โรคซึมเศร้า 2020

by WheelSharee Posted on 2019-11-24



ความคิดเห็นที่ 1
วิธีสังเกตโรคซึมเศร้าด้วยตัวเอง

วิธีสังเกตง่ายๆด้วยตัวเองว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า คือ สังเกตอารมณ์ตัวเองตอนตื่นเช้า

"มีความสุขมั้ย" "คิดอะไรเป็นอย่างแรกหลังลืมตา" "รู้สึกยังไงกับการมองเห็นเพดาน โต๊ะข้างเตียง ชั้นวางของปลายตียง หรือลายผ้าห่ม" ...คนปกติส่วนมากจะจำจุดนี้ไม่ได้ แล้วข้ามไปหยิบมือถือ หรือปิดเสียงนาฬิกาปลุก แต่คนป่วยส่วนมาก โมเมนต์นี้เป็นโมเมนต์สำคัญของวัน ...โอเค ร่างกายอาจจะฟังก์ชันปกติ คือปิดเสียงนาฬิกา ดูเวลา เดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวแล้วอาบน้ำเตรียมไปทำงาน แต่ใน"สมอง" ย้ำ ว่า "สมอง" มันจะคิด และมีคำถามที่ดูปกติแต่ไม่ปกติดังขึ้นเป็นระยะ เช่น "...เมื่อกี้ตอนลุกเราหายใจแรง" "เหนื่อย หายใจนี่เหนื่อยอย่างงี้เลยหรอ" "รู้สึกไม่ดีเลย" ..."อยากหลับ" ..."ไม่อยากตื่นแล้ว" "ทำไมเราไม่มีความสุข" ...ในขณะที่คำถามต่างๆที่ตอบไม่ได้ประดังมาในหัว และดูไร้สาระ ร่างกายคุณจะทำงานไปปกติ เราจะเดินไปอาบน้ำ แปรงฟัน หยิบเสื้อผ้า นั่งรถไปทำงาน ทักทายเพื่อน ทำงาน จนถึงตอนพักเที่ยง ...คำถามเราอาจจะหายไปบ้างตอนที่เรานั่งทำงาน เพราะเราจดจ่อที่งาน แต่พอพักเที่ยง คำถามจะกลับมาใหม่ และคำถามจะโยงไปโยงมา ส่วนใหญ่จะมาจบที่ "ทุกอย่างที่ฉันทำ ฉันเป็นคนผิด ฉันไม่ควรตื่นมาตอนเช้าเลย" ประมาณนั้น (...อย่าให้พิมพ์อะไรที่ดาร์กกว่านี้ คือมันมีค่ะ มีแน่ๆ แต่ไม่ได้ต้องการให้การเขียนนี้นำเสนอเรื่องราวชัดเจนในเชิงแบบนั้น)

ถ้าคุณเริ่มมีเสียงในหัว คุยกับตัวคุณเอง หาเหตุผลในการตื่นเช้า ลืมตา หายใจ ค้นหาว่าสิ่งที่ไม่ดีต่างๆมันเกิดเพราะอะไร ปัญหาชีวิตที่มีตอนนี้ทำไม แก้มันยังไงได้บ้าง และเรื่องส่วนมากชอบมาจบตรงที่ คุณ เป็นคนผิด คุณผิด ผิด ผิด ผิด คุณเป็นคนทำให้เรื่องมันแย่ หรือแม้กระทั่งเป็นฉนวนเล็กๆที่ส่งเสริมให้เรื่องมันบานปลาย คุณต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าจะรับผิดชอบแบบไหนก็ตาม ... และเสียงในหัวพวกนั้น เริ่มทำให้คุณคิดภาพในสมอง ภาพที่ทำให้คุณกลัว ความสูญเสียที่คุณไม่อยากให้เกิด เริ่มระแวงสิ่งของรบตัว นอนไม่หลับเพราะคิดถึงแต่เรื่องราวปละภาพต่างๆ จนในที่สุดและเริ่มเป็นภาพของคุณเองใน"รูปแบบต่างๆ" ที่บางอันก็ดูโง่ บางอันก็ดูเป็นจริง...จนคุณคิดว่ามันเป็นจริงได้ นั่นคือคุณเริ่มมีอาการ"ซึมเศร้าจริงๆ" อย่าตามภาพนั้น อย่าคิดถึงมัน รู้ให้ทัน บอกตัวเองว่า นี่เกิดขึ้นเพราะสมอง เพราะเราป่วย ยอมรับมันค่ะ และไปหาหมอ

--------------------------------------------------------------------
ต้องเศร้าแค่ไหนถึงต้องไปหาหมอ

จำได้ว่า ครั้งแรกที่ไปหาหมอ คือตอนที่เกิดความรู้สึกว่า ปัญหาที่มีในตัว เยอะมาก เยอะจนหาทางออกไม่ได้ ไม่รู้จะทำยังไง เล่าให้คนอื่นฟังก็ไม่อยากให้คนอื่นคิดมาก กลัวการเล่า กลัวจะสร้างปัญหาใหม่อื่นๆ ตายก็ไม่ได้ อยู่ก็ทรมาน(เพราะร่างกายเริ่มได้รับผลกระทบ เช่นนอนไม่หลับ ระแวงสิ่งที่ไม่ควรระแวง เริ่มกลัวเหตุการณ์ที่เกิดจากการจินตนาการของเราเอง เป็นต้น) ถ้าเริ่มรู้สึกแบบนี้ และเริ่มรู้สึกว่าต้องทำอะไรซักอย่าง ขอให้ลองไปเล่าให้คนที่ไม่รู้จักฟัง คนที่จะไม่เอาเรื่องเราไปเล่าต่อ คนที่จะฟัง มองหน้า และพยายามเข้าใจ และจะไม่ส่งผลกระทบกับวงจรปัญหาอะไรที่เรามีทั้งนั้น คนที่เราไม่ต้องบอกใครว่าเรารู้จัก และเราไม่ต้องแนะนำเค้าให้ใครรู้จัก ...."จิตแพทย์" (ตอนนั้นฉันก็เลยไปหาหมอ หาแบบไม่ได้นัด ไปนั่งรอ หมอคนไหนก็ได้) จริงๆฉันโชคดีที่ไปหาหมอเอง คิดถึงจิตแพทย์ได้เอง เพราะบางคนเค้าก็ไม่ได้คิดถึง และถ้าคุณมีอาการแบบนั้น อยู่ในภาวะอะไรประมาณนั้นตอนนี้ ขอให้คุณลองเดิมไปพบดู เหตุผลก็อย่างที่บอก เค้าเป็นคนที่ห่างไกลจากวงจรปัญหาในหัวของคุณ และคุณก็ไม่ได้จำเป็นต้องบอกใครว่าคุณไปพบเค้า (สำหรับฉัน คุณไม่จำเป็นต้องบอก เพราะคนอื่นก็อาจจะกังวลเรื่องของคุณมากไป หรือมันอาจจะสร้างปัญหาอื่นเพิ่มได้) ...ถ้าคุณอยู่ในจุดที่ฉํนแนะนำให้ไปพบนี้แล้ว ฉันคิดว่าคุณก็รู้ ว่าคำว่าจิตแพทย์ไม่น่ากลัวเลย ไม่มีความแปลกอะไรเลย คุณไม่มีความอายที่จะต้องไปพบ คุณจะไม่มานั่งคิดว่าทำไมฉันต้องไป ฉันไม่ได้บ้า เพราะคุณ "รู้" ว่าคนทนมันไม่ได้ คุณต้องการทางออก

สังเกต และไม่ว่าอาการจะเป็นแบบนี้ ประมาณนี้ หรือแย่กว่า ขอให้ลองไปพบดูนะคะ

-------------------------------------------------------------
ยาที่หมอสั่ง

ตามความเข้าใจของฉัน และในกรณีของฉัน หมอบอกว่าในเมื่อพบหมอแล้ว เข้าใจว่าอาจจะไม่ได้ต้องการทานยา แต่หมอคงต้องจัดยาให้ ขอให้ทาน เพราะมันน่าจะช่วยให้รู้สึกดีขึน อย่างน้อยก็น่าจะช่วยเรื่องนอนหลับ และถ้าหลังทานยาแล้ว หมออยากให้มาพบหมออีกครั้งเพื่อดูอาการ  และถ้าดีขึ้น หลังจากนั้นก็ไม่ต้องมาก็ได้ แต่ขอให้รู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง ...สุดท้ายฉันกลับไปพบหมออีกสี่ห้าครั้ง จนรู้ว่าตัวเองเป็นอะไร และต้องควบคุมความคิดตัวเองยังไงบ้าง ยาที่ดีที่สุด คือจิตใจของเรา เมื่อสมองเราแปลก ต้องใจนิ่ง และสู้มัน ถ้าเราไม่อยากตื่นอีกต่อไปแล้ว ให้นึกถึงสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ นึกถึงเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นแล้วเราอยากจะเห็น บางอย่างอาจจะฟังดูไร้สาระก็ช่างมัน ถ้ามันสู้กับสมองเราได้ เป็นหตุผลที่ดีพอจะตอบสมองเรา ให้เราตื่นมาในวันต่อไปได้ ก็ให้คิดถึงมัน ...อย่ายึดกับเรื่องเดียว คิดเรื่องดีๆไว้หลายๆเรื่องถ้าเรื่องนึงไม่เป็นดังหวัง ก็คิดถึงอีกเรื่อง หาเรื่องดี เรื่องไร้สาระที่ดี ใส่ในใจไว้ เพื่อไว้สู้กบสมองตอนเช้า ก่อนนอน หรือตอนอยู่คนเดียว ...สำหรับยาที่เป็นเม็ดๆ หมอคงสั่งยาให้แต่ละคนไม่เหมือนกัน เราจะขอละไว้

