โรคมะเร็ง 2020

by WheelSharee Posted on 2019-11-24



ความคิดเห็นที่ 1
สวัสดีครับ ทุกท่าน

วันนี้จะมาขอแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเอง ที่ต้องเจอโรคร้าย หวังว่าจะสามารถสร้างกำลังใจให้แก่นักสู้มะเร็งคนต่อไป : )

อาการเริ่มต้น ::
    เริ่มจากการมีอาการไอ และ เจ็บแถวบริเวณหน้าอก ตอนแรก ๆ ก็ไม่คิดอะไรคิดว่าอาการไอทั่ว ๆ ไป
เพราะปกติก็ไม่เคยมีประวัติโรคร้าย หรือเคยเจ็บป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาลเลย จนประมาณครึ่งเดือนรู้สึกเจ็บหน้าอกมาก
การเดิน การนอน ส่งผลหมด จนเริ่มส่งผลต่อชีวิตประจำวัน เลยตัดสินใจไปหาหมอ ตอนแรกคิดว่าคงเป็นพวกกล้ามเนื้อมีปัญหา
เพราะเราไอหนักมาก ตอนไปหาหมอยังคิดว่าเดี๋ยวคงได้พวกยาคลายกล้ามเนื้อมากิน พอถึงวันที่ไปเจอหมอ
เราใช้สิทธิ์ของประกันสังคม หมอสงสัยว่าเราเป็นวัณโรคหรือเปล่า เพราะเห็นเราไอ และดูเหนื่อย ( ตอนหมอถามเหนื่อยไหม ก็เถียงหมอว่าไม่เหนื่อย -_-“ )
หมอบอกให้เราไป x-ray พอผลออกมา หมอทำหน้าตกใจ หันมาถามเราคำถามแรกว่า “ มากับใคร ? “ ตอนนั้นก็เริ่ม งง ๆ ถามต่ออีก “ มีประกันของอะไรบ้าง ? “
เท่านั้นแหละ หมอตกลงผมเป็นอะไรครับ หมอก็หันคอมมาให้เราดูฟิลม์ และเริ่มอธิบายเปรียบเทียบของคนปกติกับของเรา ในฟิลม์ของเราจะเห็นว่า
มีอะไรคล้าย ๆ ก้อนเนื้อขนาดใหญ่ อยู่แถว ๆ ช่วงหน้าอกด้านขวา ซึ่งน่าจะเบียดปอดของเราอยู่ด้วย จนถึงตอนนี้หมอถามอีกครั้งว่าเหนื่อยยัง ?
“ ตอนแรกไม่เหนื่อย ตอนนี้เหนื่อยแล้วหมอ -.- “ จากนั้นหมอบอกให้เราทำการ CT ต่อเพื่อจะทราบรายละเอียดเพิ่มเติม

CT SCAN ::
     ผล CT ออกมา พบว่ามีก้อนเนื้อขนาด 11x12x8 cm ทับหลอดลม และ เบียดปอดอยู่ หมอบอกว่าถ้าเป็นคนแก่น่าจะไม่รอดแล้ว เพราะทับหลอดลม
หมอก็เริ่มอธิบายต่าง ๆ ว่าก้อนเนื้อจะมีโอกาสเป็นอะไรได้บ้าง ประมาณ 4 ข้อมั้ง และข้อสุดท้ายที่จำได้คือ มะเร็ง .
หมอให้เราไป รพ ที่มีอาจารย์หมอ หรือ รพ ใหญ่ที่มีเครื่องมือพร้อม เพื่อที่จะเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจ จากนั้นจึงส่งเรื่องไปยัง รพ ราชวิถี

เจาะเนื้อ ::
    นอน รพ ในฐานะผู้ป่วยครั้งแรกในชีวิต เจอพี่เตียงข้าง ๆ นอน รพ เพราะแผลติดเชื้อมา 3 เดือน แผลน่ากลัวมาก -.-

ฟังผล ::
     หมอบอกว่าเราเป็น seminoma ( มะเร็งอัณฑะ ) แต่มันดันไปเจริญเติบโตผิดที่ ไปขึ้นที่หน้าอก ( อืม พีคไปอีก -.- ) สาเหตุของการเกิดไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่าเกิดจากอะไร  ความรู้สึกตอนนั้นมัน ชา ๆ แต่ก็เตรียมใจมาระดับนึงละ ออกมาถามตัวเอง นี่เราเป็นมะเร็งจริง หรอวะ เคยมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว มะเร็งนี่ผมต้องร่วงหมดหัวใช่มั้ยวะ กุจะตายมั้ยเนี่ย เงินเก็บจะพอมั้ย คิดสารพัดเลย ค่อย ๆ โทรบอกคนสำคัญทีละคน ( ไปฟังผลไปกับ แม่ กับพี่สาว ) แต่ก็ยังคิดว่า เอาวะเป็นได้ก็หายได้

พบหมอมะเร็ง ::
      โครตกลัวอะ 55 แต่ก็ต้องทำเฉย ๆ เดี๋ยวคนรอบข้างตื่นเต้น รอเจอหมอนานมาก คนเป็นเยอะมาก แต่ละคนใส่หมวกใส่วิกเต็มไปหมด
เป็นอีกโลกที่ไม่เคยเห็น คีโมคืออะไร คือเคยได้ยินแต่คำว่ามะเร็งต้องทำคีโม แต่ไม่รู้เลยว่ามันทำอะไรยังไง ยังคิดว่าคีโมคือฉายแสงด้วยซ้ำไป
ตอนเจอหมอ หมอก็ค่อย ๆ อธิบาย ว่าตอนนี้เป็นยังไง  การเตรียมตัวต้องทำยังไง ต้องทำคีโมนะ 4 รอบ
ก่อนหน้านี้ไปถามพี่ที่ทำงานที่เป็นมะเร็ง แกบอกคีโมชิว ๆ แกโดน 8 เข็ม เข็มละครึ่งวันก็เสร็จแล้ว กลับบ้านได้เลย เราก็คิดว่าพอไหว
แต่พอถึงของเรา 4 รอบ รอบละประมาณ 7 วันนะ พัก 15 วันต่อรอบ  เราก็ ห๊ะ 7 วันเลยหรอ ทำไมไม่เห็นเหมือนที่ถามมา 55
สมองเบลอเลยทีนี้ เรื่องงานจะทำยังไงดีเนี่ย ถามหมอว่าเป็นมะเร็งระยะไหน หมอบอกระยะ 3 เราก็ตกใจอีก ระยะ 3 นี่มันไม่น่ารอดแล้วไม่ใช่หรอ
หมอบอกว่าที่เป็นระยะ 3 เพราะขนาดของก้อนเนื้อใหญ่มาก อยู่ในจุดที่สำคัญ และ เติบโตไวมาก คือเราตรวจสุขภาพประจำปีทุกปี x-ray ไม่เคยเจอ แต่พอมาเจอที ใหญ่เลย หมอเลยบอกว่าไม่ถึงปีโตขนาดนี้ ปล่อยไว้อันตรายแน่ แต่ก็ต้องรักษา มีโอกาสกลับมาได้อยู่ เราก็เอาวะ เดี๋ยวนี้การแพทย์มันน่าจะไปไกลละ
น่าจะพอไหว หมอบอกมันจะมีผลข้างเคียงค่อนข้างเยอะ ยาคีโมเราเป็นสูตรอาเจียน ( อืม ชื่อสูตรก็ไม่น่าดีละ ) แต่ก็คิดว่าอ๊วกสิดี เหมือนตอนกินเหล้าไง อ๊วกแล้วสบาย โล่ง 555 การเตรียมตัวคือ กินไข่ขาวเยอะ ๆ วันละ 5 ฟองได้ยิ่งดี เฉพาะไข่ขาวนะ ไข่แดงกินปกติ และที่สำคัญ เตรียมใจ !

เคมีบำบัด ::
      วันแรกไป รพ เปลี่ยนเสื้อผ้าขึ้นเตียง มีพยาบาลมาแนะนำนู่นนี่นั่น ถังอ๊วกอยู่นี่นะ ถุงพลาสติกอยู่นี่นะ แต่ตอนนั้นในใจก็ยังคิดว่าไม่น่าอ๊วกหรอกมั้ง คอมฟอตสำหรับใส่ฉี่ คือระหว่างที่เรารับคีโม เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องตวงฉี่ กับ น้ำที่เรากินเข้าไปด้วย สำคัญเพราะต้องนำไปคำนวณว่าเรารับน้ำเท่าไหร่ ออกมาเท่าไหร่  และไม่แนะนำให้ลุกไปไหนเยอะ เพราะถ้าสายคีโมหลุดจะอันตราย ยาเป็นเคมี หลังจากนั้นก็เริ่มจากการให้น้ำเกลือก่อนประมาณ 2-3 ถุง จากนั้นถึงค่อยเป็นยา การคีโมก็เหมือนการรับน้ำเกลือแหละ แค่เปลี่ยนจากน้ำเกลือเป็นยาเคมี ของเรายาประมาณ 30 กระปุกต่อรอบ หมายความว่าเราต้องเสียสายคาไว้ประมาณ 7 วันต่อเนื่อง จนกว่ายาจะหมด ช่วง 2-3 วันแรก กินอิ่มนอนหลับ ไม่มีอาการอะไรเลย จนคิดว่า เอาว่ะ แค่นี้สบายมาก  ทนเบื่อหน่อย ชิล ๆ ไป

ผลข้างเคียง ::
      ประมาณวันที่ 3 ของการรับคีโม ผลข้ามเคียงเริ่มมา เริ่มมีการไม่อยากอาหาร เริ่มอ๊วก ความอ๊วกนี่มันแย่กว่าอ๊วกเหล้าเยอะมาก คือ พอเรากืนไม่ได้ แต่เราอ๊วก มันอ๊วกจนไม่มีอะไรออกมา ยกเว้นพวกน้ำเขียว ๆ เหลือง ๆ ไม่แน่ใจเรียกน้ำดีมั้ย แต่ที่แน่ใจคือมันโครตทรมานเลย หนังชีวิตเริ่มมาละทีนี้ กินไม่ได้ นอนไม่ได้ อ๊วกอย่างเดียว หลับ ๆ อยู่ต้องลุกมาอ๊วก ได้กลิ่นอาหารก็อ๊วก ยิ่งช่วงหลัง ๆ ได้ยินเสียงรถเข็นข้าวก็หลอนแล้วอะ อ๊วกตลอดเวลา หัวทิ่มถังอ๊วก
หมอให้ยาลดอ๊วกทุกอย่าง แต่เอาไม่อยู่ สภาพจิตใจเริ่มไม่ค่อยดี เริ่มหงุดหงิดเพราะไม่ได้นอน คนรอบข้าง ทั้งครอบครัว ทั้งแฟน ที่คอยอบู่ข้าง ๆ ก็ต้องเหนื่อย คอยให้กำลังใจ คอยบอกให้อดทน ผ่านไปให้ได้ สำหรับเราตอนนั้นนี่แย่มาก ทำอะไรไม่ได้ เล่นโทรศัพท์ก็มึนหัว เป็นไอ้ตัวอ๊วกอย่างเดียวเลยแหละ
คืดในใจกุต้องเจอแบบนี้อีก 3 รอบเลยหรอวะ ตอนกลางคืน นอนคนเดียว ( ช่วงแรกไม่ได้ห้องพิเศษ ญาติไม่สามารถอยู่เกิน 2 ทุ่ม ) นอนไม่หลับ เวลาผ่านไปช้ามาก ๆ อ๊วกต่อเนื่อง จนถึงประมาณ ตี 5 พยาบาลก็จะเอากาละมังใส่น้ำมาให้เช็ดตัว พร้อมชุดเปลี่ยน ทุกกิจกรรมอยู่บนเตียงหมด ช่วงเช้า ๆ จะมีนั่งสมาธิ ออกกำลังกายเล็กน้อย กิจกรรมล้างมือ โดยมีพยาบาลเป็นคนนำ ก็ถ้าไม่ติดว่าต้องอ๊วก ก็อยากจะทำตามนะ -.- บางวันก็จะมีกิจกรรมเล่นเกมบิงโกบ้าง ของรางวัลเป็นพวกแป้ง กระดาษชิดชู่ ต่าง ๆ ก็ดีนะ สร้างรอยยิ้มดี ทุกอย่างดำเนินต่อไปจนถึงวันกลับบ้าน โดยสภาพเหมือนซอมบี้

กลับบ้านครั้งแรก ::
      สภาพร่างกายและจิตใจไม่โอเค แต่ความรู้สึกดีกว่าที่ รพ เยอะะะะ กลับมาเราก็ใช่ว่าจะหายอ๊วกนะ อ๊วกต่ออีกประมาณ 3-4 วัน และก็ยังกินอะไรไม่ได้เหมือนเดิม กินน้ำเปล่ายังอ๊วกเลย ถ้าหิวน้ำต้องอมน้ำแข็งไว้ และค่อย ๆ ให้มันละลายเข้าปาก หนังชีวิตสัส ๆ หิวทุกอย่าง แต่กินอะไรไม่ได้เลย น้ำหนักหายไป 10 กิโล ภายในอาทิตย์เดียว ผมเริ่มร่วง ประมาณวันที่ 2 หลังจากกลับมาบ้าน ตอนแรกก็ยังทำใจโกนไม่ได้นะ ก็ปล่อยมันร่วงเป็นหย่อม ๆ ไป แต่สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ ไปร้านเพื่อโกนออก ช่างตัดผมตอนเห็นสภาพผมเรา ตกใจมาก ถามเบา ๆ ไปแพ้อะไรมา อ่อ แพ้ยาคีโมครับ 55 โดยที่ระหว่างเรากลับมาบ้าน เราจำเป็นต้องไปฉีดยาเพิ่มเกล็ดเลือดที่ รพ ประมาณ 3-5 วันติดต่อกันทุกวัน เราจำเป็นต้องฉีดเพราะ ระหว่างที่เรารับเคมีบำบัด เม็ดเลือดขาวเราจะต่ำมาก ภูมิต้านทานเราจะน้อย เสี่ยงต่อการติดเชื้อต่าง ๆ หลังจากนั้นเราก็พักรักษาตัวนอนอยู่บ้าน สภาพเหมือนซอมบี้ และที่สำคัญคือตกใจง่าย อันนี้ตลกมาก เราคุยไม่ค่อยรุ่เรื่องเนื่องจากไม่ได้นอนหลายวันติด ได้ยินเสียงอะไรนิดหน่อยก็จะตกใจ ไม่รู้คนอื่นเป็นไหม หูเราดีมากเลยอะ ได้ยินอะไรก็ตกใจ ผ่านไปประมาณ 3-4 วันเราถึงจะค่อย ๆ กลับมาปกติ กินได้นอนได้ ช่วงที่กลับมากินได้นี่คือเหมือนขึ้นสวรรค์เลย เราจำเป็นต้องกินไปเยอะ ๆ ด้วยนะ เพื่อตุนไว้ใช้ในรอบต่อไป

