โรคหลอดเลือดสมองตีบ แตก 2020

by WheelSharee Posted on 2020-06-15



ความคิดเห็นที่ 1
คุณแม่(46) เคยเป็นเส้นเลือดในสมองโป่งพอง เข้าICU หลายเดือน ผ่าทั้งหมด3รอบค่ะ ตอนไปเยี่ยมเขาจำอะไรแทบไม่ได้เลย หมอบอกให้เตรียมใจหลังผ่า มีความน่าจะเป็นว่า 1.เจ้าหญิงนิทรา 2.อัมพาต พิการ 3.ความจำเสื่อม 4.เสียชีวิต คือทำร้ายจิตใจกันตั้งแต่ยังไม่ผ่า ท้อแท้หลาย แต่หลังจากผ่าและพักฟื้นในทุกๆครั้ง สุดท้ายแม่ก็ปลอดภัย ช่วงปิดเทอมเราดูแลแม่ตลอดทั้งวัน และแล้วเขาให้กลับไปดูแลที่บ้านได้ ปาฏิหาริย์มากๆ ที่ผ่านไปไม่กี่เดือน แม่ก็กลับมาเหมือนคนทั่วไป จนกระทั่งแม่กลับไปทำงานสอนหนังสือเด็กนักเรียนได้เหมือนเดิม >>>ช่วงที่ดูแล เราอายุ15 ก็คอยประคองเดิน ทำความสะอาดสิ่งที่เขาทำทิ้งไว้ ช่วงนั้นเข้าใจความเหนื่อยของพ่อแม่ขึ้นมาเลย มีญาติๆ คอยแวะมาดู มาชวนคุยเรื่องที่ไม่มีผลกระทบกับจิตใจ
สุดท้ายในสิ่งที่หมอเคยบอกให้เตรียมใจไว้ มันก็ไม่เกิดขึ้น สู้ๆค่ะ เป็นกำลังใจให้ ต้องผ่านมันไปได้แน่นอน ปาฏิหาริย์อาจมีอยู๋จิงก็ได้ (ถ้าเล่ายาวไป ขออภัยด้วยค่า "^^)
ความคิดเห็นที่ 2
แม่เพิ่งเสีย จากโรคสมองตีบ เมื่อปลายเดือนมิถุนา ที่ผ่านมา แม่อายุ90 เป็นโรคสมองตีบแบบช้าๆ ค่อยๆเป็นมารวมแล้ว เกือบ5ปี ก่อนจะเสียก็เข้าไอซียู เพราะเลือดออกในสมอง แล้วก็เกิดอาการปอดติดเชื้อ ขึ้นมาสองครั้งระหว่างอยู่ใน รพ คิดว่าที่ปอดติดเชื้อเกิดจากการสอดท่ออ๊อกซิเจน ซึ่งปกติจะทำแบบนี้ได้สองอาทิตย คุณหมอบอกไว้แล้วว่าจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ แต่ใช้ได้แค่สิบวันแม่ก็เสียค่ะ

ตอนนี้ถ้าจะแนะนำเจ้าของกระทู้ เท่าที่เรารั ก็ได้แค่เพียงระวังอย่าให้สำลักอาหาร กับ รักษาความสะอาดในบริเวณที่ผู้ป่วยอยู่ให้ดีๆ เพราะจะเสี่ยงเรื่องปอดติดเชื้อค่ะ อีกอย่างนึงอยู่ใกล้ชิดท่านให้มากที่สุด กอดให้มากที่สุด ในช่วงท้ายๆหกเดือนสุดท้ายของแม่ดิฉัน อาการดำเนินไปเร็วมาก
ความคิดเห็นที่ 3
เมื่อ 5 ปีที่แล้วแม่ก็เป็นค่ะ โชคดีที่ช่วยเหลือทัน หมอให้ยาละลายลิ่มเลือด ลดความดัน อยู่สองปี พร้อมกันกับทำกายภาพบำบัด แม่ดีขึ้นเรื่อยๆค่ะ ตอนแรกไม่ยอมให้แม่ทำอะไร นั่งๆ นอนๆ เพราะกลัวแม่หกล้ม แต่แม่ก็ไม่สดชื่น ตอนหลังซื้อวอคเกอร์แบบมีล้อให้แม่ แม่เริ่มพยุงตัวเดิน ทำงานบ้าน เดินเล่น เดินไปซื้อของในชุมชน เดินไปหาเพื่อน ไปร้านทำผม อาการแม่ดีขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้แม่ใช้วอคเกอร์แบบมีล้อไม่ซื้อกับข้าว ทำกับข้าว กวาดบ้าน เลี้ยงหลาน ความดันลด เบาหวานลด แข็งแรงขึ้นค่ะ คุณแม่อายุ 70ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 4
ทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแล ต่างก็มีความเครียด เราเองก็เคยอยู่ในภาวะเดียวกับคุณค่ะ คือ ปู่เราป่วยเป็นฝีในสมอง ตอนแรกหมอว่าจะผ่า แต่เอ็กซ์เลย์ดูฝีแตกแล้ว หมอเลยไม่ผ่า ปู่เราเป็นเจ้าชายนิทราไปประมาณเดือนกว่า พอตื่นมาแกก็ไม่เหมือนเดิม คือแขนขาไม่มีแรง พูดได้ไม่เป็นคำ คล้ายๆติดอ่าง ตอนนั้นยอมรับเลยค่ะว่าเครียดมาก ทั้งครอบครัว ขนาดตอนนั้นเราอยู่ ป.2 เรายังเครียดมากๆเลย อาจเพราะเราเห็นปู่เป็นผู้ชายแข็งแรง แต่มาวันหนึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียง ต้องค่อยป้อนข้าวป้อนน้ำ เรื่องขับถ่ายก็ต้องดูแล กายภาพตามตารางที่หมอให้มา ปู่เครียดมาก จะพูดให้ได้ศัพท์ยังยากเลย สงสารมาก