---------------------------------------------------------
...จริงๆที่พิมพ์นี่เพราะอาการมันมา มีเรื่องกระตุ้นให้คิดเรื่องเหตุแก่ตัว แต่เพราะใจฉันตอนนี้มีเหตุผลว่า ถ้าฉันจะเป็นอะไรไปตอนนี้ ไอ่คนที่คิดว่าป่วยเป็นโรคคงได้เข้าใจผิดกันไปตลอดชีวิตสิวะ... ฉันเลยนั่งลงเล่าเรื่องนี้ให้พวกคุณฟัง

โรคนี้สู้ได้ ถ้าเรารู้ทันสมอง และหัวใจของเรา

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วค่ะ อย่างน้อยฉันก็มีประโยชน์ในพื้นที่เล็กๆตรงนี้ รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างต้องขอโทษด้วย และถ้าใครมีอาการถึงขั้นที่เล่านั้น ขอให้ลองไปพบ "คนที่อยู่นอกวงจรปัญหาทุกอย่างและไม่ได้ต้องรู้จักคุณมาก่อนเพื่อจะฟังคุณ"ดูนะคะ เค้าอาจจะช่วยคุณไม่ได้ตลอด แต่อย่างนั้น เวลาคุยกับเค้า(กับหมอ) ก็ช่วยฝึกให้คุณถามคำถามอื่นกับตัวเองเวลาโรคกำเริบ ฝึกให้คุณรู้ทันว่า สิ่งที่อยู่ในหัวฉันตอนนี้มันคือความป่วยไข้ ไม่ใช่เพราะฉันไม่ไหวจริงๆ

เป็นกำลังใจให้ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 2
บางทีมันเบื่อจนคิดไรไม่ออก 

ทั้งๆที่รู้ว่าทำไห้ตัวเองสดใสสิ มันทำไม่ได้ หดหู่ต่อไป
ความคิดเห็นที่ 3
จขกท. ตั้งกระทู้นี้ขึ้นเพื่ออยากให้คนที่ไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้าเข้าใจความรู้สึกว่าผู้ป่วยโรคซึมเศร้าก่อนที่จะตัดสินใจเลอกทางตาย

ขอออกตัวก่อนว่าจขกท.เป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่โชคดีรู้ตัวก่อนจะตัดสินใจลงมือ และเอาตัวเองไปหาหมอ ถูกวินิจฉัยว่าป่วยด้วโรค Major Depressive Disorder โดยมีการรับรองจากแพทย์และต้องกินยาต่อเนื่อง

หลายครั้งที่เห็นคนเข้ามาคอมเมนต์กรณีมีการฆ่าตัวตายว่าโง่ เนรคุณ ก็เลยอยากให้คนที่นึกไม่ออกว่าอาการของโรคซึมเศร้าเป็นยังไงได้รู้ความรู้สึกและความคิดก่อนที่คนป่วยจะตัดสินใจฆ่าตัวตาย เพราะเราเองก็เคยเป็นหนึ่งในคนที่ไม่เข้าใจเหมือนกัน คิดว่าคนนั้นโง่ เห็นแก่ตัวมาตลอด จนมาเจอกับตัวเอง

ข้อแรกที่ต้องเข้าใจคือ คนซึมเศร้าไม่ได้เศร้า ฟูมฟาย ร้องไห้ตลอดเวลา
แต่จะไม่สามารถหลุดจากความคิดแง่ลบ สิ้นหวัง ไม่เห็นอนาคต
จนสุดท้ายก็คือไม่รู้สึกอะไรเลย นี่คือเรื่องที่ "ทรมาน" ที่สุดของคนเป็นโรคนี้ ถ้านรกมีจริงก็คงเป็นความรู้สึกนี้แหละ

ไม่มีความรู้สึกสนุก ไม่มีความรู้สึกดีใจ ไม่มีความรู้สึกเสียใจ ไม่รู้สึกเศร้า ไม่ผูกพันกับอะไรทั้งนั้น
ตอนที่จขกทเป็นหนักๆ บอกเลยว่า ขอรู้สึกเศร้าดีกว่าที่จะไม่รู้สึกอะไรเลยแบบนี้ เหมือนไม่มีวิญญาณ ว่างเปล่า
ไม่มีอะไรเหลือให้ผูกพันมีชีวิตอยู่

เวลาอยากตายคือไม่เลือกวิธีการว่าจะทรมานมากหรือน้อย ต้องการแค่ความรวดเร็ว และแน่นอน
จะได้ไปให้พ้นจากความรู้สึกนี้เสียที

มันเป็นโรคที่เดียวดายมาก ต้องสู้ด้วยตัวเองจริงๆ เพราะงั้นคนเป็นโรคซึมเศร้าไม่ได้อ่อนแอนะคะ
เราว่าพวกเราเข้มแข็งมากจนพยายามที่จะมีชิวิตรอดในอาการแบบนั้น

โรคซึมเศร้าของเราแบ่งอาการง่ายๆเป็น 3 ช่วง

ช่วง1 : อาการหนัก
จะรู้สึกมีแรงกระตุ้น มีเสียงเรียก เหมือนโดนตัวเองกล่อมว่าให้ฆ่าตัวตายไปเถอะ โลกไม่น่าอยู่ ไม่มีอะไรดีๆรออยู่ข้างหน้า
ตอนนี้ไร้ค่า สร้างแต่ปัญหาให้คนอื่น อนาคตมีแต่จะแย่ลง ยังไงช้าเร็วเดี๋ยวก็ต้องตายเหมือนกัน
ช่วงไหนที่เสียงดังหน่อย พ่ายแพ้กับเสียงนั้นก็จะหมกมุ่นแต่กับความคิดหาวิธีฆ่าตัวตายตลอดเวลา
เดินกลับบ้านเห็นเสาโลตัสก็อยากปีนเสาแล้วกระโดดไปเลยให้รู้แล้วรู้รอด อะไรทำนองนั้น เครียดกับทุกอย่าง ทุกเรื่อง
หายใจก็เหนื่อย ลุกก็เหนื่อย เดินก็เหนื่อย รู้สึกได้ถึงความหนักที่กดทับลงมาบนตัว
ไม่ใช่การเหนื่อยทางกายภาพ แต่เหนื่อยและหนักทางใจ
โลกทุกอย่างเป็นสีเทา สีดำ หม่นหมองมาก เซนซิทีฟ ร้องไห้ง่ายมาก

ถ้าถูกปัญหารุมเร้าช่วงนี้จะสติแตก โลกถล่มตรงหน้า ทุกคนที่ติดต่อเข้ามาคือเจ้ากรรมนายเวร

ช่วงนี้ไม่สามารถรวบรวมสติ สมาธิอะไรได้เลย เขียนบันทึกไม่ได้ อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง ปกติอ่านนิยายหรือหนังสือคืนละเล่ม
แต่นี่ย่อหน้าเดียวอ่านซ้ำสิบทีก็ไม่เข้าใจ การ์ตูนที่มีแต่ภาพก็เหมือนเปิดผ่านไป ไม่รู้เรื่อง

หนักสุดคือนอนข้ามวันไปเลย ช็อคมาก นอนสองทุ่ม ตื่นมา 5 โมงเย็นของอีกวัน

เวลาทำงานนี่มีปัญหามาก คือรับงานมาแล้วไม่ทำ โกหกส่งๆไปว่าทำแล้ว ผลัดวันประกันพรุ่งทั้งที่รู้ว่าถ้าทำแบบนี้แล้วจะสร้างปัญหาใหญ่ตามมา
แต่ไม่สามารถบังคับตัวเองให้ทำได้ อยากร้องไห้ กลัว กังวลที่จะต้องติดต่อแบบไม่มีเหตุผลอะไรทั้งนั้น
ในหัวมีความคิดว่า ช่างมัน เดี๋ยวก็ตายแล้ว ไม่อยากทำ ไม่อยากรับรู้ ไม่สนใจ

สร้างความเสียหายอย่างเวลร้าย และสร้างปัญหาให้คนที่รักและเคารพ  และปัญหาที่ก่อไว้ตอนนี้ จะกลายเป็นชนวนของอาการหนัก cycle ใหม่

โจมตีตัวเองด้วยความรู้สึกผิดตลอดเวลา รุนแรงมาก อยากตายเพื่อไม่ต้องรู้สึกผิดอีกต่อไป

หมายเหตุ: เรามีอาการแบบนี้ประมาณ 80% ของเดือน ยกเว้นวันเสาร์ที่รู้สึกเหมือนได้พักผ่อนบ้าง เพราะไม่มีคนตามงาน