หลังจากนั้นก็วนลูปวงจรนี้ไปอีก 3 รอบ คีโม พัก คีโม พัก คีโม พัก มีอาการท้อ เหนื่อย ไม่อยากทำต่อแล้ว ตอนนั้นสภาพโครตแย่ ทั้งน่างกายและจิตใจ ไม่อยากอยู่ต่อแล้วก็มี ร้องไห้ตอนอยู่บนรถตอนจะไปทำคีโมก็มี เรียกได้ว่ากว่าจะผ่านช่วงนั้นได้ยากมาก ร่างกายเรายิ่งโทรม อ๊วกมากขึ้น เจ็บคอ อดนอน กำลังใจจากคนรอบข้างสำคัญมาก ๆ และที่สำคัญคือเราต้องสร้างกำลังใจให้ตัวเอง ตั้งเป้าหมายไว้ ถ้าเราหายเราจะไปนี่นะ ไปนั่นนะ ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่เราอยากทำนะ คุยกับตัวเองไปเรื่อย ๆ วินาทีนั้นปัญหาอื่นในชีวิตถือเป็นเรื่องเล็กมาก แค่จะมีชีวิตวันต่อวันโดยไม่ท้อนี่สำคัญกว่าเยอะ พรุ่งนี้เราจะได้อยู่ต่อมั้ย ทำไมยิ่งรักษายิ่งแย่ เหนื่อย บลาๆ ทั้งครอบครัว ทั้งแฟน เพื่อนฝูง คนรอบข้างส่งกำลังใจมา เหมือนเป็นพาวเวอร์แบงค์ให้เราผ่านช่วงนั้นมาได้

ฟ้าหลังฝน ::
    หลังจากพายุผ่านไปแล้ว ทุกวันนี้เรารักตัวเองมาก ออกกำลังกาย จากคนไม่เคยออกกำลังกายเลย เราหันมาเริ่มวิ่ง ช่วงแรกยากมาก ร่างกายเราชาไปหมด ขาเราชา เส้นประสาทถูกทำลาย ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ค่อย ๆ เริ่มจากการเดินช้า ๆ อยู่หลายวัน กว่าจะเริ่มวิ่งได้ ทุกวันนี้เราลง มินิมาราธอนได้แล้ว ดีใจมาก ตอนที่รักษาตัว นี่เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ตั้งใจ ถ้าหายนะ กุจะวิ่งมาราธอนเลย 555 เรากลับมาทำงาน เราหยุดไปประมาณครึ่งปี ก็ถือว่ายังโชคดีที่เค้ายังไม่ไล่เราออก ตอนนี้ เราต้องไปหาหมอ อยู่ตลอด เดือนละครั้งบ้าง สองเดือนครั้งบ้าง และก็มีอะไรอีกหลายอย่างที่อยากจะทำ ที่มาเขียนในวันนี้ ก็หวังว่าจะเกิดประโยชน์กับคนที่กำลังเจออะไรแบบเดียวกัน ในวันที่คุณรู้สึกแย่ ก็ขอให้ท่องไว้ฟ้าหลังฝนต้องสวยกว่านี้ คนที่ยังใช้ชีวิตประมาทคุณท่องไว้ว่าชีวิตไม่ได้เริ่มต้นใหม่ได้เสมอ โรคร้ายบางครั้งก็มาหาคุณ ทั้ง ๆ ที่คุณไม่ได้เรียกมันเข้ามา สิ่งที่คุณทำได้คือทำใจยอมรับ และต่อสู้กับมัน อย่าคิดว่าเราใช้ชีวิตไม่ประมาท ออกกำลังกาย กินแต่ของดี แล้วเราจะปลอดภัย ใช้ชีวิตในแต่ละวันให้คุ้มค่า แบ่งเวลาให้กับตัวเราเองและคนรอบข้าง พรุ่งนี้ของคนเราไม่ได้มีกันทุกคน

   สุดท้ายนี้ ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ เราเขียนในโทรศัพท์ ผิดบ้างถูกบ้าง
ขอบคุณครอบครัว ขอบคุณแฟน ขอบคุณคนรอบข้าง เพื่อน ๆ ทุกคน สำหรับทุกอย่าง ๆ
ขอบคุณคุณหมอและพยาบาลทุกคน
และที่สำคัญ ขอบคุณร่างกาย ขอบคุณที่ยังหายใจไปด้วยกัน : )

ขอบคุณครับ
ผู้ป่วยมะเร็ง ตึกรังสี ก ชั้น 4 โรงพยาบาลราชวิถี
ความคิดเห็นที่ 2
ขอบคุณสำหรับการแขร์ประสบการณ์นะคะ คุณสู้มากๆเลย
ตอนนี้พี่สาวป่วยมะเร็งรังไข่ ระยะ 4 นั่งอ่านเรื่องของคุณให้แกฟัง
เสริมสร้างกำลังใจกันและกัน ^^
กลับมาแข็งแรงไวๆนะคะ
ความคิดเห็นที่ 3
เล่ากรณีของคนที่รู้จัก เพศชาย อายุ 25 ปี คือเริ่มต้นด้วยอาการ อยู่ดีดี ก็ปวดท้อง ไม่ทราบสาเหตุ จึงเข้า รพ. เพื่อไปตรวจรักษา
และเข้ารักษาป่วยรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล แอดมิท  ตั้งแต่วันที่ สิ้น พย.2559 ที่ผ่านมา
ด้วยอาการผิดปกติในช่องท้อง แพทย์ได้ตรวจพบเนื้องอก  เลยตัดไปตรวจ ทำให้ทราบว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ในระยะ 4 ซึ่งแพทย์ก็ได้พยายามรักษามาโดยตลอดมา โดยพักรักษาที่ รพ.ได้ประมาณ 2 สัปดาห์  แม้ว่าคนไข้จะได้รับกำลังใจดีจากญาติและคนรอบตัวจนมีกำลังใจตลอดมา    แต่สุดท้ายที่สุด เนื่องจากมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นขั้นสุดท้าย และได้รับภาวะแทรกซ้อน และเขาก็จากไปด้วยอาการสงบ 15 ธค. 59 ที่ผ่านมา โดยมิได้เจ็บ ทรมานอย่างไร แต่ก็ยากที่จะทำใจมาก

อีกราย เพศชาย อายุ 55 ปี เข้า รพ. ตั้งแต่ กค. 59 ด้วยอาการ แน่นหน้าอก เลยไปเอกซเรย์ เจอก้อนเนื้อมะเร็งที่ปอด เลยจำเป็นต้องตัดเฉือนปอดออก 1 ใน 3 พักที่ รพ.ประมาณ 1 เดือน  ปัจจุบัน มีชีวิตอยู่ กลับมาพักผ่อนที่บ้าน  แต่ตอนนี้ก็ผอมซูบไปเยอะ
ความคิดเห็นที่ 4
พี่สะใภ้ผมก้เพิ่งจากไปด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองครับแรกมีบวมใต้คางซอกขาซอกรักแร้  หมอบอกว่าเป็นเธอยังสู้ให้คีโมสี่ครั้ง และผลตอบรับก้ดีเธอก็ว่าจะหายเป้นจากตค.ปีผ่านมามาเสีรยชีวิตเดือนกย.ผ่านมาครับ ใจคนน่ะสู้แต่โรคมันเกินเยียวยาไงครับ
ความคิดเห็นที่ 5
รักษาจนหาย อยู่กันเป็นสิบๆปี
คนไม่เป็นมะเร็ง โดนรถชนตายก่อนมีเยอะไปค่ะ

อีกรายเป็นมะเร็งปอดมา 10 ปี ตอนนี้อ้วนมาก

อีกบ้านมีลูก 7 คน เป็นมะเร็ง 4 คน ก็ดูเป็น Happy Family ดีนะคะ

สุขอยู่ที่ใจ เกิดมาต้องตายทุกคนค่ะ
อยู่บนโลก อย่าแบกโลกไว้นะ
ความคิดเห็นที่ 6
ปรกติคนจะไม่ค่อยไปตรวจสุขภาพกัน
หากเป็นมะเร็งในระยะแรกๆ ก็จะไม่มีอาการผิดปรกติอะไรมาก ก็จะคิดเอาว่าเจ็บไข้ได้ป่วยธรรมดา
หลายคนกว่าจะรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งก็เข้าระยะสุดท้ายแล้ว เช่น คนรู้จักของจขกท.
มะเร็งก็ทำลายอวัยวะนั้นไปเยอะแล้ว ทำให้ระบบการทำงานของอวัยวะล้มเหลว อาการก็ทรุดเร็ว
เหมือนที่คห.1 บอกค่ะ ถึงใจจะสู้ ก็เกินเยียวยาแล้ว
ความคิดเห็นที่ 7
ผมเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 4 บางส่วนลุกลามไปที่ตับ ขั้นแรกหมอผ่าตัดให้ถ่ายทางหน้าท้องมีถุงห้อยอยู่ เพื่อบรรเทาอาการถ่ายลำบากจากมะเร็งที่อุดตันลำไส้
จากนั้นหมอให้คีโมกำหนด 6 ครั้ง พอให้ได้ 4  ครั้งทำ ct scan ปรากฏว่ามะเร็งยุบลงไปพอสมควร หมอจึงผ่าตัดเอามะเร็งออกพร้อมกับย้ายลำไส้มาถ่ายทางก้นตามปกติ และให้คีโมอีกสองครั้ง
ผมกำลังใจดีมาตลอด สวดมนต์ทุกวัน ตอนนี้ให้คีโมครบแล้ว
ขอเป็นกำลังใจให้ผู้เป็นมะเร็งทุกท่านครับ ผมเกือบปกติดีแล้ว
ความคิดเห็นที่ 8
สวัสดีค่ะ หนูมีเรื่องเกี่ยวกับตัวเองจะมาเล่าให้ทุกฟัง เพื่อว่าฟังแล้วจะทำให้คนที่กำลังท้อทอยในชีวิตมีกำลังใจมากขึ้น ยิ้ม หนูเป็นน้องคนสุดท้องค่ะเป็นผู้หญิงคนเดียวในบ้านมีพี่ชายทั้งหมดสามคน อายุห่างกันคนล่ะ 5 ปี หนูมีแต่แม่ไม่มีพ่อ แม่หนูเลี้ยงลูกสี่คนมาด้วยตัวคนเดียวเสอม ตั้งแต่หนูยำความได้ แต่ยังดีที่มีญาติฝ่ายแม่ที่ดี พี่ชายคนที่สองของหนูจบปริญญาตรี เลยทำงานหาเงินส่งมาฝห้แม่ใช่ทุกๆ เดือน แต่แม่หนูก็ไม่ชอบอยูเฉยๆ จริงทำอาชีพค่าขายกับข้าว

     ตอนที่หนูอายุ 16 ปี หนูกำลังเรียนอยู ปวช. ปี2  แล้วตอนนั้นแม่หนูก็เดินทางไปเยี่ยมน้าที่จังหวัดระยอง หนูก็ไปเรียนตามปกติ แต่อยู่ๆ วันหนึ่งหนูก็ปวดขามาก จนนอนไม่หลับ แต่พอเช้ามาหนูก็ต้องไปโรงเรียน พอไปเรียนหนูเดินแทบจะไม่ไหว ด้วยความเป็นห่วงของเพื่อน เพื่อนเลยบังคับพาไปหาหมอ เพื่อนหนูคนนี้เป็นเพื่อนคนที่หนูรักมากที่สุดอยู่กับหนูทุกครั้งเวลาที่หนูมีปัญหา

     พอไปถึงโรงพยาบาล ก้พบหมออายุระกรรม ตามปกติพอได้เค้าตรวจ หมออายุรกรรมส่งต่อไปที่หมอกระดูก ตอนนั้นหนูก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ก็รู้สึกแปลกๆ อยูว่าทำไมต่องส่งตัวต่อ พอเข้าห้องตรวจตอนแรกหนูเข้าไปคนเดียว พอหมอดูฟลิมเอ๊กซเรย์ หมอถามว่ามากับใคร ให้ไปตามเข้ามาหนูบอกว่ามากับเพื่อน ค่ะ หมอถามว่าแม่ไปไหน หนูเลยตอบไปว่าแม่อยู่ที่ต่างจังหวัด หมอเลยให้โทรศัพหาแม่ ความรู้สึกในตอนนั้นหนูคิดว่ามันต้องมีอะไรไม่ธรรมาดาแล้ว พอเพื่อนหนูเข้ามา คุณหมอบอกว่าหนูเป็นเนื้องอกที่กระดูก แต่ยังยังบอกไม่ได้ว่าชนิดไหน เนื้อดีหรือเนื้อร้าย ตอนนั้นหนูตดใจมากค่ะ เพราะคนในครอบครัวหนูไม่เตยมีใครเป็น หนูสับสนไปหมดหนูไม่รู้จะทำไงดี

     หมอบอกว่าต้องส่งตัวต่อไปโรงพยาบาลประจำจังหวัด พอเสร็จจากหมอเรียบร้อย หนูก็เดินออกมาจากห้อง มายืนร้องไห้อยู่หน้าโรงพยบาล ความรู้สึกตอนนั้นมันทั้งกลัวทั้งตกใจ ระหว่างทางกลับบ้านหนูก็ได้โทรไปบอกญาติทุกคนของหนูให้ทราบ แล้ววันต่อมาก็เดินทางไปโรงพยาบาบประจำจังหวัด หมอนัดทำนู้นนี้นั้น แล้วนัดให้มาฟังผลอีกหนึ่งอาทิตย์ พอดีแม่หนูก็กลับมา ตอนนั้นหนูคิดไว้แล้วว่าอะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด พอเค้าห้องตรวจ หมอดูผลแล้วบอกว่า

