่ดี ก็เลยต้องทนอยู่กับอาการแบบนั้นไปเรื่อย


ความแตกต่างระหว่างการไปหาหมอ 2 ครั้งคือ ในครั้งแรกที่ไปที่คลินิคนั้นเรายังพอที่จะหายใจได้อยู่ แต่ต้องออกแรงสูดอากาศอย่างแรงมากถึงจะรู้สึกว่าหายใจอิ่ม แต่ครั้งที่สองคือไม่ว่าจะหายใจแรงแค่ไหน สูดลมหายใจจนเจ็บหน้าอกก็ไม่รู้สึกว่ามีอากาศเข้าไป


ทีนี้เราก็ใช้ชีวิตกับอาการหายใจไม่อิ่มแบบนี้มาเรื่อยๆ บางครั้งที่อาการหนักมากๆเคยเป็นจนถึงขั้นว่านอนราบไม่ได้ เพราะหายใจไม่ออก ต้องลุกขึ้นมานั่งหลับถึงจะพอหายใจได้ เป็นอย่างนั้นอยู่นานนับหลายเดือน
ระหว่างที่ป่วยด้วยสิ่งที่เรียกว่า "โรคเครียด" นี้ เราก็เริ่มหาว่าการหายใจไม่อิ่มของเรามันสามารถเกิดจากสาเหตุอื่นได้อีกมั้ย และสิ่งที่เราเจอก็คือ โรคแพนิค ตอนนั้นทุกคนก็เอาแต่พูดกับเราว่าอย่าเครียด อย่าคิดมาก อย่าคิดไปเอง (ตอนนั้นเวลามีอะไรผิดปกติกับร่างกายเราจะกลัวเป็นโรคนั้นโรคนี้ตลอด) ไม่ใช่ว่าเราไม่พยายาม แต่เราคุมร่างกายตัวเองไม่ได้เลย บางครั้งในหัวเราไม่ได้มีเรื่องเครียด ไม่ได้คิดอะไรด้วยซ้ำก็ยังเป็น หมอก็บอกว่าเป็นเพราะเครียดสะสม บางทีเครียดมาก่อนนานแล้วเพิ่งมาแสดงอาการ เราก็เลยไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากทนอยู่กับมันไป


แต่แล้ววันหนึ่งมันก็หนักขึ้นไปอีกสเต็ปนึง วันนั้นเราจำได้ว่าเดินไปตลาดนัดแถวบ้าน อาการเตือนแรกคือตอนที่เรากำลังยืนรอติดฟิล์มมือถืออยู่ เราเริ่มเวียนหัว พะอืดพะอมเหมือนจะอ้วก หายใจถี่ หัวใจเต้นเหมือนจะหลุดออกมาจากอก จนสุดท้ายเราต้องหลบไปหาที่ว่างนั่งเพราะรู้สึกได้แล้วว่าตอนนั้นตัวเองจะเป็นลม ตอนแรกคิดว่าถ้าไม่ดีขึ้นจะกลับบ้านแล้ว แต่หลังจากนั่งพักอยู่สักพัก เราก็กลับเป็นปกติเลยเดินซื้อของต่อ แต่ในตอนที่กำลังจะเดินไปขึ้นวินมอไซค์เพื่อกลับบ้าน อยู่ๆเราก็รู้สึกเหมือนปอดโดนดูดอากาศออกจนหมด แข้งขาไม่มีแรง เราทรุดลงไปตรงนั้น สภาพคือใกล้วูบเต็มที เราหายใจไม่ออก หายใจถี่มาก เจ็บหน้าอก ตอนนั้นทำได้แค่นั่งร้องไห้ ในหัวคิดแค่ว่าตัวเองต้องตาย ต้องตายแน่ๆ และจุดที่เรานั่งอยู่ห่างจากวินมอไซค์แค่ไม่ถึง 10 ก้าวแต่เราไม่มีแรงที่จะขยับตัวเลย มันทรมานมาก ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง ได้แต่นั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้นอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงโดยไม่มีคนช่วยเหลือ พอเริ่มมีแรงพอลุกยืนไหวเรารีบขึ้นมอไซค์กลับบ้าน หลังจากนั้นเรากลัวการออกจากบ้านไปนานหลายเดือน จะออกกำลังกายนอกบ้านก็ไม่กล้า เพราะกลัวจะเป็นแบบวันนั้นอีก


หลังจากนั้นเราเริ่มหาข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ จนได้รู้จักกับอาการ panic attack และ anxiety disoder เราไม่กล้าฝันธงและไม่กล้าพูดว่าตัวเองเป็น panic attack แม้ว่าอาการในวันนั้นมันจะตรงกับที่คนอื่นเป็นเหลือเกิน สุดท้ายข้อสรุปจึงเหมือนเดิมว่าเราเป็นโรคเครียด และต้องทนอยู่กับการหายใจไม่อิ่ม มือไม้สั่นเป็นบางที วันดีคืนดีก็นอนไม่หลับยันตีห้า ตื่นกลางดึกบ้าง ไมเกรนถามหา บางทีก็ภาพมืดไปแวบนึงก็มี