แต่ตอนนี้ปู่เราเดินได้แล้ว สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เพียงยังพูดไม่ค่อยได้ แกบอกว่า "คิดได้นะ แต่พูดไม่ได้"

สิ่งที่เราทำได้คือ...ต้องให้เวลากับทุกๆอย่าง อย่าไปโวยวาย โมโห ให้ผู้ป่วยเห็น เขาจะยิ่งแย่ กำลังใจสำคัญที่สุด การกายภาพด้วยนะ อย่าลืม เราต้องหมั่นทำ ถ้าเป็นแผลกดทับแล้วมันหายยากมากๆ
ความคิดเห็นที่ 5
เหล่าม่าผมอายุ 99 ปี ป่วยเป็นโรคเดียวกัน แม่ผมมีวิธีดูแลทำให้ไม่เป็นแผลกดทับเลย โดยใช้ฟองน้ำทำความสะอาด ก้น โดยใช้น้ำสบู่หมั่นทำความสะอาดเหมือนคนปกติอาบน้ำเช้าเย็น แต่สำคัญคือเตียงลม ถ้ามีเตียงไฟฟ้าคนดูแลก็จะเหนื่อยน้อยหน่อย แต่ถ้าอาการเริ่มๆ มีอาจารย์หมอแผนจีนฝังเข็มที่ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา 2 ท่านเก่งมากๆ ตอนแรกเหล่าม่าก็เกือบกลับมาพูดได้ แต่ไม่ได้พาไปกระตุ้นไฟฟ้าต่อเนื่องเพราะ อาม่ากลัวเจ็บ เหล่าแม่คือแม่ของอาม่า อยากได้เทคนิคในการดูแลเล็กๆน้อยๆ หลังไมค์มาได้ครับ แต่ปัจจุบันเหล่าม่าเสียไปแล้ว 2 ปีกว่า ที่ดูแลไม่มีแผลเลยครับ
ความคิดเห็นที่ 6
ผมแนะนำพบจิตแพทย์เพิ่มเติมนะครับ เวลาแพทย์ neuro med. นัด Fllow up ขอพบจิตแพทย์ด้วยครับ ท่านอาจมีภาวะ depressionจากพยาธิสภาพในสมอง

เรื่องอยู่ไม่กี่เดือนไม่จริงครับ บางคนที่ผมดูแลก้อยู่มาสิบกว่าปี และสุขภาพดีขึ้นเรื่อยๆอยู่ที่การดูแล ท่านจะจากช้าหรือเร็ว อยู่ที่การดูแลและรักษาอย่างถูกวิธี ควรทำกายภาพบำบัด เรื่องพูดไม่ชัด ก้ พบนักอรรถบำบัด การใช้มือทำกิจกรรม ก้นักกิจกรรมบำบัด แต่ รพช.(รพ.อำเภอ)จะมีแค่นักกายภาพครับ
ความคิดเห็นที่ 7
เพิ่มเติมนะครับ อย่ากินยาหม้อ ยาต้ม ซี้ซั้ว จะกินสมุนไพรตัวไหน ควรให้แพทย์แผนไทย(จบหลักสูตร4ปี มีใบประกอบจากสภา หาพบได้ใน รพศ. และ รพช.) สั่งจ่ายครับ