     หนูเป็นมะเร็งแต่ยังบอกไม่ได้ว่าระยะที่เท่าไหร่ ตอนนั้นหนูหันไปมองที่หน้าของแม่หนู แม่หนูยืนทำหน้าซีดน้ำตาคลอเบ้า หนูเลยคิดว่าหนูจะไม่มีทางร้องไห้เด็ดขาด หมอบอกว่าต้องส่งตัวต่อไปรักษาที่โรรพยาบาลกรุงเทพ แล้วไปเจาะชิ้นเนื้อที่นั้น หนูตกลงทันที่ พอเสร็จเรียบร้อย หนูและแม่ก็แยกทางกัน

     หนูเดินทางไปสะสางเรื่องที่โรงเรียนเพราะหนูต้องเดินทางคืนนั้นทันที หนูมารู้ที่หลังว่าระหว่างทางที่แม่กลับบ้านแม่ร้องไห้ตลอดทั้งทาง เศร้า พอเดินทางไปที่กรุงเทพเจาะชิ้นเนื้องไปตรวจ พอว่าหนูเป็นมะเร็งระยะที่สา แนวทางการรักษาก็คือ

    ทำคีโม 3 ครั้ง แล้วผ่าตัด แล้วค่อยทำคีโมอีกสามครั้ง ค๊ดมเข็มแรก หนูเหมือนตกนรกทั้งเป็นมันทรมารทุรนทุราย แต่ผลมันกับออกมาไม่ดีก่อนเนื้อโตขึ้น จึงต้องรีบเข้ารับการผ่าตัดด่วน  พอผ่าตัดเสร็จออกมาวันแรกหนูปวดมาก คุณพยาบาลเลยให้ไปนอนที่ห้องสังเกตการ เช้าวันรุ่งขึ้นหนูปวกมากเหมือนมีอะไรอยู่ที่เท้าหนูมอร์ฟีนเองก็ช่วยอะไรไม่ได้ หนูเลยบอกหมอที่มาเยี่ยมถึงอาการที่หนูเป็น

     อ๋อลืมบอกไป หมอที่ส่งตัวหนูว่า ก็ตามมาผ่าตัดหนูที่พระมงกุฎ เสร็จแล้วก็เดินทางกลับไป พอหนูบอกหมอที่มาเยี่ยมหมอก้็เลยให้ไปเอ๊กซเรย์ แล้วประมาณ ทุ่มกว่า ก็มีหมอมาบอกหนูว่าพรุ่งนี้ต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกเพราะน็อตที่ใส่ไปมันมีปัญหา หนูเลยต้องเป็นคนที่ผ่าตัดวันเว้นวัน 555.

     ลืมบอกไปว่าหนูไม่มีคนเฝ้าน่ะค่ะ เพราะนอนห้องสามัญมัญ อยากประหยัดค่าใช่จ่ายช่วยแม่ แต่แม่หนูก็อยู่กับหนูตลอดในช่วงกลางวัน หลังจากที่หนูผ่าตัดเสร็จหมอบอกว่าเท้าหนูจะตก แล้วเดินไม่เหมือนคนปกติ แต่หนูก็ไม่ได้อะไร ขอแค่รอดปลอดภัยก็พอหมอบอกว่าถ้าทำค๊โมเสร็จค่อยมาแก้ไขกันอีกที

     หนูก็ทำคีโมอีก 5 ครอส ที่เหลือแล้วก็รับการผ่าตัดแก้ไขเรื่องเท้า อาการก็ดีขึ้นเรื่อยๆ เลยตัดสินใจจะกลับไปเรียน หนูก็เลยอยากใช้เวลาที่เหลือก่อนที่จะไปเรียน ไปทำงาน หนูทำงานได้สองอาทิต ปรากฎว่าหนูเริ่มปวดขาอีก เลยไปพอหมอ หมอบอกว่าโรคที่หนูเป็นมันกลับมาเป็นว่าแต่ครั้งนี้ค่อนข้างร้ายแรงเพาะเป็นครั้งนี้มันเป็นระยะสุดท้าย แล้วต้องตัดขาข้างที่เป็นทิ้งไป

      หนูก็ทำใจได้น่ะค่ะ แต่คนรอบตัวหนู เค้าทำใจย้อมรับมันไม่ได้เลยตัดสินใจหนีการรักษาไปรักาาแพทย์ทางเลือก ด้วยการกินยาสมุนไพรแล้วก็ประคบ อาการของหนูหนักขึ้นๆ เรื่อยๆ กินไม่ได้นอนไม่หลับ จะกลับบ้านตัวเองยังไม่ได้ ต้องอยู่บ้านน้าที่ต่างจังหัวเพราะ ไปรักษาแพทย์ทางเลือกแล้วกลับไม่ไหว

     หนูเจ็บหนูปวด หนูท้อมากค่ะ หนูนั้งไม่ได้เดินไม่ได้ แม่ต้องอาบน้ำให้ป้อนข้าว ค่อยประคองขาที่บวม ตำยายาพอก หนูสงสรแม่มากค่ะ ไม่รู้จะบรรยายเป็นคำพูดยังไงหนูแสดงออกไม่ค่อยเก่ง ทุกครั้งที่เห็นคนรอบข้างตำหนิแม่ว่าตามใจหนูมากเกินไปจนหนูต้องกลับมาเป็นซ้ำ หนูร้องไห้จนไม่รู้จะร้องไห้ยังไง หนูอยากเห็นแม่สบายอยากเห็นแม่มีความสุข เหมือนแม่คนอื่นๆ จนมาวันหนึ่งหนูพูดกับแม่ทั้งน้ำตาว่าหนูขอตัดขาเถอะ จะให้หนูทำอะไรหนูก็ยอม

     วันนั้นนั้นเองขาที่บวมจนเน่าได้แตกออกมาจนเกิดอาการช็อค เพราะเลือดออกจำนวนมาก เลยต้องไปโรงพยาบาลใกล้บ้านด่วน ระหว่างทางที่อยู่บนรถ หนุแทบจะหมดสติแล้ว ตอนนั้นมันหนาวมาก จนหนูอยากจะหลับไป หนูได้ยินแค่เสียงแม่และภาพแม่ร้องไห้อยู่หน้าหนูลางๆ แม่กอดหนุไว้ ความคิดหนูตอนนั้นคือไม่ว่าจะอะไรยังไงหนูจะต้องรอด จากจุดๆ นี้ให้ได้ หนูยังไม่ได้ทนแทนบุญคุณของแม่เลย หนูสวดมนต์ แม่กำมือหนูเน้นมากแต่ตอนนั้นหนูไม่มีแรงแม้แต่จะพูด

    พอถึงโรงพยาบาล เค้าได้ห้ามเลือดแล้ว ให้เลือดด่วนแต่เลือดมันก็ยังไหนไม่หยุด หนูเลย ตัดสินใจโทรหาหมิที่เป็นคนดูแลหนูตั้งแต่แรก คือหอที่ส่งตัวหนูมาพอดีตอนนั้นหมอหมอเรียนต่อที่พระมงกุฎพอดี หนูได้บอกหมอว่า หนูตัดสินใจที่จะตัดขาแล้วสามเดือนที่หนูหายไปไม่มีอะไรดีขึ้นเลย หมอเลยรีบเคลีบเตียงและห้องผ่าให้แล้วหนูก็ได้เดินทางไปที่ พระมงกุฎได้เจอกับหมอ แล้วได้เข้ารับการผ่าตัด

    หนูรู้สึกขอบคุณท่านมาก ที่คอยช่วยเหลือหนูทุกอย่าง ตอนที่อยู่ในห้องผ่าตัดท่านก็เอามือมาลูบหัวหนูแล้วพูดปลอบใจหนู ท่านเป็นคนที่มีพระคุณต่อหนูมาก เป็นหมอที่ดีที่สุดของหนู หนูไม่รู้จะขอบคุณและตอบแทนความดีของท่านยังไง

    ท่าน ชื่อ นพ. ปิยะวัฒน์ จิรัปปภา ค่ะ พ่อหนูตัดขาเสร็จมันเหมือนทุกอย่างโล่งมากความเจ็บปวดที่มีมันหายไป แต่ก็ยังหนี้ไม่พ้นอยู่ดี เพราะตรวจพบว่าเชื้อมะเร็งแพร่กระจายไปที่ปอด หลายจุด แล้วไม่สมารถผ่าตัดได้ แต่สามารถให้คีโมได้แต่ให้ไปแล้วอาจจะหายหรือเป็นหนักกว่าเดิม หมอบอกว่าตามหลักคนเป็นระยะนี้จะดู อยู่ได้อีกสามเดิอน

    หนูตัดสินใจไม่ให้คีโมค่ะ หนูพยามกินยาทุกอย่างที่แม่ให้กิน แล้วก็ทำทุกอย่างที่หนูอยากทำหนู ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งหนูไม่เคยคิดว่าหนูพิการ ท้อบ้างแต่ไม่เคยถอย หนูสู้สุดใจเพื่อให้ได้อยู่กับแม่ และครอบครัวและคนที่หนูรักให้ได้นานที่สุด ถ้าเกิดอะไรขึ้นหนูจะไม่เสียใจเพราะหนูทำทุกอย่างเต็มที่ที่สุดแล้ว หนูสันยากับตัวเองว่าจะร้องไห้ตอนตัดขาครั้งสุดท้ายแล้วจะไม่ร้องไห้กับมันอีก เพราะ น้ำตาเป็นสิ่งที่ทำให้แม่หนูลำบากใจมากท แล้วน้าหนู ที่ค่อยสงเสียก็ประสบอุบัติเหตุ จน สมองไม่ดี เลิกทำงานไปหนูอยากขอบคุณญาติพี่น้องทุกคนในครอบครัว ขอบคุณคุณหมอ ขอบคุณแฟนหนู ขอบคุณเพื่อนๆ แล้วที่ขาดไม่ได้เลยก็คือแม่ ที่ทำให้หนู รู้ว่าหนูต้อง อยู่แล้วสู้ไปเพื่อใคร ขอบคุณจริงๆ ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 9
พี่ก็เป็นมะเร็งเต้านม ระยะที่ 4 เหมือนกันค่ะ  เชื้อแพร่กระจายไปที่ ต่อมน้ำเหลือง กระดูก และ ปอด แล้ว   ตอนนี้ กำลังรักษา โดย รับ ยาคีโมอยู่ค่ะ  และ รักษาที่ รพ พระมงกุฏ เหมือนกัน  อยากให้สู้นะค่ะ  พี่เองไม่ยอมแพ้  ทำทุกวิธี ที่จะผ่านจุดนี้ ไปให้ได้  ขอให้น้องสู้ เหมือนกัน  กำลังใจ สำคัญที่สุด  ดูแล เรื่อง อาหาร ด้วยนะค่ะ งด เนื้อสัตว์ และ น้ำตาล ไปเลยค่ะ   หมั่น สวดมนต์ นั่งสมาธิ ทำจิตใจให้สงบ

อยากเป็นกำลังใจ ให้น้อง นะค่ะ  อย่าท้อแท้ ถ้าน้องยังมีแรง สู้ ก็ขอให้สู้ให้ถึงที่สุดก่อน ผลเป็นอย่างไร ค่อยว่ากันอีกที

เราต้องสู้ไปด้วยกันนะค่ะ
ความคิดเห็นที่ 10
สู้ๆนะคะ หายดีหรือยังคะเจ้าของกระทู้ นาทีนี้กำลังใจสำคัญที่สุด ขอฝากกำลังใจมาให้ด้วยค่ะ
ลองทานยาสมุนไพรเป็นอีกหนึ่งทางเลือกนะคะ M HERBS เป็นของหมอแสงค่ะ ที่ชอบแจกยาสมุนไพรฟรี
น่าจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายค่ะ
ความคิดเห็นที่ 11
เมื่อวานนี้แนะนำให้ทำสมาธิไปแล้ว
น้องบอกว่าน้องสวดมนต์ ซึ่งก็ดี เป็นการปฏิบัติธรรมแบบหนึ่ง ใช้ได้เหมือนกัน

ในเมื่อเข้าเนตได้ แนะนำให้น้องเข้ายูทู้ปฟังมนต์และฟังธรรมะจากในนั้น เช่นธรรมะหลวงพ่อชา โหลดมาเปิดวนไปวนมาได้ก็ดี
ให้นั่งหรือนอนนิ่ง หลับตา สงบใจฟังธรรมที่มีที่มาจากพระพุทธเจ้า

ธรรมะนี้ จะทำให้น้องนิ่ง สงบ จนเกิดความสุขในรสพระธรรมได้ในที่สุด
ความคิดเห็นที่ 12
เคยได้ยินคนปฎิธรรมแล้วรอดจากมะเร็งมั้ย  ลองหาอ่านดู ถ้าคิดว่า ไม่มีทางเลือก หรือจะสู้สุดชีวิต ไม่อยากเป็นภาระใคร

พี่จะเป็นมะเร็งในอนาคต ตอนนี้พี่ต้องดูแลตัวเองสุดๆ หมอตรวจเจอะ เชื้อ HPV เมื่อ 7 ปีก่อน
ตอนนี้พี่ลดเนื้อสัตว์ไป 2 ปีแล้ว (แบบเด็ดขาด) แล้วก็ปฎิบ้ติภาวนาช่วยอีกทาง
ความคิดเห็นที่ 13
วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของมะเร็งชนิด ต่างๆ