หัวข้อของการตั้งกระทู้นี้ หลักๆก็คือการระบาย เผื่อจะมีใครสักคนที่เป็นแบบเรา จะได้ไม่รู้สึกแปลกแยก ทุกวันนี้เราไม่รู้จะคุยกับใคร ไม่มีใครให้หันหน้าไปพึ่งเลย ตั้งแต่ 16 จนตอนนี้จะ 22 แล้ว สู้กับเรื่องนี้มาคนเดียวตลอด
แต่ทุกครั้งที่อาการหนักจนทนไม่ไหวจนต้องไปหาหมอ หรือไปโรงพยาบาล เวลาพยาบาลซักประวัติว่าเป็นอะไรมาแล้วบอกว่าโรคเครียด ทุกคนจะมองว่าเราไม่ได้ป่วย แล้วมาที่นี่ทำไม ใช่ ร่างกายเราอาจไม่เจ็บไม่ป่วย แต่ข้างในเรามันเหนื่อยมากๆ เหนื่อยจนไม่รู้จะอธิบายยังไง มันตีกันไปหมด จะร้องไห้ จะระบายกับใครยังไม่รู้เลยว่าต้องพูดเรื่องไหน ในหัวไม่มีอะไรด้วยซ้ำ แต่ร่างกายกำลังกรีดร้องว่าเครียด
เพราะฉะนั้นขอร้องเถอะค่ะ เวลาที่เราบอกว่ามาหาหมอเพราะโรคเครียด มันเป็นเพราะเราป่วย เราต้องการการเยียวยาจริงๆ อย่ามองเราด้วยสายตาเหมือนว่าเราสำออย หรือกำลังอ้างเลย เราไม่ได้อยากเป็นแบบนี้ มันทรมานมากจริงๆนะ

วันเสาร์นี้จะเป็นครั้งแรกที่เราจะได้พบจิตแพทย์สักทีหลังจากที่ทนกับโรคนี้มานาน หวังว่าในที่สุดเราก็จะใช้ชีวิตแบบคนปกติได้สักที
ความคิดเห็นที่ 17
โรคเครียด และโรคซึมเศร้า 2 โรคนี้มีลักษณะที่ดูคล้ายกัน แต่มีความแตกต่างกันอยู่ เช่น โรคเครียด มักเป็นเรื่องระยะสั้น เกิดขึ้นได้กับทุกคน
ซึ่งอาการที่พบได้อาจจะส่งผลให้เกิดพฤติกรรมแปลกๆ เช่น นอนไม่หลับ โฟกัสอะไรไม่ค่อยได้ สมาธิสั้น พฤติกรรมการกินเปลี่ยนไป
รู้สึกกังวล ประสาทเสีย กระสับกระส่าย โกรธและโมโหง่าย รู้สึกหมดแรง เป็นต้น

ส่วนโรคซึมเศร้า มักจะเป็นในระยะยาว และไม่ใช่ทุกคนจะเผชิญกับมันได้ และเป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษา มีสาเหตุเกิดจากหลายอย่างด้วยกัน
ไม่ว่าจะเป็นการเผชิญกับเรื่องเลวร้ายที่สุดในชีวิต เช่น พ่อแม่ที่รักมากเกิดเสียชีวิตกระทันหันส่งผลให้ทำใจไม่ได้ จนเกิดเป็นโรคซึมเศร้าในที่สุด
ซึ่งอาการที่มักพบได้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้า เช่น เก็บตัว แยกตัวออกจากสังคม รู้สึกเศร้าและสิ้นหวัง ทำสิ่งที่ชอบทำมาตลอดไม่ได้
โฟกัสกับอะไรไม่ได้  ก้าวร้าว และมีอาการต่อเนื่องอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เป็นต้นค่ะ

สำหรับแนวทางการรักษา การเกิดความเครียด มักจะหายได้เมื่อ สามารถแก้ไขปัญหาที่ทำให้เกิดความเครียดได้ค่ะ ส่วนโรคซึมเศร้า มักจะต้อง
ได้รับการรักษา เนื่องจากสารเคมีในสมองไม่สมดุล ซึ่งแพทย์อาจจะใช้ยาต้านเศร้า ให้รับประทาน ร่วมกับวิธีการต่างๆ เช่นจิตบำบัด เป็นต้นค่ะ

ทั้งนี้ หากคุณมีความสงสัย หรืออาจจะมีความกังวล เกี่ยวกับอาการของทั้ง 2 โรคนี้ แนะนำว่าให้ลองสังเกตตัวเองดูก่อนนะคะว่าอาการมีลักษณะ
คล้ายโรคใด หรืออาจจะไปปรึกษาแพทย์เพื่อทำแบบประเมิน หรือรับการตรวจวินิจฉัยอาการก่อนก็ได้ค่ะ ซึ่งหลังจากการตรวจวินิจฉัยแล้ว
คุณจะได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมได้ค่ะ
Comment:
CONFIRM CODE :
Comment Name :

บทความทั้งหมด
  คลิกที่นี่ เพื่อดูสินค้าแนะนำ
  ลดราคากว่า 80%(ห้ามพลาด)