ความคิดเห็นที่ 8
แชร์ประสบการณ์นะคะ ยายเส้นเลือดในสมองอุดตันค่ะตอนอายุประมาณ79 นอนรพ อาทิตนึง ตอนแรกที่ออกมามีอาการพูดไม่คล่อง เดินไม่คล่องค่ะ ค่อยๆพักฟื้นที่บ้าน ทานยาสลายลิ่มเลือด อาการก็ดีขึ้นมากแทบจะเปนปกติเหมือนก่อนหน้าเข้ารพ ใช้เวลาปประมาณ ห้าหกเดือนค่ะ ต่อมาเวลาผ่านไปประมาณปีกว่าจากที่เข้ารพ ครั้งแรกก็มีอาการเส้นเลือดในสมองแตก และเพราะได้รับยาสลายลิ่มเลือดด้วย เลือดจึงออกไวมาก ยายเราอยู่รพ ได้สองวันก็ไปค่ะ ซึ่งหมอบอกตั้งแต่เข้า รพ ครั้งแรกแล้วค่ะ ว่ามีโอกาสเปนซ้ำได้ภายในหนึ่งปี เหมือนร่างกายถึงเวลาแล้วน่ะค่ะ
ความคิดเห็นที่ 9
พ่อผมเส้นเลือดในสมองแตกครับ ช่วงแรกๆมีอาการแปลกๆ แบบที่ จขกท ว่าแหละฮ้ะ แต่พ่อผมจะเห็นตัวนู้นตัวนี้ บางทีก็เห็นคนนู้นคนนี้ จะโกนเรียก ฝรั่งก็มี นั่งพูดภาษาอังกฤษคนเดียวเฉยเลย ช่วงนั้นจิตตกทั้งครอบครัวเลยครับดึกดื่นไม่ได้นอนเลย แต่ผ่านไปสักพักเดียวก็หาย ให้ระวังเรื่องอาหารให้มากๆ พ่อผมจากไปไม่ใช่เพราะเส้นเลือดในสมอง แต่หลังจากผ่าตัด2ปี พ่อเป็นมะเร็งลำไส้ เพราะอาหารที่ทานครับ
ความคิดเห็นที่ 10
อาการแบบที่ร้องออกมาเหมือนเด็กและพูดอะไรไม่รู้เริ่องทำอะไรแปลกๆนี้ไม่น่าใช่ที่ตัวโรค แต่ก็หาคำอธิบายไม่ได้เหมือนกันคะว่าเพราะอะไร แต่ที่เราว่าไม่ใช่ด้วยตัวโรคเพราะอาการคุณแม่จขกทเหมือนกับคุณตาของเราซึ่งเป็นคนละโรคกะแม่จขกท....คุณตาเรานิสัยโดยปกตินิสัยทันสมัย สุภาพ คุยเก่ง แกเคยทำงานรับราชการ รู้เริ่องต่างประเทศ ประวัติศาสตร์ดีมาก ดีทุกอย่างเหมือนวัยรุ่นด้วยซ้ำ เป็นคนแก่ที่พูดจาเหมือนคนสมัยใหม่ แต่แกเป็นโรคเบาหวานและมีอยู่ทีตอนแก่มากๆแกล้มและเป็นอะไรสักอย่างเกี่ยวกะความดันโลหิตต้องไปนอนโรงพยาบาลเป็นเดือน ที่น่าแปลกคือช่วงแกไปนอนโรงบาลโดนผ่าตัดหลังฟื้นจะมีอาการทำอะไรแปลกๆ ดื้อเหมือนเก็กพูดไม่รู้เรื่องเหมือนอีกคนนึง ทั้งที่แกจำลูกหลานได้แต่จะทำอะไรเพี้ยนๆแปลกๆ เช่นพยามดึงสายน้ำเกลืออกจนเลือดกระฉุด คุยเรื่องแปลกๆเหมือนคนโดนผีเข้า ตอนไปเฝ้าก็แกล้ง พูดถามอะไรน่ากลัวๆคล้ายสติไม่ดี....แต่พอหายป่วยแกออกจากโรงบาลกลับมาอยู่บ้านอาการพวกนี้ก็หายไปกลายมาเป็นคุณตาคนเดิมที่นิสัยเป็นคนแก่ อารมย์ดี ทันสมัย สุภาพสุขุม....เรื่องนี้เราก็ว่าแปลกเหมือนกันไม่รู้เพราะอะไรคะ
ความคิดเห็นที่ 11
พ่อผมเส้นเลือดแตกปี 49 นอนรพ. 5 วัน แล้วกลับบ้าน ค่อยๆทำกายภาพบำบัด เพราะซีกซ้ายอ่อนแรง สุดท้ายเดินได้แค่ช่วงสั้นๆ คือจากเตียงไปห้องน้ำ มากกว่านั้นไม่ไหว นอกนั้น. ไม่นอน ก้อนั่งรถเข็น ดูแลขับถ่ายเองได้. แต่ต้องมีคนอาบน้ำให้ ช่วงแรก เค้าจะหงุดหงิดอารมณ์เสีย กับคนรอบข้าง พอนานๆไปก้อดีขึ้น ถ้านั่งรถเข็นอยุ่ในบ้าน ก้อให้เค้าอ่านพันธทิพย์นี่แหละ. อ่านเกือบทุกห้อง ถ้าเบื่อ ก้อนั่งรถเข็นไปรดน้ำต้นไม้ในสวน ปีที่แล้ว แตกอีกรอบสอง ตรงก้านสมอง ขนาดค่อนข้างใหญ่ นอนอยุ่ห้าวัน ก้อเสีย
ความคิดเห็นที่ 12
คุณแม่ ผมก็เป็นครับ แต่โชคดี ไปโรงพยาบาลทัน นอนโรงพยาบาลไม่กี่วัน ออกมาก็ดูเหมือนคนปกติครับ แต่เหนื่อยง่ายหน่อยครับ ต้องคอยดู กลัวท่านจะล้ม เพราะหมอกำชับว่า ห้ามล้ม
ความคิดเห็นที่ 13
ขออนุญาตแบ่งปันประสบการณ์ คุณพ่อมีอาการสมองเสื่อมจากของเสียคั่งค้างเพราะไตวายระยะสุดท้าย เป็นโรคที่ตามเบาหวานมา ท่านอายุ 81 ตอนนั้น เหมือนดับๆติดๆ มีความรู้สึกตัว ความทรงจำดี พูดจาชัดเจนฉะฉานตามแบบของท่าน แต่บางครั้งเรื่องที่พูดเหมือนกับไม่รู้ตัว ท่านอยู่ในโลกของตัวเอง ไม่รับรู้ความจริง แต่ภายในวันเดียวกัน ก็หาย รู้เรื่องปกติ พอกลางคืน มืดกว่ากลางวันท่านจะไม่สงบ ร้องตะโกนเป็นภาษาบ้าง หรือไม่เป็นภาษาบ้าง ด้านร่างกายคือนอนติดเตียง แต่ทานอาหารได้ปกติ สามเวลา ขับถ่ายด้วยการรองกระโถนบนเตียง อาบน้ำนี่ต้องอุ้มไปนั่งเก้าอี้อาบ การร้องเหมือนไม่รู้ตัวมีต่อเนื่องเป็นเวลา 8 เดือน ...ทุกคืน เรากับแม่ไม่ได้นอน หลับๆตื่นๆคอยรับมือกับอาการ จริงๆ ส่วนใหญ่พ่อก็รู้เรื่องค่ะ แต่เวลาหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่งก็พีคกันสุด ทั้งที่ติดเตียงอยู่แต่พลังท่านเยอะ ขนาดตะโกนทั้งคืนก็ยังตาแป๋วดีในตอนเช้า คนเฝ้ามีสภาพผีดิบมาก หมอบอกว่าเพราะการทำงานของสมองผิดปกติ ยาที่ได้รับเพื่อแก้อาการ ไม่มีค่ะ มีแต่ยาที่ทำให้ผู้ป่วยหลับ ผ่อนคลาย สงบ หลังๆมา ยาก็เอาไม่อยู่ สัปดาห์สุดท้าย ท่านร้อง ส่งเสียงดัง แต่ไม่พูด สายตาเหมิอนไม่รู้ตัวแล้ว แต่พอเราปลอบ ก็ดูเหมือนสติกลับคืน สามวันสุดท้าย ท่านนอนนิ่งเหมือนหมดแรงจะส่งเสียง และหลัยไปค่ะ