อาการของ การเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย

1. มะเร็งปากมดลูก อาการมีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติ
ของคุณอาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น
การตรวจโดยขูดเนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ ได้
2. มะเร็งในมดลูก อาการมีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่า
มีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อง
3. มะเร็งรังไข่ อาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศ
สัมพันธ์ > มีปัญหา เกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง
4. มะเร็งในเม็ดเลือด (ลูคีเมีย) อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติมักเกิด
อาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุและมักจะเกิด
ร่วมกับอาการปวดตามข้อต่างๆ ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อน
บวมที่ด้านซ้ายของช่องท้อง
5. มะเร็ง ปอด อาการมักมีอาการไอบ่อยๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำหนัก
ลดอย่าง ฮวบฮาบ เจ็บ หน้าอกและหายใจลำบากหรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้งๆ ที่ไม่
เคยเป็นมาก่อน
6. มะเร็ง ตับ อาการปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและ
เหลืองจัดจนเห็นได้ชัด
7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการมีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ
8. มะเร็ง สมอง อาการปวดศีรษะนานๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่นอาเจียนหรือการผิด
ปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียวๆ แดงๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลีย
ไม่มีแรง หรือ การเป็นลมโดยกะทันหันอวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงาน เช่นมีอาการ
ชาและเป็นอัมพาตชั่วคราว ควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มี
อาการเหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย
9. มะเร็งในช่องปาก อาการมีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือที่ลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปาก
ที่ไม่ได้รับการรักษา หรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือกเนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้
ประจำหรือเป็นเวลานาน
10. มะเร็งในลำคอ อาการเสียงแหบพร่าไปทันที มีก้อนบวมในทันทีทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหาร
ได้ลำบาก หรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึกได้
11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วอาเจียนออกมาเป็นเลือด
ท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อย บ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่ง
จะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ
12. มะเร็งทรวงอก อาการมีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือ
ผิวเนื้อทรวงอกหนาขึ้นมีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิว
เกิดขึ้นที่เต้านมเป็นเวลานานควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อน
เนื้อบริเวณทรวงอกโดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของ
ฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียกว่า ซีสต์ ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการ
บวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไรกันแน่
13. มะเร็งลำไส้ อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วมีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบ
การย่อยผิดปกติ มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ
****ซึ่งมีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้วคือถ้าใช้กระดาษทิชชู
ซับแล้วเลือดมีสีแดงสดนั่นคืออาการของริดสีดวงทวารแต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่น คือ อาการ
ของโรคมะเร็งในลำไส้
14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการมีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ถ้าไม่ได้เกิดอาการติดเชื้อในบางส่วนของร่างกาย มะเร็งผิวหนัง อาการมีแผลหรือแผลเปื่อย
พุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานานตลอดจนไฝ หรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือ
รูปร่าง ขนาด นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่า
เมลาโนมา ( Melanoma )คือ เนื้องอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น กระจุด
ด่างหรือไฝ ถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ดทั่วร่างกายหรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติ
ถึงท่านผู้โชคดี ขอให้ท่านนำเรื่องนี้ไปบอกต่อเป็นวิทยาทาน ท่านจะโชคดีมีความสุข
ตลอดกาล ตำรานี้ใช้แก้โรคมะเร็งผู้เป็นมะเร็งจะหายโดยไม่คาดคิดสำหรับมะเร็งจะหายภาย
ใน 6 วัน ***ตำรานี้ห้ามซื้อขาย หรือคิดเป็นเงินค่ารักษา
และขออย่าได้เก็บไว้ เป็นส่วนตัวโดยเด็ดขาด

หากท่านผู้อื่นรับทราบ ด้วยใจศรัทธาและกุศลจิตของท่าน
ความคิดเห็นที่ 14
ผมจะมาเล่าเรื่องของคุณแม่ของผมที่เพิ่งจะเสียไปเมื่อไม่กี่วันก่อนนะครับ

เรื่องเกิดขึ้นเมื่อราวๆ2เดือนก่อน(เดือนตุลาคม2559) คุณแม่ของผมยังแข็งแรงดีทุกประการ ยังไปเที่ยวที่ที่อยากไป กินอะไรที่อยากกินได้ตามปรกติเหมือนคนทั่วไป
อยู่มาวันหนึ่งต้นเดือนตุลาคม2559 ที่สถานอนามัยแถวบ้านผมได้มีการตรวจร่างกายฟรี แม่ผมซึ่งไปออกกำลังกายที่นั่นพอดีก็เลยเข้าไปตรวจ(เพราะว่าฟรี) ผลเอ็กซเรย์ออกมา หมอบอกว่า ที่ปอดของแม่ มีจุดดำๆเล็กๆอยู่1จุด ซึ่งหมอก็ไม่ทราบว่ามันคืออะไร หมอจึงแนะนำให้ไปตรวจที่โรงพยาบาล แม่ผมจึงไปตรวจที่โรงพยาบาลศิริราช(แม่ผมมีบัตรทอง สามารถใช้สิทธิ์30บาทที่ศิริราชได้) ผลการตรวจหมอที่ศิริราชบอกว่าไม่เป็นอะไร กลับบ้านได้ แม่ผมก็กลับบ้านมาใช้ชิวิตปรกติ ตื่นมาพาหลาน(ลูกสาวผม)ไปตลาด แล้วก็ออกไปเที่ยว ไปหาเพื่อน ไปหาคุณตาคุณยายผมตามปรกติ...

ผ่านไปประมาณ1อาทิตย์ คุณแม่ผมเริ่มรู้สึกปวดบริเวณไหปลาร้าข้างซ้ายเยื้องๆไปทางหัวไหล่ข้างซ้าย ทำให้อุ้มหลานไม่ได้ ณ ตอนนั้น ทั้งผมทั้งแม่และพี่สาวผมก็คิดว่าเป็นเพราะแม่อุ้มหลานมากไปเลยปวดไหล่ตามประสาคนแก่ แต่แล้วอาการปวดก็ต่อเนื่องนานไป4-5วันก็ไม่หาย และเริ่มมีก้อนเนื้อปูดขึ้นมาตรงบริเวณที่ปวด จึงไปให้หมอที่ศิริราชตรวจอีกประมาณ2-3ครั้ง ทุกครั้งก็จะเจอแต่หมอฝึกหัด ตรวจแล้วก็บอกให้กลับบ้านแล้วนัดให้มาใหม่อาทิตย์หน้าเพื่อมาดูอาการตามสไตล์โรงพยาบาลรัฐ เพราะคนไข้เขาเยอะ การที่จะไปตรวจอะไรใหญ่ๆ หรือต้องการพบอาจารย์หมอ ต้องนัดล่วงหน้าเป็นเดือนๆถึงจะได้พบ ผ่านไป1เดือน แม่ผมได้พบอาจารย์หมอที่เชี่ยวชาญด้านเนื้องอกและมะเร็ง(มั้ง...ผมก็ไม่รู้เขาเชี่ยวชาญด้านไหน) อาจารย์หมอท่านนี้ก็ยังไม่สามารถระบุได้แน่นอนว่าแม่ผมเป็นโรคอะไร ถ้าอยากรู้ต้องทำCT scan ซึ่งการทำCT scanต้องรอคิว เพราะเครื่องมีน้อย และมีคนไข้เยอะมาก. คิวแม่ผมคือเดือน ก.พ.2560... แม่จ้าววว!!! ต้องรอปีหน้ากันเลยทีเดียว!!??? ซึ่งตอนนั้นถ้าผมรอ ป่านนี้แม่ผมก็ยังไม่ได้scanเลย ซึ่งผมรอไม่ไหว เพราะแม่เริ่มปวดมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว ผมจึงพาแม่ไปที่โรงพยาบาลบางปะกอก9(เอกชน) ซึ่งแม่ผมได้ทำการCT scanทันที(แน่นอนสิ ค่าscan4หมื่นบาท) และแล้ว ข่าวร้ายที่สุดในชีวิตของผมก็ออกมาจากปากคุณหมอว่า แม่ผมเป็นมะเร็ง ซึ่งอยู่ในระยแพร่กระจายแล้ว(น่าจะระยะสุดท้าย) หมอก็ไม่รู้ว่าแม่ผมเป็นมะเร็งที่อวัยวะไหน เพราะมันลามไปทั่วแล้ว และกินปอดไปครึ่งหนึ่งแล้ว และไม่สามารถผ่าตัดออกไได้ เพราะใกล้หัวใจมาก. หมอบอกว่าแม่ผมเป็นเคสที่ตรวจหาเจอได้ยาก 10ปีจะมีคนเป็นแค่ไม่กี่คน ต่อให้เป็นหมอที่เชี่ยวชาญก็ตรวจไม่เจอถ้าไม่CT scan หมอบอกว่า ให้ผมทำใจเลย แม่ผมจะอยูาได้อีกไม่เกิน3-6เดือน

ณ ตอนนั้น ผมงงมาก เมื่อเดือนก่อนแม่ยังไม่เป็นอะไรเลย หมอที่ศิริราชก็บอกไม่เป็นอะไร แถมนัดให้ไปสแกนปีหน้าโน่น...ทุกอย่างมันช่างเร็วเหลือเกิน ไม่ทันให้ผมกับแม่ได้ตั้งตัวเลย. ผมไม่ได้บอกเรื่องแม่เป็นมะเร็งให้แม่รู้ หมอก็บอกแม่แค่ว่าแม่เป็นเนื้องอก เพื่อไม่ให้แม่ต้องกลุ้มใจและทรุดหนักไปมากกว่านี้ หลังจากกลับมาบ้านได้1-2วัน แม่ผมก็ล้มทันที ขาทั้ง2ข้างไม่มีแรงไม่สามารถขยับได้เพราะก้อนมะเร็งไปกดทับเส้นประสาท ผมเรียกรถพยาบาลให้มารับตัวแม่ไปที่ศิริราชหมอก็พ่นน้ำลายเน่าๆออกมา บอกให้ผมนำแม่กลับบ้าน เพราะไม่มีเตียง(เขารับแอดมิทเฉพาะเคสที่รักษาได้ แม่ผมซึ่งไม่มีทางรักษาแล้วเขาเลยไม่รับแอดมิท) ผมซึ่งอับจนหนทาง ก็ได้ให้หมอที่ศิริราชส่งตัวแม่ผมไปที่ศูนย์มะเร็งที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เขารับแอดมิททันที เพราะแม่ผมไม่สามารถลุกนั่งหรือเดินได้แล้ว แต่หมอที่นั่นก็บอกเหมือนที่โรงพยาบาลบางปะกอก9 ว่าเคสแม่ผมรักษาไม่ทันแล้ว ทำให้ได้แค่ฉายแสงตรงที่มันเป็นก้อนเพื่อลดความเจ็บปวด ที่โรงบาลแนะนำให้ผมไปติดต่อศิริราชให้ทางศิริราชทำเรื่องส่งสิทธิ์30บาทให้โรงบาลจุฬาภรณ์เพื่อที่จะได้ลดค่าใช้จ่าย ทางศิริราชก็ได้พ่นน้ำลายเน่าๆออกมาอีกครั้งว่า เขาไม่สามารถทำเรื่องส่งไปที่โรงพยาบาลที่เล็กกว่าได้ เพราะที่ศิริราชก็รักษาได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องส่งไป(กั๊กคนไข้นั่นเอง) ก็คุณเพิ่งจะไล่แม่ผมกลับบ้านไม่ยอมแอดมิทเพราะคุณบอกว่าเคสแม่ผมรักษาไม่ได้ไง!? ผ่านไป7วัน แม่ผมก็กลับมาพักฟื้นที่บ้าน

ถึงตรงนี้แม่ผมต้องใช้เครื่องผลิตออกซิเจนช่วยหายใจแล้ว เพราะปอดแม่โดนเซลมะเร็งกินจนเกือบหมดแล้ว ขยับได้แต่หัวกับแขน ทานข้าวแทบไม่ได้ แค่นอนเฉยๆก็เหนื่อยหอบเหมือนเพิ่งไปออกวิ่งมา ณ ตอนนั้น แม่ผมซึ่งยังเข้าใจว่าเขาเป็นแค่เนื้องอกก็คอยสงสัยและถามผมกับพี่สาวตลอด ว่าทำไมหมอไม่ผ่าตัดก้อนเนื้อออกให้ "ถ้าโรงบาลรัฐมันช้านัก ทำไมไม่พาแม่ไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลเอกชนล่ะ เสียดายเงินกันรึไง" คำพูดประโยคนี้ช่างเหมือนเอามีดมาจ้วงแทงที่หัวใจผมเหลือเกิน ผมอยากจะบอกแม่ออกไปเหลือเกิน ว่าผมทำไม่ได้ แต่ก็กลัวว่าถ้าแม่รู้ความจริง แม่ผมจะไม่ยอมกินข้าวกินยา(แม่ผมเป็นคนแบบนั้น)

และแล้วก็ถึงวันที่18ธ.ค.2559 วันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตผมก็มาถึง วันนั้นยังคงเป็นเหมือนทุกๆวัน แม่ผมก็นอนอยู่บนเตียง ผมก็ป้อนข้าวแม่ตามปรกติ วันนั้นลูกสาวผมงอแงผิดปรกติ ร้องไห้ทั้งวัน เหมือนลูกสาวผมจะรับรู้ลางร้ายอะไรสักอย่างที่กำลังจะเกิด ผมแปลกใจมากที่วันก่อนๆแม่จะบ่นปวด ขอยาแก้ปวดทุกๆ2ชม. ถึงเวลากินข้าวก็ไม่ค่อยอยากจะกิน กินก็กินได้น้อยมากๆ แต่ในวันนั้นแม่ไม่บ่นเลยสักคำ ไม่ขอยาแก้ปวดเลย และกินข้าวหมดจานทั้ง3มื้อ เมื่อป้อนข้าวเย็นเสร็จประมาณทุ่มกว่าๆ แม่ผมก็บอกว่าง่วง จะนอน ผมก็ขึ้นไปนอนชั้น3 แต่แฟนผมยังอยู่ข้างล่าง ล้างขวดนมลูกอยู่ ผ่านไปแค่5นาทีหลังจากที่แยกกับแม่ พี่สาวผมที่กลับมาจาก7-11ก็ได้เห็นว่าแม่แปลกไป แม่ไม่หายใจแรงเหมือนปกติ พอเข้าไปดูใกล้ๆก็ได้รู้ว่า แม่ไม่หายใจแล้ว แม่ได้จากผมไปตลอดกาลแล้ว....