ช่วง 2: เริ่มมีสติ
พออยู่ในช่วงโคม่ามาซักพัก ก็จะทนความหดหู่ไม่ไหว รู้สึกต้องเอาชนะมันแล้วเข้าสู่ช่วงมีสติ
ระยะนี้ก็จะหาทางเอาชนะความอยากตายสิ้นหวังได้ด้วยวิธีต่างๆ นาๆ แต่ก็จะสำเร็จแค่ช่วงสั้นๆ (ทำหมดยกเว้นหาหมอ)

- ขณะตอนที่เขียนนี้กำลังมีสติ แต่ถูกความเครียด ไม่สบายใจและความรู้สึกผิดโจมตีอยู่ -

รู้ตัวว่าจริงๆแล้วไม่ได้อยากตาย แค่อยากหนีปัญหา หนีความรู้สึกผิดที่ตัวเองก่อไว้ช่วงที่อาการหนัก
ทำงานได้บ้าง แต่ต้องรวบรวมพลังกายและพลังใจอย่างสูง

พอทำงานได้ เห็นความคืบหน้าของงานที่พยายามทำแล้วก็จะรู้สึกดีที่ตัวเองมีประโยชน์ เข้าสู่ช่วงอาการดีต่อไป

          อาการช่วงนี้จะมีสติ รู้ตัวว่าไม่ได้อยากตาย อยากแก้ปัญหาที่ก่อไว้ให้ดีขึ้น อ่านหนังสือได้ เข้าใจได้ แต่ไม่รู้สึกสนุก
          ไม่มีอารมณ์ร่วมกับสิ่งใดๆ บนโลก ไม่ได้หดหู่รุนแรง แต่ไม่ได้สดใสหรือมีความสุข
          รู้สึกหวั่นไหวง่าย มีความกลัวอยู่บ้าง ถ้ามีอะไรกระทบกระทั่งก็พร้อมโคม่าได้เสมอ ต้องประคับประคองตัวเองดีๆ

ช่วงที่ 3 : อาการดี
ถ้าทำงานได้ Productive มาก ปัญหาที่ก่อไว้คลี่คลายได้ หรือสามารถแก้ปัญหาได้
หรือเรื่องงานที่ไม่ยอมทำแล้วโกหกไว้ในข้อ 1 สามารถรอดไปได้แบบไม่ถูกจับได้จะอาการดีขึ้น
มีความร่าเริง พูดเก่ง ช่วงนี้จะแอคทีฟมาก อยากทำนั่น อยากทำนี่ มีใจอยากเรียน อยากเขียนบลอค
สามารถเขียนบันทึกไดอารี่หรือเขียนอะไรได้ยาวๆ  ทำงานเร็ว กล้าชน กล้าเจอทุกปัญหา เจอเพื่อน
ร่าเริง ตลก อ่านหนังสือสนุก ความจำดี รับผิดชอบงานสูง ทำงานทันทีที่ได้รับคำสั่ง

ช่วงเวลานี้เกิดน้อยมาก และสั้นมาก เพราะจะถูกปัญหาใหม่ๆโถมใส่ตลอด ประมาณ 5% ของเดือน

มาว่ากันถึงสภาพที่เป็นช่วงที่อาการหนัก
- อยากฆ่าตัวตาย - อันนี้จริงมาก เป็นหนักที่สุดคือตอนเช้า ตื่นมาแล้วรู้สึกเหมือนโลกถล่ม
อาการจะค่อยๆดีขึ้นตอนกลางวันและบ่าย สงบที่สุดช่วงตอนดึก และเป็นใหม่อีกครั้งในตอนเช้างันถัดไป รู้สึกเครียด หนัก เหนื่อย ไม่อยากลุก

- ไม่อยากรับรู้ ไม่อยากรับผิดชอบอะไร - เป็นอะไรที่ที่ก่อปัญหาให้ตัวเองและคนรอบข้างที่สุด ทำให้โรคซึมเศร้าไม่หายสักที และก่อให้เกิดข้อต่อไป

- รู้สึกผิดรุนแรง - ปัญหาต่อเนื่องจากข้อ 2 เหมือนโดนตัวเองเตะตัดขาตลอดเวลา ไม่มีอะไรสาหัสเท่ากับการต่อสู้กับตัวเองอีกแล้ว

ตัวอย่างไดอารี่ที่จขกท. บันทึกไว้ตอนที่ป่วยหนัก
บันทึกเล่มนั้นยังเก็บอยู่ เอามาอ่านแล้วกลัวตัวเองตอนนั้น


5/9/59
ตื่นมาด้วยความรู้สึกแย่สุดๆ
ไม่อยากเขียน ไม่อยากอะไร อยากร้องไห้ อึดอัด ปวดหัว เครียด
เบื่อโลกมาก
หนีเข้าไปนั่งร้องไห้ในห้องน้ำ
มีงานต้องทำแต่ไม่สามารถบังคับให้ตัวเองทำได้
ในหัวมีแต่เสียงตะโกนว่าช่วยด้วยตลอดเวลา

ถ้าไม่ได้รับการรักษา ถ้าคิดไม่ได้ หรือถ้าอยู่คนเดียว มันจะไปง่ายมากๆ ตรงนี้สำคัญนะคะ
ถ้ามีเพื่อนหรือคนในครอบครัวเป็น อย่าปล่อยให้อยู่คนเดียวค่ะ ไม่ต้องตัวติดกันหรือมาถามตลอดเวลา
แต่ให้เค้ารับรู้ว่ามีคนอยู่ในบ้านด้วย จะช่วยหยุดได้ค่ะ

ตั้งใจจะเขียนสั้นๆ แต่กลายเป็นพิมพ์ซะยาว
แต่ละคนก็อาการป่วยแตกต่างกันไปนะคะ แต่เชื่อว่าสุดท้ายก่อนตายจะรู้สึกเหมือนกัน
ถ้าใครอยากทราบว่าควรปฏิบัติตัวกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอย่างไร ถามได้นะคะ
ไม่ได้เรื่องมากหรือห้ามนั่นห้ามนี่ค่ะ

สำหรับเพื่อนๆใช้ "ความเข้าใจ" และในกรณีที่เป็นคนในครอบครัว เราใช้ "ความอดทน" ค่ะ



ถ้ากระทู้นี้จะเป็นประโยชน์อย่างไรต่อสังคมบ้าง
ขออุทิศให้ผู้ที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายด้วยโรคซึมเศร้าทุกคนค่ะ
ความคิดเห็นที่ 4
เข้าใจครับ ผมก็เป็นมาทั้งหมดที่ว่า
การดีขึ้นได้อยู่ที่จิตใจก็จริงครับ แต่หากบังคับตัวเองให้เริ่มเปลี่ยนแปลง คือมีสติ จะช่วยได้เยอะมากๆครับ เพราะรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเจอกับอะไร และจะเป็นอย่างไร แบบนี้แล้วเริ่มเปลี่ยนตัวเองซะ ถ้าไม่มีใครสักคนให้กำลังใจ ปัญหาก็ยังไม่ได้ถูกแก้ไขจะทำอย่างไร?

ผมใช้วิธี
ออกกำลังกาย <<< เข้าฟิตเนส ออกแรงทั้งหมดที่มีในแต่ละวัน เล่นจนเสพติดการออกกำลังกายไม่ได้ไปก็หงุดหงิด
พักผ่อน <<< เล่น กิน ดื่ม เที่ยว ผ่อนคลาย และหลับนอน

สองอย่างนี้ทำให้เราดีขึ้นเหมือนปกติได้ ต้องฝืนครับ หากรู้ว่าเป็นอยู่ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมซะ อย่าไปจมลงกับมัน รีบแก้ไขยังทัน
ความคิดเห็นที่ 5
อยากรู้ว่าถ้าหากแนะนำไปถึงผู้เป็นโรคได้ จะแนะนำให้ทำอะไรครับ
1 หยุดงาน หรือไม่
2 ควรไปอยุ่กับครอบครับหรือไม่
3 ควรห่างจากแฟนหรือไม่
4 ไปอยู่รีสอร์ทต่างจังหวัด ซักกี่วัน จะดีขึ้นยังไง
5 ควรใช้  social อะไรบ้าง (คาดว่ายังใช้ ig ได้ กรณีเราเป็นผู้ติดตาม)
6 อยากให้เพื่อนปฏิบัติตัวอย่างไร
7 ห้ามปฏิบัติตัวอย่างไรต่อผู้เป็นโรค
ความคิดเห็นที่ 6
ขอตอบนะคะ
1.หยุดงานน่าจะต้องดูความหนักของอาการค่ะ
ตอนเราเป็นเราก็ไปเรียน ไปแลกเปลี่ยนด้วย กลับมายิ่งกว่าเดิม ดร็อปไปเทอมนึงเลยค่ะ
2.น่าจะดีค่ะ แต่ขอให้ครอบครัวศึกษาทำความเข้าใจคนเป็นโรคนี้พอประมาณ ผู้ป่วยอาจจะบางคนคาดหวังความอบอุ่น แต่ต้องไม่ลืมว่าสำหรับคนอื่น อาการของผู้ป่วยโรคนี้น่ารำคาญค่ะ ถ้าเข้าใจก็จะไม่รำคาญ ไม่ถือสาผู้ป่วย
3.คล้ายๆกับข้อสองค่ะ ถ้าแฟนเข้าใจ พร้อมดูแลก็คบติดต่อปกติ อย่างแฟนเราไม่ค่อยเข้าใจ บางทีเค้าทำร้ายความรู้เราโดยไม่ตั้งใจเราเลยออกอาการใส่เค้า เค้ากลัวจนเลิกกับเราเลยค่ะ ทำให้เราแย่จนคิดฆ่าตัวตาย จริงๆเค้าไม่ได้ผิดอะไรเลย
4.ไปเที่ยวต่างจังหวัด ช่วยได้มากๆๆๆๆไม้ยมกร้อยตัวค่ะ เปลี่ยนบรรยากาศและแวดล้อม จะเพิ่มความสดชื่นให้ผู้ป่วย มีความตื่นตาแปลกใหม่เปลี่ยนจุดสนใจ ทำนองนั้น เราไปเที่ยวด้วยค่ะ อาการเศร้าหายไปชั่วคราว กลับมาก็พยายามทำตัวเองให้มีกำลังใจ ชีวิตยังมีอะไรดีๆรอเราไปพบเจอ
5.พยายามอย่าใช้ค่ะ เดี๋ยวไปเจออะไรกระทบใจ  
6.ปกติค่ะ ไม่ต้องเป็นพิเศษ เพราะเราก็ไม่ได้อยากรู้สึกว่าเพื่อนมีความใจดีมากขึ้นเพียงเพราะเราป่วย ไม่ได้อยากรู้สึกเป็นคนป่วยต่อเพื่อนๆ แค่ทำให้เรารู้ว่าเพื่อนเป็นกำลังใจให้และยังมีเพื่อนเสมอ
7.เยอะแยะมากค่า แหะๆ ผู้ป่วยอ่อนไหวง่ายอะ  จริงๆไม่พูดอะไรลบๆให้เราได้ยินก็พอค่ะ และก็อย่าเทศน์ก็พอค่ะ ยิ่งได้ยินยิ่งหดหู่
ยาวไปหน่อย ทั้งหมดนี้ตอบจากการที่เราเคยเป็นMDDมานานหลายปีค่ะ
ความคิดเห็นที่ 7
ขอตอบคล้ายๆคุณช็อกโกแลตชาวเกาะนะคะ ตอบได้ครอบคลุมมากๆ