ท่านไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้ร้องโหยหวน แต่ร้อง อือๆ อาๆ แบบนี้ ...เหมือนเช็คเสียงมากกว่าจะสื่อสาร
ความคิดเห็นที่ 14
อย่าไปคิดอะไรมาก ไม่เท่าไหร่หรอก เตรียมพวกผ้าอ้อมไว้ เพราะใช้เยอะ ระวังเรื่องการสำลักอาหาร

อย่าเอาไปแม่ไปทิ้งโรงบาลนะครับ อยู่ที่อื่นจะทรมานจิตใจมาก ลูกๆดูแลไม่ลำบากหรอก ผู้ป่วยอยู่ได้ไม่นานแล้ว ยิ่งอายุมากด้วย
ความคิดเห็นที่ 15
ยายผมก็เป็นครับ ตอนนี้เป็นมา4ปี แล้ว แรกๆออกจาก รพ มา ก็ยังนั่งได้ และค่อยๆ นั่งไม่ได้ พูดไม่ได้ ตามลำดับ อาการ ร้องไห้ ก็มีบ้างบางครั้ง เวลาเหมือนจะจำอะไรได้ และจำผมได้เป็นบางครั้ง อาการแผลกดทับ ก็ไม่มีเลยครับ ผมจะอุ้มยายลุกมานั่งบนเก้าอี้ ทุกวันเพื่อกินข้าว ดูทีวี วันหยุดก็จะอุ้มไปอาบน้ำ พยายามให้หัดนั่งเอง ให้ทรงตัวอยู่ ยาก็ไม่ได้กินมานานแล้วคร้บ เข้ากรุงเทพลำบากมาก ยายก็นอนทั้งวันเลยครับ นอนตั้งแต่ 4ทุ่ม ตื่นประมาณ 9โมง สายๆก็หลับอีก
ความคิดเห็นที่ 16
อาการที่คุณแม่ของคุณออกเสียงร้องตลอดเวลา ไม่ได้เกิดจากอาการของโรคแต่เกิดจากการที่ท่านยังปรับตัวและยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ แต่สักระยะเวลาหนึ่งคุณแม่จะปรับตัวและเรียนรู้กับการสิ่งที่ท่านเป็นได้ ผู้ป่วยโรคนี้ระหว่างรักษาอยู่ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อนทั้งจากโรคประจำตัวที่กำเริบขึ้นมา จากการติดเชื้อ จากการล้มหรือเกิดภาวะหลอดเลือดสมองแตก ตีบหรือตันซ้ำสองก็จะไม่เป็นอันตรายถึงกับเสียชีวิตครับ และผู้ป่วยโรคนี้ ไม่ใช่รักษาแป๊บๆแล้วจะดีขึ้นหรือหาย จะต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆอย่างน้อยๆคือ6เดือนนับจากวันที่เป็น ปล. ญาติผมเคยเป็นมาก่อน ผู้ป่วยโรคนี้จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาทางกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง(อย่างน้อยๆ6เดือน)เมื่อออกจากโรงพยาบาลแล้ว ทางญาติผมใช้บริการกับทางฟิสิคอลคลินิก แถวลาดพร้าวซอย64 รวมๆทางเค้าก็ดูแลและรัก ษาดีครับ
ความคิดเห็นที่ 17
พ่อผมเปนตั้งแต่ปี54 ตอนนี้หายดี 
1.ทานยาตามหมอสั่ง 
2.กายภาพ จะทำให้กลับมาปกติได้เรว 
3.อาหาร 
4.สิ่งแวดล้อม ต้องมีแต่ความสุข ไม่คิดถึงว่าเค้าเปนคนไร้ค่า เปนคนป่วย ทุกคนช่วยกัน พ่อผม74ตอนนี้ หายดีแล้ว แต่อาจไม่แข็งแรงมากๆเท่านั้นเอง แต่ช่วยเหลือตัวเองได้ปกติ เป็นกำลังใจให้คับ
ความคิดเห็นที่ 18
แม่เคยเป็นเส้นฟอยแตกในสมอง ต้องผ่าสมอง เกือบปรกติ แต่ มีอาการข้างเคียงที่ดูภาพหวาดเสียวไม่ได้เลย แกจะร้องออกมา เหมือนทนไม่ได้

เข้าๆออกๆ รพ. สิบกว่าปี ตอนอายุ 70 ต้นๆ เป็นเส้นเลือดตีบในสมอง เหมือนปิดสวิทซ์ ร่างกาย ขยับได้แต่ขาข้างเดียว นอกนั้นเคลื่อนไหวไม่ได้

พูดก็ไม่ได้ มองได้ ตอนแรกๆแสดงสีหน้าออกทางหน้าตาได้ สงสารแกมาก รู้เลย่วาแกทรมานมาก

ก่อนเป็นมีอาการแขนไม่มีแรงนำมาก่อนหน้าสัก สองเดือน แต่ก็หาย พาไปหาหมอ ไขมันเลวสูงมากสามร้อยกว่า