ทุกวันนี้ในหัวผมยังคงคิดวนเวียนอยู่ว่า ทำไมถึงไม่รู้เร็วกว่านี้. ทำไมถึงไม่พาแม่ไปตรวจสุขภาพให้เร็วกว่านี้. ถ้ารู้เร็วกว่านี้จะรักษาทันมั้ยนะ??? คำถามนี้ยังคงก้องอยู่ในหัวผมตลอดเวลาที่ตื่น

อยากให้คนที่อ่านเรื่องนี้แล้ว กลับไปดูแลสุขภาพตัวเองและของคนที่คุณรักให้ดี พากันไปตรวจสุขภาพประจำปีอย่างน้อยปีละครั้ง เป็นอะไรจะได้รู้เร็ว รักษาได้ทัน อย่าให้เป็นแบบผม ที่ไม่เคยพาแม่ไปตรวจสุขภาพเลยเพราะเห็นท่านยังแข็งแรงดี และเมื่อสงสัยว่าเป็นอะไร อย่ามัวไปรอโรงพยาบาลรัฐ มันไม่ทัน
ความคิดเห็นที่ 15
แม่เราก็เป็นค่ะ ช่วงประมาณต้นเดือนกันยา 2559 ที่ผ่านมาคุณแม่มีอาการไอและเจ็บหน้าอก ก็เลยไปพบหมอ รพ.เอกชน ย่านรังสิต หมอบอกก็เอ็กซเรย์ แล้วให้กลับบ้านบอกว่าไม่มีอะไร ให้ยาคลายกล้ามเนื้อมา จนเวลาล่วงเลยมาถึงวันที่ 26 ตุลา 2559 คุณแม่ก็ไปพบหมออีกครั้งแต่คนละ รพ. แต่ด้วยอาการเดิม และเพิ่มเติมคือคลำเจอก้อนที่ท้องด้านขวา และได้เอ็กซเรย์และทำCT ก็พบจุดผิดปกติบริเวณปอด จึงทำการส่งตัวไปรักษาที่สถาบันเฉพาะทาง และตัดชิ้นเนื้อตับไปตรวจ ผลคือ เป็นมะเร็งระยะแพร่กระจายหรือระยะที่4นั่นเอง+มีภาวะตับโตร่วมด้วย เมื่อวันที่1ธันวาที่ผ่านมา หมอได้แจ้งว่า ปอดไม่เหลือแล้ว ตับก็แย่มาก ต้องให้เคมีบำบัดเลย รอไม่ได้ ถ้ารออยุ่ไม่เกิน1เดือน ระยะเวลาแค่2เดือนจากที่ไม่พบอะไร จัดเต็มมาเลย เจ็บปวดมากที่ได้รู้ข่าวร้ายแบบนี้ ไม่เคยคิดว่าชีวิตจะมาเจอเรื่องแบบนี้ ตอนนี้คุณแม่ให้เคมีมา 2 ครั้งแล้ว ก็หวังว่าคุณแม่จะดีขึ้นเรื่อย

ดูแลสุขภาพกันนะคะ ทุกโรคมันอยุ่ใกล้ตัวเราเสมอ
ความคิดเห็นที่ 16
บางทีชีวิตคนเราก็ไม่อาจเอาแน่เอานอนอะไรได้เลยค่ะ

เราเป็นหมอ พ่อเราเป็นมะเร็งปอดผ่าไปแล้ว 5 ปีก่อน
ตรวจติดตามต่อเนื่องมาทุกปี จนปีนี้เจอเอ็กซเรย์ปอดผิดปกติ
รักษาแบบโรคติดเชื้ออยู่ 2 เดือน
จน 1 สัปดาห์ก่อนเสียชีวิต ถึงรู้ว่าเป็นมะเร็งปอดที่กระจายไปทั่วช่องท้องแล้ว

เราเป็นหมอ พ่อเรารักษาอยู่ศิริราช ที่ที่เต็มเป็นด้วยอาจารย์แพทย์ที่ทุกคนยอมรับ
แต่สุดท้ายเราก็ไม่อาจยื้อชีวิตพ่อเราไว้ได้จริงๆ

เรื่องเตียง เรื่องระบบ ของศิริราช เรายอมรับว่ายากเย็นมาก
ขนาดเราเป็นหมอเองยังหาเตียงแทบแย่
เข้าใจเลยค่ะ ว่ามันยากเย็นแค่ไหน

สุดท้ายนี้ ดูแลทุกลมหายใจที่ยังเหลืออยู่อย่างมีคุณค่านะคะ
ความคิดเห็นที่ 17
เราขอเล่าของเรานะคะ ปี50แม่เรามีอาการเต้านมผิดรูป หาหมอที่โรงบาลเเถวบ้าน ผลออกมาหมอนัดผ่าตัดโดยที่ไม่บอกอะไรเลย บอกเเค่ว่าเก็บไว้ไม่ได้ แม่เราไปรักษาที่สุราษณ์ หมอบอกเหมือนกันว่าเป็นเนื้อร้าย นัดผ่าตัด ไม่มีการวางเเผนการรักษาเลย ลุงเราตัดใจให้เเม่เรามากทม เรามาเพิ่งมารู้ตอนเเม่เรามากทม แม่เรารักษากับหมอที่เก่งสุดเกี่ยวกับเต้านมที่โรงพยาบาลbnh เจาะก้อนเนื้อลละทำแมมโมเเกรม ผลคือเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่3 หมอบอกเราว่าถ้ารักษาที่โรงบาลนี้ 10-15ล้านเลย หมอเเนะนำเราว่าว่าลูกศิษของท่านอยู่โรงพยาบาบจุฬา เค้าจะทำหนังสือส่งตัวให้ พร้อมประวัติการรักษา คือเราไปถึงเราไม่รอเจาะหาผลอะไรเลย คือได้รักษาเลย ค่าตรวจราวๆ30,000คะตอนนั้นเราก็พาเเม่มาโรพยาบาลจุฬา มารถเมล์นะคะ น้ำเเนะนำเเผนการรักษาว่าจะต้องผ่าตัด ละฉายเเสง และให้คีโม แม่เราผ่าตัด ให้คีโม ฉายเเสงจนครบ ละหาหมอเป็นจำทุกสามเดือน จนครบ 5ปี และเฝ้าดูอาการอีก2ปี จนหมอบอกหยุดการรักษาและเฝ้าดูอาการ แม่เราหายเป็นปกติ ตั้งเเต่ 2ปีเเรก และเฝ้าดูอาการอีก5ปี รวมๆ7ปี หมอนัดหยุดตรวจเมื่อปี57 แต่ สิ้นปี58แม่เรามีอาการปวดขา คล้ายๆอาการปวดกล้ามเนื้อ เดือนไม่ได้มา 3เดือน ปิดเราคะ ไม่บอกเรา เรามารู้เมื่อช่วง กันยา ตค เราสั่งให้มาหาหมอทันทีเมื่อรู้อาการเเม่คร่าวๆ เมื่อพบหมอ้ราได้คุยกับหมอ หมอขอ เอ็กเรย์ รอฟังผลอีก1อาทิต ผลคือปกติ เเม่เรานี้ยิ้มเลย เราถามหมอว่า อาการเเม่คล้ายๆ มะเร็งกระดูกใข่ไหม มีวิธีไหนตรวจเเบบเจาะจงได้บ้างไหม หมอเเนะนำให้ทำ bone scan คือการฉีดสีเข้าเส้นเลือดดำ มันจะทำการจับกระดูก ok เราไปนัดคิว อ่อลืมบอกเเม่เราใช้สิทธิ์บัตรทอง แบบส่งตัวมารักษา ตอนรู้เเม่ปวดขาเราไม่ได้ใช้สิทธ์นะคะ เราจองคิวบัตรทองได้ พค59  แม่เจ้า จาดธค 58 ต้องรอถึง 5เดือน เรารอไม่ได้ เราเเจ้งหมอเลย ขอเเบบนอกเวลาคะ 4วันเราได้คิวเสียเงินไป 9,800-15,000 เราไม่เเน่ใจ 2วันฟังผล    ไม่มีส่วนไหนที่เป็นกระดูกที่ไม่ดจอมะเร็ง เราไม่บอกเเม่ เพราะเเกเคยบอกว่าถ้าจะให้ทำคีโมแม่ไม่เอานะลูก เราคุยกับหมอ ถึงวิธีการรักษาขั้นต่อไป จริงค่โรงพยาบาลรัฐนัดเดือนละครั้ง ระหว่างรอ ใจมันโคตรบอกไม่ถูก ไพอถึงนัดเดือนมค เเม่เราฉายเเสง ไป15ครั้ง แบะหมอบอกว่ารักษาไม่หาย รักษาได้ตามอาการและให้คนไข้มีชวิตที่ปกติที่สุด หมอถามเราตลอด แม่รู้ไหมว่าเป็นเราบอกว่าเเม่รู้คะเเต่ว่ารู้ว่าเป็นช่วงก้นกบนิดเดียว หมอพยามพูดไม่ให้เเม่เราได้ยิน ว่ามียาที่ต้องฉีดนะ เดือนละครั้ง แต่ต้องจ่ายเงินเอง ฉีดครบ3เดือนละหยุด3เดือน เเม่เราฉีดยาเข็มเเรกช่วงมีนา ฉีดเสร็จขอกลับบ้าน ยังเดินได้ปกติเเต่ไม่ได้นาน เราก็ให้กลับบ้านโดยมีน้องชายเราดูแล ส่วนเราทำงาน ต้องฉีดอีกรอบช่วงเมษา เราไปเอายาละเอากลับบ้านเองไปให้หมอที่โรงพยาบาลที่บ้น ตจวฉีดให้ เรากลับไปแม่เรานอนกับที่ขยับละจะเจ็บมากร้องตลอด เราถามน้องทำไมถึงเป็นเยอะ และไม่บอก น้องบอกว่าเเกชอบออกไปเที่ยว นี้พี่มา แกไม่กล้าหรอก ดื้อมาก ยาไม่กิน เราก็บ่น ก็พาเเกไปฉีดยา เเกทนไม่ไหวปวดมากเลยมาหาหมอ เพราะหมอนัดทุกเดือน หมอนัดพค เพราะตอนเเรกจะไม่มา ตอนพามาลำบากมาก เราขับรถ ขาเเกไม่สามารถงอได้ต้องขยับดีๆ เเละเราขับรถมาคนเดียว เราต้องพูดหรือคุยตลอด เลยเเวะนอน โรงเเรม กลับมาถึงกทม ก็ยังไม่ได้ไปหาหมอนะคะ หมอนัด ไปตามนัด เพราะเราคุยกับน้าจะพาไปคลีนริคนอกเวลาเเต่เเกไม่ไม่ไหวเเละดื้อกลัวลูกเสียเงินเยอะ เลยรอตามรัด พอหมอจับหมอบอกเลยเอ็กเร ผลคือ แอดมิท ขาหักต้องผ่าตัด มะเร็งจะดูกมันตะกินจนกระดูกบาง เราถามหมอฉีดยาละทำไมยังหัก ถามน้อง คือหักตั้งเเต่ ให้ยาเข็มเเรกได้ 5วัน โอตั้งเเต่ มีนา เมษา พค นอนปวดขาร้องครางเป็นขาหัก หรอนี้ เราไม่ให้กลับบ้านตจว นอนโรงพยาบาล 2อาทิต ผ่าตัดเรียบร้อย ได้กลับบ้าน อาการเริ่มดีขึ้นไม่ปวด ทำกายภาพ ทุกวัน และเราก็บอกเเม่ว่ากินเยอะๆนะได้มีเเรงเดิน และก็ฉีดยาเเละหาหมออยู่ทุกเดือน ทั้งทางหมอที่รักษาเต้านมและ มะเร็งกระดูกโดยตรง ทำ tc ของเราก็ได้คิวตามปกติไม่ต้อวรอนานนะคะ และbone scan อีก1รอบ ผลเป็นที่น่าพอใจ มะเร็งไม่ลาม แต่หมอกลัวเข้าปอด เพราะเเม่เราเหมือนท้องบวม ก็หาผลกันต่อ ก็ไม่เจออะไร จนช่วง สิงหา เเม่เราฉีดยาตามนัด กลับมาเริ่มนอน ไม่กิน ไม่หิว นอน นอน นอน มือเท้าเริ่มบวม ไปตามนัดหมอไม่ไหว เราเลยไป ฟังผลเลือดหมอบอกเเม่อาการเเย่มาก มานอนโรงพยาบาลนะบอกเเม่ มาให้เลือดให้น้ำเกลือ ให้วิตมินทางสายนะ เราจองคิว ไม่มีเตียงเลย รออยู่2วัน แม่เราอาการก็ไม่ตอบสนอง ไม่คุยเเละนอน เท้าบวมมือบวม ได้นอนโรงพยาบาล ช่วงวันที่ 22สิงหา ทำการเจาะเลือด ให้เลือดน้ำเกลือ อาการดีขึ้น เเต่มือเท้ายังบวม หมอบอกบวมน้ำเพราะเเม่เราไม่รับอาหารเลย มาเกือบ 3อาทิต หมอเรียกเราไปคุย ใครสามารถ ตัดสินใจได้ดีที่สุด หน้าเราคงเด็กมั้ง หมอถามว่ามีผู้ใหญ่กว่านี้ไหม เราบอกว่าเรานี้เเหละ จะ30ละคะ หมอเลยบอกว่า แม่อาการไม่ดีค่าไตไม่ปกติ ถ้ามีอะไรอยากให้หมอช่วยถึงที่สุดไหม เราเลยบอกว่า ไม่ต้องช่วยคะ เพราะเเกก็ไม่ไหวเเล้ว หมอเลยบอกจะให้เราเซนยินยอม พ่อเราเลยขึ้นมากทม เเกเริ่มเพ้อ ใครนั้น ตรงประตู ใครมา เรามองไม่มีใครเลย เเละมีครั้งนึงเเเกบอกเราว่า โน้น เค้าให้เเม่เดินตามเค้าไป เร่บอกเเม่ว่า แม่อย่าไปนะเเม่รอก่อนเด๋วพ่อมาละพรุ่งนี้ ก่อนพ่อเรามา เเกคุย คุยเเบบน้ำไหลไฟดับ น้ำตาเราไหล เรามีความรู้สึกว่า เเม่เราจะอยู่ไม่เกิน 3วัน หลังจากคุย เเกก็เอาเเต่หลับ พูดบ้าง บางช่วง ก่อนวันจะเสีย เป็นวันเสา เเกนอน นอน ไม่คุยไม่พูดเรียกก็พรือตาเเละนอนต่อ เช้าวันอาทิต 8:12นาทีหมอโทรมา ให้รีบมาคนไข้อากสรไม่ดี 8:24 หมอบอกให้เอาเอกสารคนไข้มาให้หมด ใจเราหายวาปปปป ปกติเราจะมาหาเเม่ตอน 9โมง วันนั้นรีบออกจากบ้าน มาถึง ม่านปิด เดินไปดู แม่เราสวยมาก หน้าตาอิ่มมาก ในทุกๆครั้งที่เจอ เรามาไม่ทันเเม่เราเสียละ น้ำตาไหล จูบหน้าผาก เเก้ม เเละลูบหัว กระซิบที่หู ว่าเเม่ไม่ต้องห่วงอะไรนะ ลูกจัดการดูเเลทุกคนได้เเม่ไม่ต้องห่วงอะไรนะ และก็รอเค้ามารับศพ ไม่มีค่าใช้จ่ายสักบาท ช่วงที่นอนโรงพยาบาลเกือบเดือน มีเเต่ค่าเเพมเพิส ทำเรื่องตาย เเละเอาศพใส่โลง พากลับบ้าน ค่าฉีดศพค่าโรงค่ารถราวๆ20,000 เราอยากบอกว่า มะเร็งรักษาหายนะคะ เเต่จะไม่หายขาด ให้เฝ้าสังเกตุอาการดีๆ และกำลังใจสำคัญที่สุด แม่เราป่วยเดินไม่ได้ มีเรากับน้องชายเเละพ่อ ที่ช่วยกัน น้องเราดูเเลมากที่สุด ช่วงกลางวัน พาอาน้ำ เช็ดฉี่ เช็ดอึ เราดูตอนกลางคืน ต้องนอนจับมือกันทุกคืน ปวดฉี่ก็ฉี่ไม่ออก ไม่ค่อยได้หลับได้นอนหรอก เหนื่อยๆ เเต่เเม่เรานิ เเม่เราเสีย เราทำใจไว้เเล้วส่วนนึง เลยไม่ค่อยร้องไห้มีน้ำไหลบ้างง ทั้งเเต่เเกเสีย จนตอนนี้  นึกถึงก็น้ำตาไหล แต่เราไม่มีอะไรเสียใจ เราทำหน้าที่ดีสุดมากๆๆแล้วสำหรับเราพ่อเเม่น้องคือภาระเเต่เป็นภาระที่เราอยากมีไปตลอดชีวิต พิมพ์ในมือถือ ตั้งเเต่ 6โมงเย็น พิมพ์ไปน้ำตาไหลไป จขกทเเข็มเข็งนะคะ 
ความคิดเห็นที่ 18
เสียใจด้วยนะคะ อ่านแล้วหดหู่ใจเหลือเกิน แม่ของเราก็เป็นมะเร็งที่ปอด คุณหมอบอกอยู่ได้ไม่เกิน 3-6เดือน
แต่แม่ก็เสีย. หลังจากที่คุณหมอตรวจเจอได้เพียงแค่ 3-4 วัน ไวมาก ตั้งตัวไม่ทันเหมือนกันคะ มีอาการแทรกซ้อน จากโรคหัวใจ  ขอให้เจ้าของกระทู้ สู้ๆนะคะ เราผ่านสถานการณ์คล้ายๆ กัน แม่เสียที่โรงพยาบาลที่ศิริราชคะ
คุณหมอที่ศริราชที่ดูแลน่ารักมาก ให้กำลังใจทุกอย่างคะ
ตอบกลับ
0 0 
ความคิดเห็นที่ 19
แม่เราเองก็เพิ่งเสียเมื่อเดือน พย นี้ เป็นมะเร็งเหมือนกัน มะเร็งลำไส้ทีแรกก็ผ่าตัดให้คีโมปี 54 จนหมอว่าหายดีแล้ว ติดตามผลมาตลอด มาสุดท้ายปี58 เจออีกเพราะส่องกล้องสลายนิ่วในกระเพาะปัสสาวะและเจอมันลามไปที่กระเพาะปัสสาวะสุดท้ายท่านก็เลือกที่จะไม่รักษา (ไม่ทำคีโมเพราะไม่ไหว) จากที่ท่านเคยอ้วนท้วนน้ำหนักลด ลด ลด สิบโลยี่สิบโล จนช่วงท้าย ๆ เห็นแล้วสงสารได้แต่ภาวนาว่าขอให้ท่านไปอย่างสงบอย่าเจ็บอย่าปวดอย่าทรมาน ก็นับว่าโชคดีที่ท่านหลับและไปเลยเหมือนคุณแม่จขกท.