1 หยุดงาน หรือไม่
- อันนี้อยู่ที่แต่ละคนนะคะ ถ้าให้เราแนะนำ เราแนะนำว่าให้ไปหาหมอ ทานยาก่อนจะหยุดงานค่ะ
เพราะถ้าหยุดงานเราจะไม่มีเงินทันที อันนี้เครียดจริงๆค่ะ ทำงานไป หาหมอไป ทานยาไปนะคะ
หรือถ้าสภาพแวดล้อมที่ทำงานแย่มาก ไม่อำนวย อันนี้หางานใหม่นะคะ ไม่อยากให้หยุดงานแล้วอยู่คนเดียว
ไม่มีเงิน ไม่มีใครด้วย เสี่ยงค่ะ

2 ควรไปอยุ่กับครอบครับหรือไม่
- อยู่ที่สภาพครอบครัวค่ะ ถ้าเข้าใจเรา ไม่พูดอะไรที่คุณฟังแล้วไม่โอเค อยู่ได้ค่ะ ดีด้วย ถ้าเจอครอบครัวไม่เข้าใจ (และน่าจะไม่มีทางเข้าใจ อันนี้ลองไปอยู่กับเพื่อน หรือญาติที่เราโอเคด้วยก่อนดีกว่านะคะ)

3 ควรห่างจากแฟนหรือไม่
- ถ้าคุณไม่เหวี่ยงวีนใส่แฟน และแฟนเข้าใจคุณ ไม่ทำให้คุณอาการแย่ลง (อันนี้อยู่ที่แต่ละคนนะคะว่าเจออะไรแล้วจะรู้สึกแย่) เราคิดว่าควรอยู่ค่ะ แต่คุณต้องหาหมอด้วยนะคะ ไม่งั้นเดี๋ยวแฟนจะป่วยตามกันมา หรืออาจจะทะเลาะกันได้ค่ะ เป็นกำลังใจให้คู่รักที่กำลังเจอโรคนี้นะคะ รักษาให้ต่อเนื่องแล้วจะผ่านไปได้ค่ะ

4 ไปอยู่รีสอร์ทต่างจังหวัด ซักกี่วัน จะดีขึ้นยังไง
- ได้เปลี่ยนบรรยากาศดีขึ้นแน่นอนค่ะ หายไปซักอาทิตย์ แต่มีคนไปด้วยดีกว่านะคะ อย่าไปพวกหน้าผาหรือที่เปลี่ยวอะไรงี้ ไม่เอานะ ไปทะเลฟังเสียงคลื่น ทำอะไรที่ชอบ โลกนี้สวยงามมากนะคะ เราเพิ่งเห็นได้ไม่ถึงเศษเสี้ยวเลย อย่าเพิ่งรีบไปค่ะ

5 ควรใช้  social อะไรบ้าง (คาดว่ายังใช้ ig ได้ กรณีเราเป็นผู้ติดตาม)
- ไม่แนะนำค่ะ ลองตัด Social ไปเลยจะดีกว่า ทำให้อาการซึมเศร้ากำเริบได้ อย่างของเราตอนนั้นจะรู้สึกว่า คนนั้นก็ชีวิตดี ทำไมเราเป็นแบบนี้ นั่นก็ครอบครัวเรานะ ทำไมมีความสุขแต่ช่วยเราไม่ได้เลย

ปิดค่ะ ออกจากโลกโซเชี่ยลไปเลยจนกว่าจะดีขึ้น

6 อยากให้เพื่อนปฏิบัติตัวอย่างไร
- โทรมาหาคุยสั้นๆ นัดกิน นัดทำอะไรที่ชอบ ทำตัวเหมือนเดิม เคยเห็นเราบ้าก็เห็นเหมือนเดิมค่ะ คนป่วยบางคนแทบไม่แสดงอาการเลย อยู่กับเพื่อนจะปกติมาก แต่จะปรึกษาคนที่เค้าคิดว่าคุยได้และไว้ใจ
เพื่อนเราคนนึงที่เราคุยด้วยแล้วรู้สึกดีมากเค้าจะถามเราเวลาเราระบาย
เช่น
เรา - วันนี้เครียดมาก อยากร้องไห้
เพื่อน - เครียดเรื่องอะไร เจออะไรมา เล่าให้ฟังหน่อย (ระหว่างนั้นก็รับฟังเฉยๆนะคะ ไม่ตัดสิน ไม่เดาว่าเพราะงั้นเพราะงี้ แค่ฟังเฉยๆเลย)
เพื่อน - แล้วตอนนั้นมีอาการยังไง ร้องไห้เพราะเครียด หรือร้องไห้เพราะไม่ได้อย่างใจ

ค่อยๆถามให้เราได้บรรยายความรู้สึกตัวเองในขณะนั้นออกมา ถ้าเราหยุดพูด เค้าก็ไม่ตื๊อค่ะ เพราะงั้นเราเลยสบายใจที่จะคุยด้วย
ที่สำคัญคือ เค้าไม่เอาปัญหาเราไปเล่าต่อ

7 ห้ามปฏิบัติตัวอย่างไรต่อผู้เป็นโรค
- แล้วแต่คนนะคะ ง่ายๆเลยก็พยายามอย่าบอกว่า ทำนั่นนี่สิ เปรียบเทียบคนนั้นคนนี้ หรือคะยั้นคะยอให้ทำไรที่เจ้าตัวไม่อยากทำ
คนป่วยไม่ได้ขี้เกียจนะคะ เค้าสิ้นหวัง แบบที่เกิดจากสารเคมีในสมอง พูดหรือเสนออะไรไม่ฟังหรอกค่ะ

พยายามแสดงให้เค้ารู้ว่า ถึงเค้าจะพลาด เราก็ยังอยู่กับเค้า ไม่คิดว่าเค้าไม่เอาไหน ถ้าเริ่มใหม่จะเริ่มไปด้วยกัน
โอกาสยังมีเสมอค่ะ ให้เค้ารู้ว่า "ยังมีโอกาส" "ข้างหน้าไม่ใช่ทางตัน"