ก็กินยาลดไขมันไป แต่ว่ามาวันหนึ่ง นอนกลางวันแล้ว ปลุกไม่ตื่น

จากนั้นก็ติดเตียง ต้องให้อาหารทางสายยาง เจาะคอ และต้องคอยพลิกตัวทุกๆ สอง ชม. บางครั้งหากหอบก็ต้องให้ oxygen

อยู่ได้สามปีกว่า ก็เสีย ตอนแกเสีย ใจหนึ่งก็เสียใจ ใจหนึ่งก็คิดว่าแกอยู่ก็ทรมาน
ความคิดเห็นที่ 19
ผมเกิด สโต้ส 14 มค. 2554 อายุกำลังจะ 52 ปี น็อกขณะกำลังเดินเข้าบ้าน แต่เชพตนเองได้ทัน ไม่ให้ล้มหัวฟาดฟื้น ก่อนหมดสติ เป็นอัมพาต และอัมพฤต ไปตามลำดับ ดีที่เส้นเลือดสมองไม่แตก และลิ้มเลือดไขมันในเส้นเลือดสมอง ติดแช่แต่ละขณะไม่เกิน 6 วินาที

เพราะถ้าเกิน 6 วินาที เชลสมองส่วนนั้นก็จะตาย จะเกิดสภาวะอัมพฤตถ้าวรได้ ผมจึงหมดสติเป็นผัก และเป็นอัมพาตอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นก็เป็นอัมพฤตไปอีก 24 ชั่วโมง แต่มีผลยาวนานในระบบสมองจากมากไป น้อยอยุ่ 4 ปีกว่า หรือ 5 ปีนั้นเองจึงรู้ชัดได้ว่าตนเองเป็นปกติ.

แต่ปัญหาคือหลังจากที่ผม สโต้ส ปี 2554 อีกเพียง 1 ปีกว่า แม่ผมซึ่งอายุประมาณ 87 ปี ท่านเกิดเส้นเลือดฝอยในสมองแตก ด้วยโรคความดันสูง ที่ท่านต้องเพิ่มขนาดยา ที่กินแล้วท่านเวียนหัวมึนหัว ท่านงดยาเองคือไม่เกินเพียง 4 วัน เส้นเลือดฝอยในสมองจึงแตก เป็นอัมพฤต ตั้งแต่นั้นมา แล้วภายหลังมาล้มอีก กระดูกสะโพกหัก จึงกลายเป็นนอนติดเตียง.

ผมชึ่งยังแกวงๆ อยู่ด้วยอาการข้างเคียงของโรคภายใน ที่ประกองตัวด้วยสติสัมปชัญญะทำงานเหมือนปกติ ที่บุคคลภายนอกเห็นว่าปกติ ต้องจ่ายเงินเป็นหลักให้กับแม่มาตลอด เพราะญาติอื่นๆ ต่างมีกำลังน้อย หรือไม่มี จนญาติบางคนพูดประชดผมว่า มืng ต้องจ่ายหมดตัว จนแน่ๆ เพราะภายหลังใครๆ ไม่รับไปดูแล ผมก็ต้องเชพสุขภาพตนเอง เอาแม่ไปอยู่ศูนย์ดูและคนชราและป่วยเอกชน

แต่ผมกลับเฉยๆ ไม่หวั่นไหวกลับคำพูดนั้นของญาตินั้น นี้ก็ 5 ปี จากที่แม่เป็นมา จนแม่ อายุจะเต็ม 93 ปี ธันวาคมนี้แล้ว ผมก็ยังไม่หมดตัว เพียงแต่แผนจะมีสดเก็บส่วนตัวในมือประมาณเกือบ 2 ล้านพร้อมกับเกษียนพอดีทำไม่ได้เท่านั้นเอง
ความคิดเห็นที่ 20
พ่อเราเป็นเส้นเลือดแตกในแกนสมอง ไม่ได้ผ่าตัดเพราะแตกในแกนสมอง อันตรายค่ะ นอนรพ.เป็นอาทิตย์เลย ตอนออกมาพวกเราก็เลยจัดการกายภาพชุดใหญ่ ทำรอกไว้ให้ท่านใช้ดึงแขนยกขาตัวเอง จะได้มีแรง แม่จะใช้ลูกประคบร้อน คอยประคบตามร่างกาย แต่จะทำแค่ช่วงเย็นๆนะ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายได้รับสัมผัสมากขึ้น แล้วก็มีท่าบริหารอื่นๆอีกหลายท่า ซึ่งมีหนังสือวิธีการทำกายภาพขายค่ะ หาซื้อได้ เราว่าการกายภาพสำคัญมากๆสำหรับผู้ป่วยในระยะ 3 เดือนแรก และควรไปพบแพทย์ทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู เพื่อทำการกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องค่ะ