เราเองดูแลใกล้ชิดท่านมาหลายปีช่วยกันพี่น้องสองคน บางทีอยู่กับคนป่วยก็เครียดนะ กิจวัตรประจำที่เคย ๆ ทำ เช่นไปเที่ยวต่างจังหวัดสองเดือนสามเดือนทีก็หยุดหมดเลยเพราะเป็นห่วงท่าน ใช้เวลามาดูแลท่านทั้งหมด ช่วยกันดูสองคนพี่น้องก็พอหายเครียดบ้าง จากทีทุก ๆ วันต้องดูแลแม่ ทำกับข้าว เช็ดตัว เปลี่ยนผ้าอ้อม นั่นนี่โน่นเป็นปี ๆ ตอนนี้ท่านจากไปแล้วก็ยัง งง งง อยู่ วัน ๆ ที่เคยยุ่งวุ่นอยู่กะท่านก็ว่างซะจนต้องหาอย่างอื่นทำให้มันยุ่ง ๆ เข้าไว้.......เฮ้อ เกิด แก่ เจ็บ ตาย นี่นะ
ความคิดเห็นที่ 20
ส่วนของปอด ตับ หรืออวัยวะภายใน ส่วนใหญ่กว่าจะตรวจพบ ก็ต้องแสดงอาการ นั่นหมายถึงไม่ใช่ระยะแรกแล้วค่ะ ขอแสดงความเสียใจกับ จขกท.นะคะ จริงๆ แล้ว CT เป็นการตรวจละเอียด แต่ถ้าไม่มีอาการบ่งชี้ หมอก็ไม่สั่งตรวจ สุดท้ายต้องรอมีอาการแสดงออกมา ถึงจะได้ตรวจเพราะค่าตรวจค่อนข้างแพง และไม่ได้มีทุก รพ.
ความคิดเห็นที่ 21
นี่แหละ Medical Hub ของโลก ที่ผู้หลักผู้ใหญ่เขาภูมิใจ

มีโรงพยาบาลแพงๆ รองรับผู้ป่วยฝรั่ง ญี่ปุ่น อาหรับ ซื้อแพคเกจมาตรวจสุขภาพ+ท่องเที่ยวได้เป็นเดือน ทำเงินให้เจ้าของโรงพยาบาลร่ำรวยเป็นพันเป็นหมื่นล้าน

แต่ประชาชนคนไทย ต้องไปนั่งรอการรักษาเหมือนขอทาน

ถ้าหมอไม่พอ จะใช้ระบบนัดหมาย อะไรก็ว่ามา โลกมันไปไกลแล้ว ทำไมยังต้องให้คนไทย ไปนั่งรอครึ่งค่อนวัน เพื่อได้แค่ใบนัดว่าเดือนหน้ามาใหม่ อะไรแบบนี้ด้วย?


แต่ก็อย่างว่า
ความคิดเห็นที่ 22
เราเพิ่งเสียญาติสนิทด้วยมะเร็งค่ะ
ลูกๆเขายังเล็กๆอยู่เลย
โรคนี้เป็นเร็วมากเลยค่ะถ้ารักษาไม่ทัน
แม้อยู่ในประเทศที่เจริญ การแพทย์ก้าวหน้า ระบบประกันสังคมดีมากถึงมากที่สุด แต่ก็ยื้อชีวิตได้แค่ไม่ถึงปี

เหตุเพราะชะล่าใจด้วยค่ะ เพราะคลำเจอก้อนเนื้อที่เต้านม
เมื่อปลายปีก่อน แต่ก็ไม่สนใจจะตรวจเพราะมัวทำแต่งาน
ด้วยอายุที่ยังไม่เยอะ และดูแลสุขภาพออกกำลังกายอย่างดีมาก กินอาหารคลีนแทบทุกมื้อ อบายมุขไม่เคยแตะต้องเลยคิดว่าไม่น่าจะเป็นไร รอจนมีเวลาอีกสามเดือนถึงไปตรวจ

ถึงตอนนั้นจากแค่มะเร็งเต้านมมันก็ลามไปทั่ว
การแพทย์ที่ก้าวหน้าระดับต้นๆของโลกก็ทำได้แค่พยุงชีวิตไว้ได้อีกไม่กี่เดือน ร่างกายที่คิดว่าแข็งแรงก็ไม่อาจต้านทานโรคร้ายได้ ครอบครัวญาติมิตรถึงกับทำใจแทบไม่ทัน เพราะไม่มีใครคิดว่าจะไปเร็วขนาดนี้

อยากให้ทุกๆคนตระหนักถึงภัยร้ายนี้ให้ดีนะคะ รู้สึกอะไรผิดปกติอย่าปล่อยไว้นาน เรื่องที่เล่ามาไม่ได้อยากจะซ้ำเติมญาติเรา แต่อยากให้เป็นอุทาหรณ์ระวังกันค่ะ
ความคิดเห็นที่ 23
เราเป็นคนไข้ของ รพ. ศิริราช ใช้สิทธิ์เบิกค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ
คลำเจอก้อนที่เต้านมก็ไปพบหมอ วันแรกที่ไปจะช้าหน่อยเพราะต้องไปต่อคิวรักษาคนไข้ที่มีนัดในวันนั้นให้ครบก่อน
ได้พบหมอประจำบ้านส่งไปตรวจแมมโมแกรม+อัลตราซาวน์ ของเราอายุเกิน 35 ปี ประกอบกับมีแม่เป็นมะเร็งเต้านม
จึงค่อนข้างมีความเสี่ยงสูง โชคดีหมอส่งคิวด่วนให้นัดตรวจแมมโมแกรมอีก 2 วัน เป็นคิวแทรกเย็นๆ สรุปแล้วเป็นถุงน้ำ
หมอนัดตรวจติดตามอาการทุกปี ผ่านมา 2 ปีแล้ว ถุงน้ำเล็กลงเดิมมีขนาด 4 ซม. ตอนนี้เหลือ 2 ซม. แต่ไม่รู้ว่าปีหน้าจะเป็นยังไง
แม่เราก็คนไข้ รพ. นี้ผ่าตัดเต้านมมะเร็งเต้านม เปลี่ยนเข่า 2 ข้าง ก็ได้รับบริการที่ค่อนข้างดีมาตลอด
ตรงนี้ไม่แน่ใจว่าสิทธิ์เบิกค่ารักษาพยาบาลจะมีผลอะไรหรือเปล่า แต่เพื่อนเราเจอก้อนเนื้อที่คอ ใช้สิทธิ์ข้าราชการ
คิวอัลตราซาวน์ไม่มีเหมือนกันรอนาน ต้องไปตรวจที่ศิริราชปิยะการุณย์ และเอาผลตรวจมารักษาที่ ศิริราชใหญ่ - -"

ส่วนเคสของคุณแม่จขท. แสดงความเสียใจด้วยนะคะ แต่คุณแม่ไปสบายแล้ว ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่ทรมาน
เพื่อนเรา (ผู้หญิง) จากไปด้วยมะเร็งที่ปอดตอนอายุ 38 ปี ทั้งที่ไม่สูบบุหรี่ เพิ่งแต่งงานมีลูกเล็กๆ 1 คน
รักษาที่รพ. วิชัยยุทธ /รามา ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ ตรวจเจอระยะแพร่กระจายแล้ว
อยากให้ทุกคนระวังรักษาสุขภาพของตัวเองและคนในครอบครัว เจออะไรผิดปกติก็รีบไปพบหมอแต่เนิ่นๆ
บางโรคต้องทำ ซีทีสแกน อัลตราซาวน์ mri  ถึงจะตรวจพบอาการผิดปกติและวินิจฉัยโรคได้
ความคิดเห็นที่ 24
เสียใจกับเจ้าของกระทู้ด้วยนะคะ ดิฉันอ่านไปด้วยความเศร้าใจจริงๆค่ะ
นอกจากความเศร้าที่คุณสูญเสียคุณแม่แล้ว ดิฉันยังเศร้าใจถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมนี้

ทุกวันนี้โรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ดังๆล้วนแบ่งแยกคนไข้ออกเป็น สิทธิ 30 บาท สิทธิประกันสังคม สิทธิข้าราชการ และผู้ไม่มีสิทธิ(จ่ายเงินเต็ม)
บางที่มีคลีนิกพิเศษ หรือมีคลีนิกที่เรียกว่าเป็นอภิสิทธิ์สำหรับคนมีเงิน ซึ่งคุณจะได้พบอาจารย์หมอง่ายกว่าไปในเวลาตอนเช้า แถมบางที่ยังมีการกักโควต้าเตียงคนไข้ไว้ให้สำหรับคนไข้กลุ่มนี้ด้วย ซึ่งดิฉันแปลกใจมากว่านี่หรือคือการบริการจากรัฐ ที่หลักพื้นฐานคือการบริการให้ประชาชนอย่างเสมอภาค แต่ไฉนโรงพยาบาลเหล่านี้ถึงได้ทำตัวเป็นผู้แบ่งแยกโอกาสการเข้าบริการพื้นฐานอย่างสาธารณสุขนี้เสียได้

เข้าใจว่าโรงพยาบาลพวกนี้บอกว่าขาดทุน เลยต้องหาเงินจากการเปิดคลีนิกอภิสิทธิ์ขึ้นมา(สำหรับคลีนิกที่ไม่ได้มีอภิสิทธิ์ดิฉันโอเคนะคะ)ดึงทั้งหมอดึงทั้งเตียงคือโอกาสที่จะเข้าถึงทรัพยากรแยกไว้ เพื่อแค่ว่าต้องการเงิน และหมอบางที่ยังออกมายุยงรัฐให้ยกเลิกสามสิบบาท ทั้งๆที่แต่ปัจจุบันประชาชนจำนวนมากก็ลำบากอยู่แล้ว ต่อให้ไม่จนการซื้อเวลาชีวิตก็เป็นเรื่องยากสำหรับชนชั้นกลางเหมือนกัน

ดิฉันยืนยันมาเสมอว่ารัฐเรามีเงินมากพอที่จะลงทุนกับระบบสาธารณสุข และสามารถหาเงินมาเพิ่มได้ แต่ไม่มีใครกล้าทำ งบก็ไปลงกับอะไรที่ไม่เร่งด่วนบ้าง ไม่คุ้มค่าบ้าง บางปีงบเหลือแต่ละหน่วยงานก็เร่งเบิกไปทำอะไรกัน