หวังว่าพอจะช่วยได้นะคะ
ความคิดเห็นที่ 8
1. ควรหยุดงานหรือลาพักไปเลยครับ รักษาอาการให้หายก่อน ผมว่าคนที่เป็นโรคนี้ ประสิทธิภาพการทำงานจะน้อยมากๆนะครับ ยกเว้นคุณจะเป็นพวกศิลปิน ที่ต้องใช้จินตนาการในการแต่งเพลง วาดรูป เล่นดนตรีเทือกนั้น
2. ควรอยู่กับครอบครัวอย่างยิ่งครับ พยายามอย่าอยู่คนเดียว มันจะยิ่งกว่าฟุ้งซ่าน ความคิดจะติดลบมากขึ้น
3. ต้องถามว่าแฟนรับได้รึเปล่า ตอนนั้นแฟนผมหนีไปเลยครับ ซึ่งตอนหลังมาคิดว่า เค้าคงกลัวเราจะอาละวาดทำร้ายเค้ามั้ง เพราะช่วงนั้น ผมควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ คุ้มดีคุ้มร้าย เหมือนคนโดนผีเข้า
4. อย่าไปเลยครับ รีสอรท มันวังเวงเกิน และห้ามไปวัด นั่งสมาธิ หรือไปหาพวกรักษาด้วยจิตสัมผัสนะ มันจะทำให้เตลิดไปไกลกลายเป็นผู้วิเศษร่างทรงเทวดาเลยเถิดไปกันใหญ่ ..ควรไปหาหมอจิตแพทย์ ให้เค้าวินิจฉัยโรค จ่ายยาตามอาการครับ
5. ไม่ควรใช้โซเชี่ยลเลยจะดีกว่าครับ มันจะทำให้ผู้ป่วยหมกมุ่นเข้าไปใหญ่ บางทีอาจจะโพสด่า โพสพร่ำเพรื่อไม่เข้าท่า สร้างความอับอายให้ตัวเองเพิ่มอีก
6. ออกกำลังกายครับ แนะนำวิ่ง ออกกำลังกายครับ ช่วยได้จริง ร่างกายจะปรับเคมี หลั่งอะดรีนะลีนออกมาปรับสมดุลให้หายไปเอง ผมใช้วิธีนี่รักษาตัวเองครับ ได้ผล ล้านเปอร์เซ็นต์
7. พาเค้าไปออกกำลังกายครับ พยายามรับฟัง และให้กำลังใจด้วย
ความคิดเห็นที่ 9
จขกท.สิงเรามาเขียนรึเปล่าเนี่ยะ
ที่มีการฆ่าตัวตาย ไม่ใช่เพราะอยากตาย
แต่แค่ไม่อยากตื่น ตื่นเพื่อมามีความรู้สึกทุกข์ระทม ทุกข์โดยไม่มีสาเหตุ ทำนองเดียวกับ
อยากหายตัวไปหรือขอลาออกจากการเป็นตัวกรูว์ เพียงแต่เราจะแย่กว่า
คำพูดที่ห้ามพูดกับคำซึมเศร้าคือ
อย่าคิดมาก จะคิดอไรนักหนา
จะเศร้าอะไรนักหนา
หัดรักตัวเองบ้างสิ
มองโลกในแง่ดีบ้างสิ
ไปวัดพึ่งพระธรรม
นึกถึงพ่อแม่สิ
มันเป็นอะไรที่กรีดความรู้สึกมาก
คนเป็นโรคนี้เข้าใจอารมณ์ยากสำหรับคนนอก แต่ไม่ถึงกับต้องประคบประหงมหรือโอ๋หรือสงสาร ใช้ชีวิตกับผู้ป่วยปกติ ไม่ต้องเป็นพิเศษ แต่พูดคุยขอให้ฟังแล้วมีความบวก ให้กำลังใจบ้าง
และเราอยากบอกกับผู้ป่วยซึมเศร้าทุกคนว่าไม่ว่าหมอจะให้คุณกินยาติดต่อกันกี่ปีก็ตาม อย่าขาดยา ช่วงไหนร่าเริงแจ่มใสปกติ อย่าคิดว่าดีแล้วไม่ต้องกิน ยังต้องกินค่ะ อาการซึมเศร้ามันเป็นเพราะสารในสมองด้วย
แต่ถ้าเรายอมหันทัศนคติเรานิดนึง ว่าอาการความทรมานใจที่เราเจอมันแค่เรื่องชั่วคราว เราต้องพยายามอดทนให้ได้ เอาทีละวันก่อน นับเป็นวัน ครบเจ็ดวันก็ไม่ต้องนับเป็นอาทิตย์ค่ะ นับเป็นแปดวันจนลืมนับวันนั่นแหละค่ะ ถ้าเครียดมากๆ ส่วนตัวเรา เราใช้วิธีนอนค่ะ แต่ห้ามกินยานอนหลับ
นอนเป็นการหลบหน้าชั่วคราวที่ดีไม่น้อย ตื่นมาค่อยคิดต่อ
นี่เคนฆ่าตัวตายมาห้าครั้ง
เปลี่ยนหมอหลายคนมาก
ไปทั้งที่ศรีธัญญา บ้านสมเด็จฯ สุดท้ายลงด้วยดีที่วชิระ
ความคิดเห็นที่ 10
เป็นเกือบทุกอย่างที่บอกมา ทุกครั้งที่คิดจะเห็นหน้าแม่ขึ้นมา พ่อแม่ผมลำบากมาตลอดชีวิต เราจะปล่อยให้เค้าลำบากต่อไปไม่ได้ เราต้องหาทางครับ ตอนนั้นไม่รู้จักโรคนี้ด้วยซ้ำ รู้แค่ว่าไม่โอเครที่สุดในชีวิต แต่ทางออกคืออะไรล่ะ
โชคดีครับ ตอนนั้นพี่ชายผมซื้อหนังสือธรรมะไว้เยอะมา โดยเฉพาะของท่านพุทธทาส ผมรู้อย่างเดียวตอนนั้นคือ สิ่งนี้แหล่ะเค้าเรียกว่าทุกข์ จึงหยิบหนังสือมาอ่าน หนึ่งหน้าใช้เวลาเกือบสองสัปดาห์ เพราะอ่านไม่รู้เรื่องเลย จำไม่ได้อย่างที่ จขกท.กล่าวไว้ พยายามรู้ลมหายใจเข้าออก สวดมนต์บทชินบัญชรให้ได้ 10 จบ ทั้งหมดนี่ใช้ความพยายามเกือบหกเดือน จนกระทั่งเกิดความรู้สึกตัวมากขึ้น โชคดีที่พี่ผมรู้อาการเลยพาไปหาหมอ กินยา สักสามสี่เดือนอาการดีขึ้นมากครับ ดังนั้นอย่ากลัวการหาหมอครับ เราเกิดมาครั้งนึงในสภาวะแบบนี้มันยาก ไปหาหมอซะ เมื่อรู้จักทุกข์ พ้นมาได้ เราจะรู้วิธีที่ไม่ทุกข์แบบนั้นอีก ขอให้กำลังใจกับผู้ที่เป็นโรคนี้ครับ
ให้คิดว่าคุณโชคดีแล้ว ที่ได้รู้จักทุกข์ในชาตินี้ และคุณต้องหาวิธีที่จะไม่ทุกข์ครับ สำคัญสุดคือกำลังใจ ไม่มีใครให้ก็ขอให้ทุกท่านมีขึ้นมาได้ด้วยตัวเองครับ จำไว้ว่าหิวต้องกิน บุญคุณต้องทดแทน ทุกข์ได้ก็หายได้ครับ
ความคิดเห็นที่ 11
เรากำลังอยู่ในขั้นตอนรักษา เพิ่งเริ่มรักษาได้ 2 อาทิตย์
สำหรับเราตอนนี้ไม่ต้องให้กำลังใจก็ได้ แต่อย่าตอกย้ำก็พอ เราโดนแม่บอกว่าไม่เห็นมีอะไรต้องเครียด เป็นเด็กเอาแต่ใจก็งี้ เราโดนแฟนบอกเลิกเมื่อเช้า เพราะเค้าคิดว่าเราเป็นบ้า  เค้ากลัวว่าเราจะกรีดข้อมือตัวเองอีก ทั้งๆทีเมื่อเช้าเราแค่อยากอ้อนเคัาเฉยๆ. เค้าทำให้เราต้องมีกินยาบ้าๆ แต่กลับบอกว่าไม่ใช่เรื่องของเค้า มันทรมานจริงๆ
ความคิดเห็นที่ 12
ขอแค่ ครอบครัว และ เพื่อนเพื่อน เข้าใจ ว่านี้คือโรคโรคหนึ่งเหมือนไข้หวัด ... มันคือโรคที่ สารเคมี ในสมองไม่เท่ากัน คนซึมเศร้าไม่ได้แกล้งทำ มันต้องรักษา และต้อง กินยา ถึงจะหาย เหมือนเป็นไข้หวัดอาการเยอะ ก็ต้องกินยา ...
อยากให้ คนป่วย เข้าใจว่า กินยาก็หายจ้าาา อย่าคิดว่า ถ้าฉันกินคือการยอมรับว่าฉันเป็นบ้า  รีบรักษา แล้วโลกจะสดใส น่าอยู่ ลดภาระ คนรอบข้าง มากมาย ... วินวิน
ความคิดเห็นที่ 13
เป็นเหมือนกันอ่ะ ตื่นมาเบื่อโลกมาก ถ้ามีอุปสรรคจะท้อแท้รุนแรง เหมือนไม่อยากอยู่บนโลก คนใกล้ตัวควรเข้าใจ เพราะดูเหมือนคนเป็นโรคนี้ขึ้เกียจ ทั้งที่ไม่ได้ขี้เกียจ แต่ไม่อยากทำอะไร เพราะรู้สึกเบื่อและทรมานมากกว่า
ความคิดเห็นที่ 14
ขอถามค่ะ แล้วคนเป็นโรคนี้จะพยายามช่วยรักษาอย่างไรดี หรือต้องทำตัวอย่างไรดีคะ คือมีน้องชายเป็นค่ะแล้วเค้าจะรู้สึกตัวเองไม่มีค่า คอนนี้เค้าไม่ได้ทำงานค่ะเพราะเคยทำแล้วล้มเหลวขาดทุน แล้วเค้าไม่ค่อยยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นค่ะ บางทีก็พยายามหาอะไรทำแต่ทำไม่ค่อยเต็มที่ แล้วเค้าบอกว่าเค้าทำดีแล้วค่ะ  เราก็ให้กำลังใจบ้าง หรือบางทีก็ดุไปบ้างแต่ไม่แรงนะคะเพราะบางทีพูดดีๆหลายครั้งเค้าก็ยังคิดลบอยู่ บอกให้พยายามเริ่มต้นใหม่ไปด้วยกัน มีคนอยู่ช่วยเสมอค่ะ เราก็แนะนำให้ทำโน่นนี่นั่น เค้าก็บอกว่าไม่ชอบข้าง ไม่ถนัดบ้างก็เลยจนปัญญาค่ะ เลยอยากจะปรึกษาคนที่เป็นโรคนี้ว่าคนรอบข้างสามารถช่วยอะไรได้บ้างไหมคะ เพราะบางทีพูดให้แต่กำลังใจ พูดบวก เค้าก็ไม่พยายามปรับตัวให้ดีขึ้น
ความคิดเห็นที่ 15
อาจต้องกินยา แก้ซึมเศร้า คือไปหาหมอค่ะ แต่ถ้าเป็นไม่มาก ลองวิธีปลอบใจให้กำลังใจเค้าตลอด อย่าไปบังคับเค้ามาก เพราะยิ่งบังคับ เค้ายิ่งเครียด และจะคิดลบวนไปวนมามากขึ้น ต้องพูดแบบให้อนาคตเค้า บอกว่าถ้าทำแล้วไม่ดี พี่ช่วยได้ พี่เลี้ยงน้องได้ ยังไงก็ไม่อดตาย ลองทดลองทำงานดู ไม่ชอบก็เปลี่ยนได้เรื่อยๆ
ความคิดเห็นที่ 16
ให้น้องลองเริ่มทำอะไรง่ายๆที่ทำแล้วทำได้เสร็จค่ะ ตอนเราอาการหนักมากๆ การลุกจากโซฟาไปล้างจานได้จนเสร็จนี่ความสำเร็จประจำวันของเรา พอเริ่มสะสมแต้มจากการล้างจานได้พักนึงแล้ว เราก็ไปลงเรียนคอร์สต่างๆ (เราอยู่ต่างประเทศ)​ เรารู้ว่าเราเรียนดี ถ้าให้เรียนนี่คือยังงัยก็ได้เกรดดีแน่นอน ก็ไปเรียนค่ะ เรียนคอร์สง่ายๆนี่แหละ เรียนภาษา เรียนเลข เรียนคอม  เรียนแล้วได้เกรดดี ได้ใบประกาศ มันก็จะค่อยๆสร้างคุณค่าในใจขึ้นมา แล้วก็จะก้าวไปทำสิ่งใหญ่ขึ้นได้