ที่ท่านร้องไห้คงเพราะไม่รู้ว่าจะต้องมาเป็นแบบนี้ ท่านคงไม่อยากให้ลูกหลานลำบาก กำลังใจจากครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญมากๆๆเลยนะคะ อย่าเครียดให้ท่านเห็นนะคะ ท่านจะทุกข์ใจ พูดให้กำลังใจกับท่านบ่อยๆ ถ้ากำลังใจดี อยู่ได้อีกนานค่ะ หรืออาจจะคอยสังเกตว่ามีอาการอะไรผิดปกติอีกบ้าง ลองปรึกษาคุณหมอเพิ่มเติม เพื่อจะได้ตรวจว่ามีโรคอะไรแฝงมาอีกรึป่าว พ่อเราเป็นมา 10 ปีละ ทุกวันนี้ถึงจะไม่ได้ปกติเหมือนเดิมแต่ท่านก็ชินกับชีวิตแบบนี้ค่ะ คุณแม่ผ่านช่วงอันตรายมาแล้วต่อไปคือการดูแลของครอบครัวค่ะ สู้ๆนะคะ โรคนี้ใครเป็นก็เครียด ทุกคนในบ้านก็เครียด ไม่มีใครอยากให้เป็นแบบนี้ ต้องใจเย็นๆมากกๆๆๆเลยนะคะ แล้วจะผ่านไปได้ค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ
ความคิดเห็นที่ 21
พ่อเราก็เป็นค่ะ แต่อายุประมาณ 40 ต้นๆ ช่วงแรกนอนนิ่ง ได้แต่กรอกตาไปมา ต่อมาเริ่มขยับด้านขวาได้ ฟังเข้าใจ แต่จำคนที่มาเยี่ยมหลายๆ คนไม่ได้ บอกว่าไม่รู้จัก (สื่อสารผ่านการกะพริบตา) พูดไม่ได้เลย แต่พยายามเปล่งเสียงออกมาตลอด

ต่อมาเริ่มขยับด้านขวาได้มากขึ้น เลยสื่อสารผ่านการเขียนพอได้ แต่กว่าจะได้แต่ละอักษรก็ยากเหมือนกันค่ะ เริ่มจำคนได้ พอถึงช่วงนี้เราต้องกลับมาเรียนหนังสือ ตจว.เลยไม่ได้ทราบอาการละเอียดเท่าไหร่ แต่อยู่ รพ.นานเลยค่ะ ประมาณครึ่งปีได้

พยายามค่อยๆ ทำกายภาพบำบัด มา อาการก็ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ จนมาสุดที่สามารถลุกขึ้นเดินได้ ใช้เวลาประมาณ 4-5 ปี แล้วก็ไม่พัฒนาต่อแล้วค่ะ ปัจจุบัน 20 ปีแล้ว ร่างกายด้านซ้ายยังขยับไม่ได้เหมือนเดิม เวลาเดินต้องอาศัยแรงเหวี่ยงจากด้านขวาเอา แต่ทำกิจกรรมส่วนใหญ่ได้ค่ะ

เป็นกำลังใจให้ จขกท.นะคะ ประสบการณ์ของเราอาจช่วยอะไรได้ไม่มากเพราะอายุห่างกันเยอะ แต่คิดว่าสภาพจิตใจคงไม่ต่างกันเท่าไหร่ แรกๆ คงมีผลกระทบมากหน่อย แต่เดี๋ยวก็จะผ่านไปได้เองค่ะ
ความคิดเห็นที่ 22
วันที่ 18 นี้พ่อเราจะเป็นครบปีเเล้วค่ะ ^^ ปีนี้อายุ 60 พอดี

จริงๆเเกเคยเป็นมาก่อนหน้านี้ประมาณ 3-4 ปีก่อน เเต่! แกไม่บอกคนในครอบครัวเลยค่ะ เเกบอกมือชาๆ ไปหาหมอที่รพ (เรากับพ่อไม่ได้อยู่จังหวัดเดียวกันนะคะ) หมอตรวจๆเเล้วแอดมิตเลยห้าวัน คือห้าวันนั้นไม่บอกครอบครัวเลยนะ เเบบโทรคุยกันเเต่ไม่บอกอะ จนออกจากรพ.นั่นเเหละถึงยอมบอก ยาเเกไม่ให้ครอบครัวเห็น ด้วยความที่เราเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์ดูเเลคนป่วย คนสูงอายุ เลยเเบบไม่ได้ใส่ใจเรื่องยาเเก ความผิดเราด้วยเเหละ เเกก็บอกเดี๋ยวดูเอง กินเอง ซื้อเอง

จนปีที่เเล้ว เเกไปอยู่กบินทร์กับเพื่อน จะไปลงทุนทำธุรกิจที่นั่น เรากับเเม่อยู่กทม. ไปไม่กี่วันเอง เพื่อนเเกก็โทรมาบอกเเกเกร็ง เเล้วก็พูดไม่ได้ กลอกตาไม่ได้ พาส่งรพ. เราก็ไปหาเเกคืนนั้นเลย สรุปว่าre-current ค่ะ ลิ่มเลือดไปอุดเส้นเลือดที่ตีบ สมองเป็นเเผลสามรอย รวมของเก่าด้วย เป็นภาพติดตาที่ทุกวันนี้ยังคิดถึงอยู่ตลอด คือเราไปถึงห้องฉุกเฉิน พ่อเกร็ง เเขนหงิก ขยับไม่ได้ หน้าหันไปทางเดียว ตากลอกไม่ได้มองไปทางเดียว พอเราไปจับตัวเเกบอกเเกว่าเรามาเเล้วนะ พ่อพูดเบาๆเป็นครั้งสุดท้ายว่า "มาเเล้วหรอ" เเล้วหลังจากนั้นก็พูดไม่ได้อีกเลย