ดิฉันเลยเศร้าใจมากๆทุกครั้งที่ต้องเห็นความทุกข์ความรู้สึกไม่ยุติธรรมที่จะรักษาชีวิตคนที่เรารักให้ไว้ได้นานที่สุด เป็นความผิดของรัฐ เพราะรัฐสามารถช่วยประชาชนตรงนี้ได้แท้ๆ
ความคิดเห็นที่ 25
มะเร็งมาพรากพ่อเราไปตอนนั้น7ปีที่แล้ว เรายังเรียนอยู่พ่อกับแม่ทำงานกทม.ปกติพ่อไม่สูบบุหรี่กินเหล้าเหมือนกันแต่กินเฉพาะเวลาสังสรรเทศกาล วันนึงพ่อบอกปวดจุกท้องมากเจ็บลิ้นปี่ ปกติพ่อไม่เคยหาหมอ คงทนไม่ไหวแม่พาไปรพ.นวมิน9ใช้สิทธิประกันสังคมหมอก็จ่ายยาโรคกระเพาะ พ่อก็กลับมาบ้าน ก็เบาลงพออีกวันปวดอีกตัวเริ่มเหลืองตาเริ่มเหลืองไปรพ.อีก หมอให้แอดมิท รวมทั้งตรวจโรคให้ละเอียด หมอแจ้งต่อหน้าพ่อเลยว่า เป็นมะเร็งตับระยะสุดท้ายรักษาไม่ได้ มันบรรยายไม่ถูกเราร้องไห้ ทุกคนเศร้า พ่ออยู่ได้เกือบ2อาทิตที่รพ. ไม่เสียสักบาท พ่อจะปวดร้องเจ็บปวดทรมานร้องหาย่าเราเพิ่งเห็นพ่อร้องไห้ครั้งแรก พยาบาลก็จะมาฉีดมอร์ฟีนให้ก่อนเสียพ่อกินกล้วยบวชชี อย่างอร่อย พอค่ำๆพ่อก็เสีย หมอใส่หน้ากากoxygenให้ พ่อปัดออก พ่ออยากตาย แล้วพ่อก็จากไปอย่างไม่ค่อยสงบนัก ศพพ่อดำเขียวเพร่ะฉีดยามากนั่นเอง ทุกวันนี้คิดถึงพ่อตลอดพ่อจากไปตอนพ่ออายุ47ปี
แม่เล่าว่าตอนเรายังไม่เกิด พ่อเคยป่วยเป็นไวรัสตับอักเสบบี ก็ไม่เคยป่วนอะไรอีกเลย นี่อาจเป็นสาเหตุของมะเร็งตับของพ่อซึ่งตอนนี้มีวัคซีนให้ป้องกันแล้ว

แล้วตอนนี้แม่เราเป็นมะเร็งโพรงมดลูกเจอเมื่อกลางปี59แต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่บ้าง ตรวจเจอในระยะที่มีหนทางรักษาและมีหนทางอยู่รอด คือระยะที่1 มะเร็งเกือบลามไปเข้าต่อมน้ำเหลือง ตอนนี้ฉายแสงอยู่รพ.ราชวิถีแม่แข็งแร็งดี ขายอาหารได้ปกติไม่ผอม กินได้แค่หมอสั่งห้ามทานเผ็ดตลอดชีวิตเพราะคนฉายแสงที่มดลูกลำใส้จะบอบบาง แม่เราสู้มากรักษาตามขั้นตอนคือตัดมดลูก ออกทั้งหมดรังไข่ด้วย และฉายแสงระยะนี้แม่ไม่ต้องให้คีโมค่ะ
อาการที่แม่เป็นคือ มีเลือดมาเยอะแม่อายุ53ก็คิดว่าเป็นอาการของคนจะหมดปจด. ปวดท้องตลอดต้องกินยาแก้ปวดตลอดเวลาที่ผ่านมาหลายปี จนคราวนี้เเม่เป็นลม และรุ่งขึ้นไปหาหมอหมอตรวจภายใน หมอบอกคุณมดลูกโตต้องต้องฉีดยา1ปี 2เดือนครั้ง(รพ.เอกชน) พร้อมตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วย สองอาทิตผลมาถึงผลออกมาปกติ ผ่านไป8เดือนแม่บอกไม่ไหวแล้วหมอมันไม่เบา หมอให้ขูดมดลูกเราเลยไปรพ. รัฐ ตรวจมะเร็งเจอเลยคราวนี้ก็เลยขูดเเละรักษาจนส่งต่อมาราชวิถีถึง ปัจจุบัน
ความคิดเห็นที่ 26
เป็นกำลัจให้ จขกท นะค่ะ ตอนนี้ปู่หนูก็เป็นเหมือนแม่จขกท.เลยคะ ปกติปู่หนูท่านเป็นคนที่สุขภาพแข็งแรง ถ้ามีโรคประจำตัวก็โรคเกาส์ แต่เมื่อ ปลายเดือนพย. 2559ที่ผ่านมา ปู่ย่าและพ่อของหนูได้ประสบอุบัติเหตุรถชนและไถลลงข้างทางสภาพรถคือเละและชนต้นไม้ทางด้านคนขับซึ่งปู่หนูนั่งอยู่แต่ทุกคนไม่เป็นอะไรถือว่าปาฎิหารย์ และเพราะอุบัติเหตุในครั้งนั้นทำให้รู้ว่าปู่ของหนูป่วยเป็นโรคอะไร เพราะเมื่อไปตรวจในโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง ได้ทำการเอกซเรย์และพบว่าที่ปอดของปู่มีจุดดำๆอยู่หลายจุดและหมอสรุปว่าเป็นมะเร็งปอดระยะที่สาม หลังจากนั้นปู่ก็มีอาการไอเป็นเลือด เริ่มรุนแรงขึ้นคือปวดหน้าอก และไอ จึงนำไปส่งโรงพยาบาลรัฐอีกแห่งหนึ่ง และทำการเข้ารับการรักษาและตรวจจนพบว่าขณะนี้ปู่ได้ป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่สี่ เข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองและกระดูกแล้ว หมอก็ได้ทำการให้ยาเข้าคีโม่ไปเพียงหนึ่งครั้งและให้ปู่กับมาที่บ้านได้ในช่วงปีใหม่ ในขณะนี้อาการของปู่ไม่ดีขึ้นเลยกลับมาบ้านไม่กินอาหารใดๆ แม้แต่น้ำเปล่า ได้แต่บังคับให้กินรังนกหรือแบรนด์เท่านั้น เหม็น อ้วกไปหมด ซื้อสิ่งต่างๆที่ดี อาหารเสริมบำรุง และพูดให้กำลังใจอยู่ตลอดเวลาอยากจะฝากบอกคนที่กำลังต้องดูแลคนป่วยแบบนี้ สิ่งที่ดีที่สุดคือ กำลังใจ อยากให้ทุกคนสู้ๆแม้จะเหนื่อยแต่เราก็ไม่ท้อ และดูแลให้กำลังใจท่านต่อไป ✌ อย่างน้อยเราจะได้ไม่เสียใจในวันที่ไม่มีท่านอยู่...
ความคิดเห็นที่ 27
เสียใจด้วยครับ

อยากให้ทางรัฐเอาจริงเอาจังกับสุขภาพของคนหน่อย

พวกคนมีอันจะกินคงไม่เดือดร้อนมาก

แต่คนหาเช้ากินค่ำ ลำบากจริงๆ

ขนาดศิริราชยังขนาดนี้แล้วที่อื่นยังมีหวังให้คนตาดำๆหรือครับ

ทำไหมก่อสร้าง สร้างถนน สร้างตึก มีเงิน ทำไหมงบลงทุนทางการแพทย์ ถึงไม่มีงบตลอด
ท้อใจกับประเทศไทยเหมือนกัน
ความคิดเห็นที่ 28
ขอแสดงความเสียใจด้วยค่ะ ขอให้กำลังใจนะคะ คุณทำดีที่สุดแล้ว เราเข้าใจความรู้สึกของคุณดีเพราะตอนนี้แม่เราก็เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแพร่กระจายไปสมอง ก่อนหน้านี้แม่เราเป็นที่ลำไส้ใหญ่ผ่าตัดและผ่านการฉายแสงคีโมเรียบร้อยแล้วเมื่อปี56-57 มีการแพร่กระจายไปปอดด้วยแต่โรคสงบดีจนกระทั่งเดือน ก.ย.59มะเร็งกระจายไปสมองซีกซ้ายทำให้แม่อ่อนแรงซีกขวาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แพทย์แจ้งกับเราว่าให้ทำใจ เพราะกระจายไปทั่วแล้ว ก่อนหน้าที่แม่เราจะเจ็บหนักแม่เราเคยพูดว่า"อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด อย่ายื้อแม่นะมันทรมาณแค่นี้ก็กำไรชีวิตแล้ว" เพราะคำๆนี้ที่ทำให้เราทำใจยอมรับได้ ขอให้คุณเข้มแข็งนะคะ
ความคิดเห็นที่ 29
เสียใจด้วยนะคะ
เราก็เพิ่งเสียแม่ไปเพราะมะเร็งเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ไปตรวจมาทั้งคลินิก หมอx-ray แล้วบอกว่าอาจจะเป็นมะเร็งให้ไปตรวจ รพ.อีกที่ และก็โรงพยาบาลหมอบางคนก็บอกเป็นโรคกระเพาะ บางคนก็บอกเป็นเนื้องอก (แม่ใช้สิทธิ30บาท) และนัดCT Scan สิ้นเดือนกันยายน ทั้งที่ตอนนั้นท้องแม่โตแล้ว จากนั้นแม่ก็ไม่กินข้าวเลยกินได้แต่น้ำ และก็ปวดท้องจนนอนไม่หลับ เรากับพ่อก็เลยตัดสินใจพาไปแผนกฉุกเฉินคืนนั้นเลย พอตกตอนเช้ามาหมอมาบอกว่ารักษาไม่ได้แล้ว ก้อนมะเร็งมันแตก ทำให้เลือดออกทั่วร่างกายแล้ว พูดง่ายๆคือรอเวลาไปอ่ะ คือทำใจไม่ได้อ่ะค่ะ ทั้งที่ก่อนหน้านี้แม่ก้ปกติดีทุกอย่าง ตั้งตัวไม่ทันจริงๆค่ะ
ความคิดเห็นที่ 30
ขอแสดงความเสียใจกับเจ้าของกระทู้และครอบครัวด้วยค่ะ

คุณแม่ของเราก็เสียชีวิตด้วยโรงมะเร็งลำไส้ ก่อนหน้าที่จะตรวจพบคุณแม่มักจะมีอาการชาตามปลายนิ้วมือ อ่อนแรง ความจำขาดๆหายๆ คำง่ายๆที่เคยใช้ในชีวิตประจำวันก็นึกไม่ออก อารมณ์แปรปรวน ทำการรักษาโดยการตัดต่อลำไส้ เคมีบำบัด ฉายแสง แพทย์ทางเลือก ครอบครัวเราพยายามทุกอย่างจริงๆ แต่มะเร็งมันแพร่กระจายไปที่สมอง แม่ต้องเข้าๆออกๆโรงพยาบาลตั้งแต่ ก.ค. 56 จนกระทั่งมาเสียชีวิต 26 พ.ค. 57 เราเข้าใจความรู้สึกคุณนะ โกรธ เสียใจ อยากจะโทษใครสักคน ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีกับใครเลย และมันไม่ใช่ความผิดของใครด้วย อย่าโทษตัวเอง อย่าโทษคนอื่นๆอีกเลย เรื่องเกิดแก่เจ็บตาย มันธรรมดามาก คุณทำดีที่สุดแล้วในช่วงสุดท้ายของคุณแม่คุณ ดูแลท่านตามคำแนะนำของหมอ ให้ความสะดวกสบาย ท่านต้องรับรู้ถึงความรักของคุณจขกทแน่ๆค่ะ

ฝากถึงคนที่กำลังดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายนะคะ โรคเรื้อรังแบบนี้มันสร้างความเจ็บปวดให้ทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแลมาก อยากให้ผู้ดูแลทุกคนอย่าหมกมุ่นในการดูแลผู้ป่วย อย่าคาดหวัง แค่ทำให้ดีที่สุดพอ หาเวลาผ่อนคลายบ้าง
ความคิดเห็นที่ 31
แม่ผมก็เป็นมะเร็ง เริ่มจาก เต้านมซ้าย พอรักษาเสร็จก็เป็นข้างขวา พอรักษาเสร็จก็เป็นมะเร็งลำใส้ ตอนนี้รักษากำลังจะจบขั้นตอน ดันเจอที่เต้านมอีก ตลอด 7 ปีมานี้แม่ผมต่อสู้กับมันมาตลอดเวลา แม่จะต้องทำงานด้วยก็ตาม มะเร็งเต้านมที่เพิ่งเจอนี้แม่บอกคงไม่คีโมแล้ว เพราะรักษาไปก็ไม่หาย เจ็บตัวเปล่าๆ ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงเลยตัดสินลาออกจากงานแล้วกลับไปอยู่ดูแลท่าน แสดงความเสียใจกับ จขกท ด้วยนะครับขอให้เข้มแข็งนะ
ความคิดเห็นที่ 32
มาให้กำลังใจนะคะ เราเองก็เสียคุณแม่ไปด้วยมะเร็งปอดเช่นกันค่ะเมื่อ2ปีที่แล้ว
คุณแม่รักษาสุขภาพดีมาก ออกกำลังกายบ้างตามประสาคนวัย64 คุณแม่เน้นกินอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผัก ผลไม้ ปลา พวกอาหารปิ้งย่างทอด คุณแม่ทานน้อยมาก
กิจวัตรประจำวันคือทุกเช้าคุณแม่จะไปวัดใกล้บ้าน ฟังธรรมะ ไปเรียนศึกษาธรรมะ ถือศีล และเดินทางท่องเที่ี่ยวตามตปทเพื่อเยี่ยมลูกๆ (พี่สาวและดิฉันอยูู่ตปท)
ทุกอย่างดูเหมือนจะดี มีช่วงนึงคุณแม่บ่นๆว่าน้ำหนักลดลงเยอะ เพื่อนๆทักกันเยอะว่าผอม พวกเราก็ไม่เอะใจ จนกระทั่งคุณแม่ไปตรวจสุขภาพและเอกซเรย์ปอด พบความผิดปกติ เลยทำ CT scan พบว่าเป็นมะเร็งขนาดแพร่กระจาย(ระยะ4) คุณหมอวินิจฉัยว่าคุณแม่สามารถอยู่ได้ 6 เดือน ทุกคนในครอบครัวช๊อคมาก แทบล้มทั้งยืน เราอยู่ตปท ช่วงนั้นท้องอยู่ เครียดมาก เกิดอาการท้องแข็งจนคุณหมอให้หยุดทำงานและbed rest อยู่บ้าน
หลังจากที่ทราบว่ามันคือมะเร็ง พวกเราทุกคน(พี่น้อง4คน)พยายามหาทางรักษาทุกวิถีทางที่จะมีบนโลกใบนี้ เพื่อจะเลี่ยงการรักษาโดยใช้คีโม เพราะคุณแม่กลัวคีโม
(และเราก็รู้ว่าคีโม บางคนแพ้ บางคนถูกกับโรค คีโมมันฆ่าทุกเซลล์ ทั้งดีทั้งร้าย เราต้องการให้วิธีนี้เป็นสิ่งสุดท้าย)