จากประสบการณ์เรา คนที่เป็นโรคนี้ต้องพยายามตะกายขึ้นมาจากหลุมเองค่ะ คนรอบข้างจะโยนเชือก โยนบันไดลงไปให้ ก็ต้องเป็นคนที่อยู่ในหลุมที่ต้องพยายามปีนขึ้นมาเองถึงจะหาย
ความคิดเห็นที่ 17
ขอบคุณข้อมูลที่ จขกท พิมพ์มาเล่าสู่กันฟังนะคะ เราก็เป็นเหมือนกันค่ะ ขอแชร์ประสบการณ์ด้วยคนนะคะ เราพยายามฆ่าตัวตายด้วยโรคนี้เหมือนกัน สืบเนื่องจากโดนแฟนบอกเลิกแบบไม่รู้สาเหตุ แฟนทำงานที่เดียวกัน ต้องเห็นหน้า ได้ยินเสียง ทุกวัน มันทรมานมาก+กับเพิ่งพักฝื้นจากการผ่าเนื้องอกมดลูก พอกลับมาทำงาน เพื่อนร่วมงานก็ไม่สนใจ เพราะเราไม่ยอมเลิกคิดถึงแฟน คือถ้าไม่เห็นหน้ากันเราคงไม่เป็นโรคซึมเศร้า เราร้องไห้เกือบทุกวัน ตั้งแต่เค้าบอกเลิกเมื่อเดือน ก.ย. ปี 59 แล้วก็มีเรื่องเศร้าๆ แย่ๆ เรื่อยมา จนป่านนี้ ก็ยังอาลัยอาวรณ์เค้าอยู่ ทั้งๆ ที่เค้าไม่พูดด้วย และไม่มองด้วยซ้ำ ถ้าไม่ได้ทำงานที่เดียวกัน เราคงหายไปจากชีวิตเค้า เพื่อนร่วมงานเลือกแฟนเราทั้งๆ ที่เราเป็นฝ่ายถูกกระทำ เราเสียใจมาก ตอนเย็นนั่งรถกลับบ้าน หูก็ฟังเพลงก็ไม่ใช่เพลงเศร้าทั้งหมด มือเล่นเกมส์ในมือถือ แต่สมองนี่บินไปไหนแล้วไม่รู้ คิดโน่น คิดนี่ คิดลบ จนกระทั่งเรารู้สึกว่ามันหนักไปแล้ว ถ้าปล่อยทิ้งไว้คงแย่ เราเลยขอให้หมอที่ผ่าตัดเนื้องอกให้เรา ส่งคอนซัลท์จิตแพทย์ รพ. ราชวิถี หมอก็ให้ยามาทาน แต่อนิจจา มันไม่ได้ผล ก่อนจิตแพทย์นัดติดตามอาการ ความรู้สึกเราเริ่มไม่ไกวแล้ว คิดแต่ว่าทำไมแฟนถึงทิ้ง เพื่อนร่วมงานก็ทิ้ง เหมือนใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ชีวิตไม่มีค่าอะไรเลย เย็นวันหนึ่งที่ทำงาน เราวางแผนหยิบมีดมาถือซ่ินมาในเสื้อแจ๊เก็ต แล้วเดินไปที่โต๊ะแฟน ถามแฟนว่า ถ้าเราไม่อยู่สักคน เธอและเพื่อนๆ จะมีความสุขมากกว่านี้ใช่ไม๊ แฟนบอกว่า ผมไม่มีอะไร เราก็เป็นเพื่อนร่วมงานกันเหมือนเดิม เราก็เริ่มสติแตกละ แล้วก็เอามีดที่ซ่อนไว้ขึ้นมาแทงท้องตัวเอง 3 ครั้ง แฟนตกใจกระโดดลุกจากเก้าอี้ แล้วก็เรียก หน. เรา และพี่อีกคนให้มาห้ามเรา สุดท้ายคือเราไม่เป็นอะไร เพราะส่วนของมีดที่เราแทง มันเป็นสันมีด ไม่ใช่ด้านคมมีด เลยรอด ครั้งที่ 2 วัน ส. เข้ามาทำงาน เราก็วางแผนอีกรอบ ครั้งนี้เราคิดว่าจะปอกผลไม้ให้แฟนกิน ถือเดินไปที่โต๊ะทำงานแฟน แล้วเราก็ตะเดินออกมาทำเป็นแกล้งล้มแล้วก็จะได้เอามีดแทงตัวเองได้ แต่ไม่สำเร็จ พอมันไม่มีจังหวะ การคิดทำร้ายตัวเองครั้งที่ 2 จึงไม่เกิดขึ้น หลังจากนั้น เราก็คิดแผนใหม่ กะว่าถ้าไปหาหมอคราวนี้แล้วไม่มีอะไรแค่กินยาต่อ ก็จะดำเนินแผน ครั้งที่ 3 คราวนี้จะไปซื้อน้ำยาล้างห้องน้ำมาผสมในขวดน้ำผลไม้ ดื่มแล้วก็ไปน้ำลายฟูมปากตรงหน้าแฟน แต่พอถึงวันนัด หมอให้เล่าสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างที่ยังไม่ถึงวันนัด พอเราเล่า จิตแพทย์ที่ดูแลเรา บอกว่าหมอปล่อยคุณกลับบ้านไม่ได้แล้วนะ เพราะคุณมีการทำและคิดทำร้ายตัวเอง หมอก็ส่งตัวไปรักษาที่ รพ. ศรีธัญญา อยู่รักษาที่นั่นอยู่ 40 วัน ตอนแรกหมอไม่ระบุวันที่เราจะออกจาก รพ. ได้ ผอ. กับ หน. ขอนัดจิตแพทย์ที่รักษาเรา เพื่อสอบถามอาการ หมอจัดการนัดวันคุยพร้อมกัน คือมีหมอ เรา พี่สาวเรา ผอ. และ หน. คุยกันสักพัก ได้รู้ความคืบหน้าของอาการ หมอหันมาถามเราว่าพร้อมไม๊ หมอดูว่าเราอาการดีขึ้นมาก ก็เลยส่งตัวเราออกจาก รพ. ในวันนั้น ตอนนี้ออกมาทำงานได้ 3 เดือนแล้ว โชคดีที่ ผอ. กับ หน. รับรู้ และคอยให้กำลังใจ แต่โชคร้ายที่เพื่อนร่วมงานถอยห่างเรา ตอนกลางวัน ทุกคนไปกินข้าวด้วยกัน ชวนแฟนเราไปกินข้าวด้วย แต่ไม่ชวนเราไป เราก็รับรู้ได้เลยว่า ทุกคนเลือกแฟนเรา เราเศร้าอีกครั้งที่ทุกคนไม่เลือกเรา เราสังเกตุว่าทุกคนไม่คุยกับเราเลย เราก็ร้องไห้แทบทุกวันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ความคิดฆ่าตัวตายไม่มีค่ะ จนในที่สุด เราคิดว่าเราต้องเริ่มสร้างพลังให้ตัวเอง ลุกออกจากมุมมืดไปคุยกับเพื่อนๆ บ้าง ทุกวันนี้ ได้คุย ได้หัวเราะกับเพื่อนร่วมงานแล้ว แต่ก็ไม่ได้ไปกินข้าวกลางวันกับเพื่อนๆ เพราะว่าอดีตแฟนไปกับพวกเค้า เหมือนกับว่ามีเค้า ต้องไม่มีเรา อะไรประมาณนั้น แล้วก็มีเรื่องเศร้าเกิดขึ้นอีกครั้งพ่อเราเสียชีวิตในวันเกิดเรา วันนั้นเราลางานครึ่งวัน เพื่อที่จะไปให้พ่ออวยพรวันเกิดให้ แต่ก่อนหน้านั้นพ่อก็ไม่ค่อยรับรู้อะไรแล้ว เพราะหมอให้มอร์ฟีนพ่อเรา เพื่อไม่ให้พ่อเราเจ็บทรมาน เรากำลังเดินทางไป แต่ระหว่างทางน้องสะใภ้ก็โทรมาถามว่าอยู่ที่ไหน พ่อเสียแล้วนะ เราช๊อกมาก เราคิดวนเวียนในใจ ทำไมพ่อไม่รอเราไปหาก่อน หวังจะให้พ่ออวยพรวันเกิด แต่กลับเศร้าในวันเกิด อารมณ์เศร้าก็กลับมาอีก คิดวนเวียน เดี๋ยวเรื่องพ่อ เรื่องอดีตแฟน เรื่องที่ทำงาน ก็ร้องไห้หนักมากอีกรอบ ... จนตอนนี้ พยุงตัวได้ด้วยยา และพลังที่ตัวเองพอจะมีอยู่เท่านั้น