ด้วยความที่เป็นรพ.เล็กๆ เราก็ไม่รู้ว่าทางนั้นรักษาพ่อยังไงบ้างตอนที่ฉุกเฉิน เพราะเพื่อนพ่อโทรหาเราตลอดทางที่เราเดินทางไป เหมือนหมอไม่จัดการอะไรให้ ให้เเค่น้ำเกลือ ซึ่งเราเข้าใจเพราะอาจจะทำได้เเค่นั้นจริงๆ ตอนนั้นนอนที่รพ.อยู่ 7 วัน หมอบอกเเค่ว่ายาเก่าแอสไพรินน่ะใช้ไม่ได้เเล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นWarfarinที่เเรงกว่า ตอนเราก็ก็เเบบอะไรก็ได้ ก็อยู่ให้ยา ครบ7วันก็พากลับกทม. รู้สึกแย่ที่สุดคือตอนใส่ท่อให้อาหาร เราก็ไม่เข้าใจว่ามันเป็นเพราะอะไร เเต่นางพยาบาลใส่ยังไงก็ไม่เข้าสักที ใส่เข้าท่อก็พับ โทษว่าพ่อเราไม่ให้ความร่วมมือเอง สำลัก ท่อเลยพับ ถอดเข้าถอดออกอยู่ 7-8 ครั้งอะ เราไม่เคยเจอภาพเเบบนั้น ภาพที่พ่อกระอักน้ำลายฟูมฟาย เลือดไหลทั้งปากทั้งจมูกอะ เราก็กอดขาพ่อร้องไห้ไม่รู้จะทำไง เเล้วนางพยาบาลก็เราไปนินทาให้เราได้ยินว่าเราสำออย เล่นละคร ทำเป็นรักพ่อ ก็พยายามข่มใจว่าช่างเขาๆ เดี๋ยวก็กลับบ้านเเล้ว

กลับมารักษาต่อที่กรุงเทพฯ ไปหาหมอที่รพ.ใหม่ หมอถามเลยว่าพ่อเป็นโรคหัวใจร่วมด้วยหรอทำไมต้องกิน Warfarin เราบอกเราไม่รู้ หมอที่กบินทร์สั่งมาไม่เห็นบอกออะไรสักคำ หมอที่นี่เลยบอกว่าอย่าตัวนี้มันเซนซิทีฟเเละอันตราย ถ้าไม่จำเป็นจริงๆหมอไม่สั่ง ซึ่งโดยปกติอาการที่จะสั่งให้คือพวกหัวใจเต้นพริ้ว อะไรทำนองนั้น เราต้องถ่อไปเอาประวัติการรักษาที่รพ.เก่ามาให้ เเต่ในนั้นหมอก็ไม่ได้ระบุเหตุผลว่าทำไมต้องให้ยาตัวนี้ หมอที่ใหม่เลยสั่งตรวจหัวใจ เเต่ก็ไม่มีความผิดปกติอะไร เเต่หมอใหม่ก็ไม่กล้าเปลี่ยนยา สั่งให้เราไปถามโดยตรงกับหมอเก่า เราเลยบอกไม่เป็นไรค่ะ warfarinก็warfarin สรุปคือตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เราต้องพาพ่อไปตรวจเลือดดูระดับยาตลอด เป็นความยุ่งยากของยาตัวนี้ ตอนเเรกก็เครียด ค่าใช้จ่ายสูง เเต่หลังๆชิน เข้าใจ ไม่เป็นไร เริ่มเข้าที่เข้าทาง ก็ไม่รู้สึกลำบากอะไร สุขภาพอย่างอื่นของเเกก็ดีทุกอย่าง ระดับน้ำตาลลด ไขมันลด ความดันคุมอยู่

ส่วนอาการอื่นๆ ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ช้าๆ ตอนเเรกเเกเบลอๆ นอนหลับตลอด ตื่นมาก็ร้องไห้ ปรึกษาหมอ หมอก็จ่ายยาซึมเศร้ามาให้ ก็ดีขึ้น คุยรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เเรกคือถึงขั้นเอามือล้วงอุจจาระอะ อ่อนเเรงซีกซ้าย พูดไม่ได้ กลืนลำบาก ผอมมมมมมม เพราะกินได้เเต่นม (ตอนหลังเเกถอดท่อออก เเล้วเราตัดสินใจไม่ให้ใส่อีก) ปัจจุบัน สติ100% เหมือนพ่อเราคนเดิมเลย เเค่ขยับซีกซ้ายไม่ได้อะ กินข้าวได้ปกติ เริ่มพูดมากขึ้น เเต่ไม่ชัด เข้าใจทุกอย่าง ความทรงจำดี จำเพื่อนได้ทุกคน ถามอะไรเก่าๆตอบได้หมด ดูtvก็ขำ ทะเลาะกับเเม่ได้ 5555 เราเปิดเพลงเกาหลีก็โวยวายๆ เพราะเเกไม่ชอบ 555 เร่ืองแผลกดทับก็ให้นอนเบาะลมเอา เราก็คอยขยับข้อ+นวดไม่ให้ข้อติด ส่วนเรื่องกายภาพขอให้อะไรเข้าที่เข้าทางจะจ้างคนมาทำกายภาพให้อีกที อยากให้อย่างน้อยเเกลุกมาน่ังกินข้าวได้อะ เดินไม่ได้ช่างมัน หมอบอกเเล้วว่าอาจจะยากนะ เพราะเเผลเยอะ เอาจริงๆเเค่สติเเกกลับมา100%เราก็ดีใจเเล้วอะ