พี่สาวเราและสามี เป็นนักวิจัยที่อเมริกา พยายามหาความรู้ ศึกษาวิธีการรักษามะเร็งปอดด้วยวิธีต่างๆ เช่นการให้วิตามินซี,etc.
พี่ชาย2คนที่ไทย โดยเฉพาะคนที่2นี้ แทบจะคุยกับหมอทุกหมอที่ไทยที่รักษามะเร็งปอด
รายละเอียดมันยาวมาก ขอสรุปสั้นๆว่า วิธีการรักษาบนโลกใบนี้เท่าที่เราจะหาได้ ไม่ว่าจะเป็น หมอโรดี้(ซอยร่วมฤดี)  บินไปผ่าตัดที่จีนโดยใช้ความเย็นเป็นตัวสลายก้อน บินไปอเมริกาเพื่อขอเข้าโครงการทดลองยาตัวใหม่ ทานยาทราซิวา (target drug therapy เพื่อให้ก้อนมันหด) ยาของแม่ชีที่เมืองกาญจ์ที่พี่ชายต้องขับรถไปเอาทุกอาทิตย์์ ยาสมุนไพรจากที่อื่นๆ (มีอย่างอื่นอีกแต่ลืมๆไปบ้างแล้ว) ติดต่อไปที่ญี่ปุ่นตอนมีคลิปว่ามีการค้นพบวิธีใหม่ ติดต่อไปทุกที่ที่มีการแชร์ข้อมูลต่างๆเช่นเครื่องไฮฟู สุดท้ายจนเราไม่มีทางเลือ ก มันลามไปที่กระดูกแล้ว....คุณแม่ต้องรับคีโม
คุณแม่ได้รับคีโมเพียง2ครั้ง แพ้ทั้ง2ครั้ง (เข้าไอซียูทุกครั้งหลังรับคีโม) มีอาการน้ำท่วมปอด,etc.
ทั้งหมดนี้ เราต่อสู้กันมา1ปี อย่างน้อยๆคุณแม่มีชีวิตอยู่เพิ่ิ่มขึ้นจากที่หมอคาดคะเนไว้
ครั้งแรกที่รักษากับหมอโรดี้ ก้อนยุบลงเยอะมาก เราดีใจกันมาก แต่สุดท้ายมันก็กลับมาใหญ่กว่าเดิมและกระจายไปทั่ว
คุณแม่จากไปอย่างสงบพร้อมลูกๆ4คนสวดมนต์พร้อมกันเพื่อส่งคุณแม่ขึ้ึ้นสวงสวรรค์
ครอบครัวเราต่อสู้กันสุดยิบตา หมดเงินกันไปหลายล้าน แต่ปลายทางคือ เรารู้ว่ามะเร็งมันชนะ!
อยากให้เจ้าของกระทู้รับทราบนะคะว่า ถึงแม้ว่าทางรพจะรับรักษา คุณแม่ก็ไม่สามารถหายได้ เรามองว่าดีซะอีกที่รพไม่รับเพราะถ้ารับ เค้าก็ต้องให้คีโมกับแม่คุณ ซึ่งมันทรมานมากๆเลยค่ะ
ท่านจากไปแบบที่เจ็บปวดน้อยที่สุดดีแล้วค่ะ
อดทนนะคะ เวลาจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น
ปล. เรายังทำใจกะเรื่องนี้ไม่ได้เท่าใหร่ กลับบ้านที่ไทยทีไรแทบอยู่ไม่ได้ เจอทุกอย่างของแม่ หัวใจแทบสลาย ทั้งๆที่ผ่านมา2ปีแล้ว
ปล2.มะเร็งส่วนหนึ่งมาจากพันธุกรรมค่ะ อย่างที่บอกไป คุณแม่เราดูแลตัวเองดีมากๆ (ตายายเราเสียเพราะมะเร็งทั้งคู่เลยค่ะ)แม่มาเสียด้วยมะเร็งด้วย เราเองก็มีความเสี่ยงสูง บอกตรงๆกลัวมากเพราะลูกๆยังเล็กอยู่
แล้วมันจะผ่านไปค่ะ
ความคิดเห็นที่ 33
เป็นกำลังใจให้นะคะ ขอให้คุณแม่ของเจ้าของกระทู้ไปสู่สุขคติค่ะ แกไปสบายแล้ว

เคสเจ้าของกระทู้เหมือนคุณยายของเราเลยค่ะ ทุกอย่างปกติมาก จนมารู้ข่าวร้าย ต้องโกหกแกทุกครั้งที่แกสงสัย แต่งเรื่องโกหกแก เพื่อให้แกสบายใจ ทั้งๆที่เราเป็นคนไม่ชอบการโกหก

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เราต้ังใจจะพาพ่อกับแม่ไปตรวจสุขภาพทุกปีค่ะ เพื่อรับมือแต่เนิ่นๆ

ขอบคุณเจ้าของกระทู้ที่ย้ำเตือนกับเพื่อนๆในพันทิพนะคะ เพราะบางครั้งมาแก้ไขเอาทีหลัง มันก็สายเกินแก้แล้ว
ความคิดเห็นที่ 34
ขอแสดงความเสียใจด้วยนะค่ะ

เข้าใจทุกความรู้สึกขิงเจ้าของกระทู้เลยค่ะ
เพราะคุณแม่เราก็เพิ่งเสียไปเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนนี้เอง หลังจากที่เพิ่งตรวจเจอมะเร็งแค่7วัน
คุณแม่เราใช้สิทธ์ประกันสังคมก็โดนไม่ต่างกันเลย
โรงพยาบาลเค้าไม่มารับรู้อะไรกับเราจริงๆ 
คุณหมอพูดกับเราเลยว่าทุกวันนี้มันคือธุรกิจ
แม่เราไม่ได้เป็นมะเร็งแค่คนเดียวในโลก
ถ้าเค้าช่วยทุกคนอย่างเต็มที่โรงพยาบาลก็เจ๊งกันพอดี

อย่ามานั่งเสียใจเลยนะค่ะว่าทำไมไม่พาคุณแม่ไปเช็คสุขภาพ เพราะของเรา เราพาคุณแม่ไปตรวจสุขภาพทุก3เดือน หมอก็บอกว่าร่างกายแข็งแรงดี โรคมะเร็งต้องตรวจหาค่ามะเร็งเท่านั้นค่ะถึงจะเจอ

เป็นกำลังใจให้น้าาา อย่างน้อยวินาทีที่เรารู้ว่าท่านเป็นอะไร เราก็ได้ทำตรงนั้นเต็มที่แล้ว
ความคิดเห็นที่ 35
ถ้าจขกท คิดว่า ตัวเองได้รับความเสียหายทางการแพทย์ เนื่องจากการรักษาที่ไม่ได้มาตราฐาน อาจจะร้องเรียนทางรพ.ศิริราช เพื่อให้รับข้อเท็จจริง แต่แปลกใจ เพราะปกติรพ.ศิริราชไม่ได้รับเป็นต้นสังกัดสิทธิบัตรทอง อาจจะขอการชี้แจงจากรพ.ต้นสังกัดบัตรทองที่แท้จริง ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้  ไม่ว่าใครก็มีโอกาสทำผิดพลาดได้ แต่การทำผิดพลาด จะต้องมีการชดเชยเสมอ แต่จะมากหรือน้อย แล้วแต่ข้อเท็จจริงแต่ละเหตุการณ์  สังคมดีต้องช่วยกันสร้าง
ความคิดเห็นที่ 36
เพิ่งเสียแม่สามีไปเช่นกัน. ด้วยอาการแรก มะเร็งท่อน้ำดีระยะที่ 3. ผ่าตัดเมื่อเดือน พค. 59.  แต่หลังผ่าตัดอาการไม่ดีขึ้นมีแต่ทรงกับทรุด. อาเจียน ทุกวันทานข้าวนิดหน่อยก็อืดแน่น มะเร็งลามไปต่อมน้ำเหลือง กระดูก เดือน กค ตรวจเจอมะเร็งกระดูกที่หัวไหล่.  แล้วก็มาเป็นตรงลิ้นปี่อีก เข้ารับการฉายแสง.  อาการทุเลาปวด แต่ไม่หายอาเจียน  เดือน สค. พบมะเร็งกระจายไปทั่ว พย  พบก้อนมะเร็งกดทับเส้นประสาทด้านต้นคอ.  อาการช่วงนี้คือแกปวดไปทั้งตัว บวมมาก ขยับตัวไม่ได้ ยาแก้ปวดคือมอร์ฟีน และต้องขอยานอนหลับคุณหมอ...จน 2 วันสุดท้าย แกนอนเฉยๆ ไม่บ่นเจ็บบ่นปวดอะไร.   วันที่ 22 พย.   หายใจเองไม่สะดวกใส่เครื่องช่วยหายใจ เช้าวันที่ 23. พย 59. ท่านจากไปอย่างสงบ นอนนิ่งๆไปเลย. นับเป็นการต่อสู้กับโรคร้ายที่ทรมานตลอด 7 เดือน รักษา 4 รพ ทั้งรัฐและเอกชน  เงินไม่สามารถยื้อชีวิตใครไว้ได้เลย.  จขกท. พูดถูกค่ะดูแลสุขภาพตัวเองและคนที่คุณรักตั้งแต่วันนี้ดีกว่าค่ะ. การต้องเฝ้ามองคนใกล้ชิดเห็นเค้าเจ็บปวด ทรมาน นับเวลาถอยหลังไปเรื่อยๆ มันเป็นเรื่องที่ทรมานใจมากค่ะ
ความคิดเห็นที่ 37
เราเองก็เสียคุณป๋าและพี่ชายไปจากมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
คุณป๋าตอนที่ตรงคอโตขึ้น พอไปตรวจก็ระยะที่4แล้ว ก็มีเวลาเตรียมใจแค่ 1-2 เดือนเช่นกัน
จากรพ.ตำรวจ ก็ย้ายไปที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ (ติดกับรพ.รามา)
ส่วนพี่ชายตอนตรวจเจอระยะที่ 3 ก็ได้ดูแลกัน ทำใจกันปีกว่าๆ
มีรักษาตัวที่รพ.เอกชนตามประกันสังคม แต่ตอนรักษาใหญ่ๆ จะไปที่รพ.ภูมิพล
จนในช่วงสุดท้ายก็กลับมานอนที่รพ.เอกชน ...

ในช่วงเวลาลำบากแบบนี้
เข้าใจนะคะ ว่าบางทีคนเราจะโกรธทุกอย่างบนโลก
โทษทุกอย่างที่ทำให้เกิดความสูญเสีย

แต่อยากให้มองในแง่ดีของเหตุการณ์นี้ด้วย
อย่างน้อยในช่วงเวลาสุดท้าย เราก็ยังได้มีเวลาทำใจ
ได้บอกลา สั่งเสียกัน ทำเวลาที่มีอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

คุณจขกท.ทำดีที่สุดแล้วนะคะ ไม่ต้องคิดอะไรมาก
ต่อไปก็ดูแลคนอื่นๆที่ยังอยู่ เป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูกๆ
เข้มแข็งไว้นะคะ ขอบคุณที่แชร์เรื่องราว เป็นกำลังใจให้ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 38
แม่ของเราก็เป็นมะเร็งเหมือนกันค่ะ ระยะคุกคามหรือแพร่กระจายนั่นแหละ กระจายไปหลายจุดเหมือนกันแต่หนักหน่อยตรงกระดูก
แต่ตอนนี้อาการดีขึ้นมากแล้วค่ะ จากที่ปวดจนเดินไม่ได้ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ตอนนี้ ทำเองได้หมดแล้วค่ะ
แต่ก็ยังเดินไม่ค่อยสะดวกต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเหมือนกันแต่ก็ถือว่าดีขึ้นมาก
โรคนี้สำคัญที่กำลังใจดีค่ะ และเราให้แม่ทานยาเห็ดหลินจือร่วมกับการรักษาไปด้วย จากที่อาการตอนแรกหมอบอกไม่รับปากว่าจะช่วยได้แค่ไหน แต่ตอนนี้แข็งแรงขึ้นมากเลยค่ะ
เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเจอกับปัญหานี้อยู่นะคะ
ความคิดเห็นที่ 39
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้ครับ

จากที่ได้อ่านเรื่องราวของเจ้าของกระทู้

มะเร็งอยู่ในระยะแพร่กระจาย (ระยะสุดท้าย) ตั้งแต่ตอนเจอที่อนามัยแล้วครับ

หมายความว่า ต่อให้ CT scan ตั้งแต่วันแรกที่ไปอนามัย ก็รักษาไม่ทันอยู่ดี

เรื่องแบบนี้ จะว่าไปก็เหมือนคราวซวยครับ ต่อให้ใช้เงินเป็นร้อยล้านไปรักษาที่ รพ.กรุงเทพ หรือบำรุงราษฎร์ ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างไปจากนี้

สิ่งสำคัญที่สุดของการรักษามะเร็งระยะสุดท้าย คือการทำให้คนไข้สบายที่สุดครับ ไม่ต้องทรมานไปกับการรักษาที่ไม่มีประโยชน์ ได้ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีความสุข

แพทย์ที่ศิริราชรักษาได้ถูกต้องตามหลักวิชาการ แต่สอบตกในด้านการสื่อสาร และวิธีการอธิบายให้ผู้ป่วยและญาติได้เข้าใจถึงสถานการณ์ครับ
ความคิดเห็นที่ 40
อ่านแล้วร้องไห้ตามเลย
เข้าใจความรู้สึก เราก็เสียแม่ไปเพราะมะเร็งปอดเหมือนกัน แม่เราตรวจสุขภาพตลอดๆตอนแรกที่เจอก็เป็นจุดเล็กๆที่ปอด  ผ่าตัดไม่ได้เหมือนกันเพราะมันใกช้เส้นเลือดใหญ่ สุดท้ายมันลามไปเร็วมากผ่านมา5-6เดือนที่เสียแม่ไปเรายังทำไมไม่ได้เหมือนกัน ก่อนหน้าที่จะตรวจเจอแม่ก็แข็งแรงดีทุกอย่าง แต่พอรู้ว่าเป็นเหมือนทุกอย่างมันเกิดขึ้นไวมาก เข้าออกโรงพยาบาลอาทิตย์ละ3-4วัน
Comment:
CONFIRM CODE :
Comment Name :

บทความทั้งหมด
  คลิกที่นี่ เพื่อดูสินค้าแนะนำ
  ลดราคากว่า 80%(ห้ามพลาด)