ก่อนหน้านี้ เราก็เคยว่าคนที่คิดฆ่าตัวตายเหมือนกัน ว่าทำไมไม่รักตัวเอง ไม่รักครอบครัวเลย ตอนนี้เราเข้าใจความรู้สึกนั้นแล้ว มันแค่เพียงชั่ววูบเท่านั้น ถ้าทำสำเร็จก็เป็นคนที่จากไป ถ้าไม่สำเร็จ ยังอยู่ก็ต้องดึงตัวเองขึ้นมาด้วยพลังที่มีอยู่ จะได้พ้นจากความคิดลบตอกย้ำตัวเอง

กะจะพิมพ์ขอบคุณ จขกท นิดเดียว พิมพ์เพลินไปหน่อย แหะๆ
ความคิดเห็นที่ 18
อบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านและให้กำลังใจนะคะ จขกท ขออนุญาตรวมคำถามที่เจอมาตอบในนี้ จากประสบการณ์ของตัวเองนะคะ

1. เรื่องสำคัญ คือ ค่ารักษาพยาบาล
ตอนที่จขกทเป็นใหม่ๆ อาการหนักมาก ทำงานไม่ได้ เงินก็ไม่พอใช้ค่ะ เรื่องหาหมอนี่ไม่กล้าไปเลย กลัวแพงเพราะถามที่ไหนก็ไม่มีใครบอกราคาตรงๆ ทั้งนี้เข้าใจว่าขึ้นอยู่กับอาการแต่ละท่าน แต่พอไม่รู้ราคา และเราไม่มีเงิน ก็ยิ่งไม่กล้าหาหมอ

ขอตอบตรงนี้นะคะ หาจิตแพทย์สามารถใช้สิทธิประกันสังคมได้ค่ะ ถ้าโรงพยาบาลไหนไม่มีหมอด้านนี้ เค้าจะส่งตัวต่อไปที่ๆมีค่ะ (จิตแพทย์บอกเองนะคะข้อนี้)

ที่แรกสุดที่จขกท.ไปหาคือคลีนิกพิเศษนอกเวลา จุฬาค่ะ ตอนนั้นเสียค่ารักษาไปประมาณ 2,000 (เนื่องจากคุณหมอจ่ายยาตัวหนึ่งที่มีราคาสูงค่ะ เราสามารถไม่รับได้) พอยาหมดจขกท.ก็ไม่ไปอีกเพราะรู้สึกว่าแพง จ่ายไม่ไหว

ต่อมาติดต่อที่โรงพยาบาลรามา แต่ได้รับการแจ้งว่าไม่รับคนไข้ใหม่

ปัจจุบันรักษาที่โรงพยาบาลหัวเฉียวค่ะ คุณหมอใจดี ให้เวลาพูดคุยและรับฟังเต็มที่ ค่าหาหมอรวมค่ายาจะอยู่ที่ประมาณ 7-800 บาทต่อครั้งนะคะ ของจขกท.หมอจะนัดประมาณ 2 เดือนครั้งค่ะ ถึงจะไม่อยากไปก็ต้องพยายามนะคะ

** ขอเพิ่มเติมนิดนึงว่าเราไม่ได้ใช้สิทธิ์ประกันสังคม เนื่องจากตกงานนะคะ สิทธิ์ขาดค่ะ **
ความคิดเห็นที่ 19
ต่อไปเรื่องการปฏิบัติตัวต่อคนไข้
ขอบอกเลยว่า จขกทชื่นชมคนที่รับรู้ และยอมรับว่ามีคนใกล้ตัวกำลังป่วยด้วยโรคนี้ และเข้ามาสอบถาม ค้นคว้าเพิ่มเติม
คุณทำถูกแล้วค่ะ สิ่งที่คุณกำลังเริ่มต้นสามารถช่วยชีวิตคนๆนึงได้เลยนะคะ เขาโชคดีมากที่มีคุณค่ะ

ขอแยกให้คำแนะนำสำหรับเพื่อน ญาติและผู้ป่วยนะคะ
จขกท.ไม่ค่อยเจอคนที่ซึมเศร้าและร้องไห้ฟูมฟายเท่าไหร่ แต่ทราบว่าสามารถมีอาการนี้ได้ (เราไม่มีค่ะ แค่ร้องไห้ง่ายกว่าปกติ โทรศัพท์เข้า อีเมล์เข้าเราก็ร้องไห้) ที่เจอส่วนใหญ่จะเหมือนคนปกติทุกอย่าง เวลาอยู่ในหมู่คนสนิทก็พูดคุยเฮฮา แต่แววตาหรือคำพูดจะจับได้ค่ะว่าเปลี่ยนไป สิ้นหวัง

เพราะฉะนั้นจะขอพูดในส่วนที่ตัวเองและเพื่อนตัวเองเป็นอยู่ค่ะ

สำหรับเพื่อนๆ
อย่าพยายามยัดเยียดว่า ทำนั่นสิ ทำนี่สิ หรือลากไปเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศ เพราะคนป่วยอาจรู้สึกต่อต้านค่ะ คำนึงที่เราคิดในหัวบ่อยมากคือ ก็พูดได้สิ ไม่มาเป็นเรา ไม่รู้หรอก

คุณทำตัวเหมือนปกติเลยค่ะ อย่าระวังเค้าเป็นพิเศษหรืออะไร คุย เฮฮา โทรมาหาบ้าง ให้เค้ารู้ว่าเรายังอยู่ มีไรเราก็ฟังได้ เราทำให้เธอหายเครียดได้ คนป่วยจะอยู่กับคนที่เขาสบายใจและพูดคุยได้ค่ะ ถ้าเขาเปิดอกคุยแล้วเราไหวก็ฟัง ไม่ต้องให้คำแนะนำหรืออะไรก็ได้ แค่คุณอยู่ตรงนั้น รับฟังเค้า เค้าสัมผัสและซาบซึ้งได้จริงๆค่ะ

แต่!!!!! สำคัญมาก!!!!!
ถ้าคุณมีปัญหาชีวิตอยู่แล้ว หรือรู้สึกว่ารับฟังไม่ไหวอีกต่อไป ทนไม่ไหวแล้ว ถอยออกมาให้เร็วเลยนะคะ
ไม่ต้องรู้สึกผิด หรือรู้สึกรับผิดชอบว่าทำไมชั้นช่วยรับฟังไม่ได้ คุณไม่ต้องรับภาระทางใจต่อคนป่วยเลยค่ะ จริงๆ อย่าพยายามเข้าใจความรู้สึกนะคะ และอย่าฝืนเพราะซักวันนึงคุณจะแบกรับไม่ไหว อาจจะกลายเป็นคนป่วยตามไปอีกคน

ถอยออกมาก่อนนะคะ ทำให้เราสดใส เข้มแข็งก่อน ถ้าโอเคแล้วกลับเข้าไปใหม่ หรือไม่กลับไปเลยก็ได้ คุณไม่ต้องรับผิดชอบอะไรนะคะ แค่อย่าฝืนจนป่วยไปด้วย หรือระเบิดคำพูดไม่ดีใส่คนป่วย