ณ เวลานี้ไม่เครียดละ ผ่านมาปีนึง ปรับตัวได้เเล้ว มองว่ามันคือชีวิตปกติของครอบครัวเรา เราไม่ได้มองว่าเเกป่วยด้วยอะเดี๋ยวนี้ เเกก็ดูสบายใจ เราพยายามให้บรรยากาศในบ้านมันดูปกติ ไม่ได้เฟคว่ามีความสุข เเต่ก็ไม่ทุกข์อะ เเรกนี่เเทบบ้านเเตกร้องไห้ทุกวันเครียดมาก เเม่ก็เครียด เครียดทั้งบ้าน บรรยากาศเเย่มากๆ เราก็เครียดที่เเบบเพิ่งเรียนจบ เราเเพลนอนาคตไว้เยอะมาก พอพ่อป่วย ทุกอย่างคือพับเก็บไปเลย เเล้วมันรับไม่ได้ไง เหมือนเรากำลังจะเริ่ม เเต่มันพังครืน ก็ยิ่งไปบีบไปคั้นว่าพ่อต้องหายสิๆๆๆ สุดท้ายเราทำใจได้ เราปรับทุกอย่างในชีวิต เรายอมทิ้งเเพลนตอนเเรกหมดเลย ล้างกระดาน นับตั้งเเต่นั้นคือสบายใจ เราไม่ทุกข์พ่อก็ไม่ทุกข์ ทุกอย่างโอเค เป็นหนึ่งปีที่เเบบ....สุดจริงๆ
ความคิดเห็นที่ 23
พ่อเราเป็นเส้นเลือดในสมองตีบบริเวณก้านสมองเหมือนกันค่ะ พาส่งรพ.ฟื้นมาพูดได้ขยับแขนขาได้ปกติ เช้ามาปากเบี้ยวพูดไม่ได้ลิ้นแข็ง ขยับตัวไม่ได้ เป็นผู้ป่วยติดเตียง ตลอดเวลาคนไข้ทรมาณมาก ให้อาหารทางสายยาง เจาะคอ หายใจเองไม่ได้ เป็นเดือนพฤษภาคม เพิ่งเสียไปตอนเดือนกรกฎาคม อยู่ได้แค่ประมาณ3เดือนค่ะ
ความคิดเห็นที่ 24
ยายของเราเป็นหลอดเลือดในสมองแตกนะคะ ตอนนี้ผ่านมาจะสิบปีแล้ว ดูเหมือนจะกลับมารับรู้มากขึ้น ตอนแรกๆก็ร้องเหมือนกัน กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง เรารับส่งไปกายภาพบำบัดและฝังเข็มที่ร.พ.วิชัยยุทธ แต่ก็ไม่ดีขึ้น และยายไม่พยายามพูดด้วย ขยับได้แค่ข้างเดียว

ตอนนี้ก็ยังอยู่ดี จ้างคนมาดูแล ป้อนข้าว พลิกตัว และไปอยู่ต่างจังหวัดบ้านที่เคยอยู่ แม่บอกว่าเหมือนสมองมันอาจจะฟื้นฟูขึ้นบ้างตามเวลา เพราะยังรับรู้ จำลูกหลานได้ ดูทีวี อ่านหนังสือธรรมะได้บ้าง

ดูแลให้ดีนะคะ จะเหนื่อยหน่อย ให้จ้างคนมาช่วย ไม่งั้นเราจะเครียดมาก พยายามให้ฟังธรรมะ เพราะเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิต ขอให้ดูแลท่านอย่างดีที่สุดค่ะ
ความคิดเห็นที่ 25
คุณตาเราเป็นค่ะ จำได้ว่าตั้งแต่อาการเริ่มตั้งแต่ตอนที่เราเพิ่งอยู่ม.ปลาย ตอนนั้นตากับยายอยู่ทาวเฮาส์แล้วมีน้าเราอีกคนอยู่ด้วย วันนั้นตาขับรถออกจากบ้าน แล้วอยู่ดีๆก็เกิดอาการเกร็ง แล้วจำอะไรไม่ได้ จนลุงเราไปพากลับมา แกมีอาการหลงๆเหมือนอัลไซเมอร์ แต่พูดไม่ได้ แล้วหลังจากนั้นไม่นาน แกก็เป็นอัมพาต นานเป็นปีแล้วเสียไปตั้งแต่ปี2545 น้าชายเราก็เสียด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตกเฉียบพลันเมื่อปี2551 แต่ก่อนหน้านั้น1ปี แกมีอาการปากเบี้ยว แล้วก็หายเป็นปกติ จนวันนึงแกไปขับแท็กซี่ กลับมาบ้านก็นั่งเล่นพูดคุยกับลูกๆเขาเหมือนปกติ แต่อยู่ดีๆแกก็เกิดอาการตอนเข้าห้องน้ำ (อันนี้แม่เล่าให้ฟังนะคะ เราจำได้ไม่ละเอียดมาก) ตอนพาไปโรงพยาบาลก็พบว่าก้านสมองตายไปมากแล้ว นอนอยู่2-3วัน ก็เสีย

เราเองก็เสียวๆแม่เราอยู่นะ แต่ตอนนี้แกเป็นแค่ความดัน เคยมีวันนึงแกตัวชาไปซีกนึงแล้วล้ม แต่ไม่หมดสติ น้องสาวโทรมาบอกว่าพาแม่เข้าโรงพยาบาล แอดมิทอยู่2-3คืนค่ะ หมอให้ยาละลายลิ่มเลือดมาเหมือนกัน และยังต้องไปหาหมอเป็นระยะๆ ตอนนี้แกไม่เป็นอะไรแล้ว แต่เราก็ยังหลอนๆ กลัวอาการเดิมจะกลับมาอีก

แล้วยอมรับว่าแม้แต่เราเองก็มีสิทธิ์เป็นเหมือนกันค่ะ เพราะภาวะเครียดด้วย นอนดึกด้วย บางทีเคยนั่งอยู่ดีๆ เหมือนในสมองมันชาไปซีกนึงอะ แต่ไม่ได้วูบหรือเป็นอะไรมาก
Comment:
CONFIRM CODE :
Comment Name :

บทความทั้งหมด
  คลิกที่นี่ เพื่อดูสินค้าแนะนำ
  ลดราคากว่า 80%(ห้ามพลาด)