ถ้าอยากช่วยหรืออยากฟัง คุณต้องพร้อมก่อนค่ะ ไม่งั้นจะจมทั้งคู่

สำหรับครอบครัว
เช่นกันค่ะ อย่าพยายามผลักไสหรือยัดเยียดว่า ทำไมไม่ทำนั่น ทำไมไม่ทำนี่ ทำไมไม่เป็นแบบนั้น ดูคนนั้นสิ
อีกเรื่องคือ อย่าบังคับให้ทำอะไรที่เค้าไม่อยากทำเช่น บังคับไปวัด บังคับไปเที่ยวกับญาติๆ

อันนี้ไม่แนะนำเลยค่ะ คือถ้าจะพูดเรื่องเปรียบเทียบ หรือว่ากระทบกระเทียบ เราว่าเดินห่างๆออกมาเลยจะดีกว่าค่ะ

ไม่ใช่ว่าคนป่วยแล้วจะได้รับการเอาใจเป็นพิเศษนะคะ
ทำตัวเหมือนเดิม เดินมาดูบ้าง ไปไหนมาไหนโทรมาถามบ้างว่ากินข้าวรึยัง อยากกินอะไร ชวนไปไหนมาไหนบ้าง (แต่ถ้าเค้าไม่ไปก็อย่าไปงอนนะคะ เหนื่อยจริงๆค่ะ)  เรื่องเล็กๆบางเรื่องสามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตคนได้เลยค่ะ แค่เค้ารู้ว่ายังมีคุณที่คอยรับฟังและไม่ได้เปลี่ยนไป มันจะดีขึ้น

คนในครอบครัวอาจจะแตกต่างจากเพื่อนตรงที่ต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลา เดินหนีก็ไม่ได้ ต้องรองรับอารมณ์จนเครียดไปด้วย
ตรงนี้ล่ะค่ะต้องใช้ความอดทน
- ถ้าไม่ไหว เดินหนี
- หาอะไรให้เค้าทำแล้วอารมณ์ดี หรือเพลินบ้าง จะได้หยุดบ่น หยุดฟุ้ง (ถึงไม่มีสมาธิแล้ว เปิดหนังเปิดอะไรฟังให้มีเสียงผ่านๆไปบ้างจะดีค่ะ อย่าให้อยู่กับความเงียบ มันฟุ้งค่ะ)
- พยายามเตือนให้กินยา หาหมอต่อเนื่อง << คนป่วยชอบโยเยค่ะ อารมณ์ๆบางทีก็ไม่ไปแล้ว ต้องพาไปนะคะ ถ้าได้ยาแล้วอาการโดยรวมจะดีขึ้น คุณจะรับภาระทางอารมณ์น้อยลง
- จะให้ดี ไปหาหมอพร้อมกันเลยค่ะ
-
- ถ้าคนป่วยทำผิดสามารถตำหนิได้นะคะ โรคซึมเศร้าไม่ใช่ข้ออ้างให้พ้นผิด แต่ถ้าเป็นไปได้ แค่พูดเตือนเฉยๆ หรือบอกเค้าว่าแบบนี้ไม่ดีและให้โอกาสเค้าอีกซักครั้งค่ะ เขาจมอยู่กับความผิดหวังและรู้สึกผิด เค้ารู้ว่าทำให้คุณผิดหวัง เสียใจ นี่เป็นการลงโทษตัวเองที่ร้ายแรงมากแล้วค่ะ อย่าพูดซ้ำเติมเช่น ทำไมทำไม่ได้ ทำไมไม่ทำ ทำไม ทำไม ทำไม << เราเจอคำนี้บ่อยมากและไม่อยากตอบอีกแล้ว อยากตายให้พ้นจากคำถามนี้ไปเลย

สำหรับคนป่วยนะคะ
คุณ ไป หา หมอ นะคะ

คิดถึงตัวเองคนเดิมที่เคยหัวเราะจริงๆ กินอะไรก็อร่อย อยากกลับไปมีความรู้สึก กลับไปเป็นเหมือนเดิมก่อนที่จะเป็นโรคนี้มั้ยคะ
ถ้าคุณอยากกลับไปเหมือนเดิม ไปหาหมอนะคะ

อาการก่อนและหลังทานยาต่างกันมากๆค่ะ คุณจะค่อยๆรู้สึกตัวทีละนิด กลับมารับผิดชอบงานได้เหมือนเดิม ทุกอย่างจะค่อยๆกลับเข้าที่นะคะ
ที่คุณอาจจะทำงานไม่ได้ ผลัดวันประกันพรุ่ง มันเกิดจากโรคค่ะ จขกท เป็นหนักมาก หลังจากกินยาก็กลับมาทำงานได้เกือบปกติ ความรับผิดชอบกลับมา ไม่ร้องไห้ ไม่เซนซิทีฟเหมือนตอนป่วย และที่สำคัญคือคุณจะค่อยๆรู้สึกดีกับตัวเองค่ะ สิ่งนี้สามารถรักษาอาการซึมเศร้าของคุณได้

พยายามเข้านะคะ ลองไปพบหมอซักครั้ง ไม่ต้องบอกใครก็ได้ค่ะ ทานยาซักพัก
คุณจะรู้สึกว่าเปลี่ยนแปลงจริงๆ
ให้โอกาสตัวเองอีกครั้งนึง ลองวิธีนี้ก่อนค่ะ
ความคิดเห็นที่ 20
มีอีกเรื่องนึงที่ จขกท. เจอกับตัวแล้วรู้สึกได้คือเพลงค่ะ

พยายามอย่าให้คนป่วยฟังเพลงที่ Negative มากๆ เช่น Gloomy Sunday หรือเพลงแหงนของ ชาติ สุชาติ
เพลงหลังนี่กระตุ้นให้ไปค้นหาโลกที่สวยงามมากกว่าโลกปัจจุบันมากค่ะ ฟังตอนปกติยังเคลิ้มเลย เสียงดี เพลงเพราะ บนฟ้ามันน่าอยู่จัง

อันตรายค่ะ!!!!

ฟังเพลงที่ให้กำลังใจหน่อย ที่เราฟังแล้วรู้สึกดีมีเพลง
- You are loved, Don t give up.
- Color of the wind.

หรือท่านใดมีเพลงดีๆ กรุณาแนะนำด้วยนะคะ
ความคิดเห็นที่ 21
เคยมีความรู้สึกแบบนี้อยู่ค่ะ วนๆ สลับๆ กันไป บางทีฟิตมาก ทำงานทุกอย่าง ไม่หลับไม่นอน บางช่วงไม่อยากทำงาน เกี่ยงได้เกี่ยง บ่ายเบี่ยงได้ทำ
   บางช่วงรู้สึก เบื่อหน่าย เบื่อทุกสิ่งอย่างที่เป็นตัวเรา หากเราหายไปจะเป็นยังไงน๊า มีเรื่องให้สนุก ก็เฉยๆ มีเรื่องให้ต้องคิด เครียด กลับรุ้สึกช่างมัน เห็นของใกล้ตัว แล้วก็คิดว่า ถ้าเอามีดมากรีดมือ จะเป็นยังไงนะ เลือดจะออกเยอะมั้ย
   เจอกระปุกยา แล้วจะกินยา เวลาเทยาก็ยืนลังเลว่าจะกินกี่เม็ดดีนะ ลองกินทั้งหมดนี่เลยดีมั้ย คือมันรู้สึกเหมือนมีอะไรสักอย่างเชิญชวนให้เราทำสิ่งที่เหมือนจะทำร้ายตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ลึกๆคงไม่อยากทำ ไม่ได้รู้สึกเศร้า หรือหลัวกับสิ่งที่คิดจะทำ ไม่ได้นึกถึงสิ่งที่จะตามมาหลังจากนั้น ไม่ได้อยากประชด หรืออยากให้ใครมาสงสาร ให้ใครสนใจ
แต่แค่รู้สึกอยากลอง ใจจดใจจ่อ เหมือนได้รับการเชิญชวน แต่ก็ยังเอาชนะได้ทุกครั้ง
ทุกวันนี้ไม่ได้ไปหาหมอนะคะ ยังใช้ชีวิตได้ปกติ แต่ก็มีเสียงเชิญชวนอยู่บ่อยครั้ง สงสัยเราจะไม่ปกติ คงต้องพบแพทย์ดูสักที
ความคิดเห็นที่ 22
เราเป็นคนนึงที่เป็นโรคนี้สาเหตุมาจากแฟนที่คบกันมาสิบปีไปแอบนอกใจ ตอนที่รู้เรื่อง เรารู้สึกตกใจมากเหมือนโลกถล่มตรงหน้าเพราะไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นเพราะเราไว้ใจแฟนเรามาก หลังจากรู้เรื่องเราก็เครียด แต่ต้องแอบร้องไห้ทุกวันเพราะไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้ พอเครียดมากๆสักประมาณอาทิตย์นึงเราเริ่มมีอาการอารมย์เสียกับเพื่อนร่วมงานทำงานไม่ได้หรือทำได้ช้าไม่ค่อยได้งาน จนเจ้านายเรียกไปถามเราก็โทษว่าเครียดเรื่องงาน
หลังจากนั้นเราเริ่มรับรู้ว่าอาการของเราเริ่มมีผลกระทบกับงานแล้ว เราเลยเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นเงียบไม่พูดกับใครถ้าไม่จำเป็นแต่ทุกวันก่อนเข้าบ้านต้องไปแอบจอดรถข้างทางร้องไห้ในรถวันละสองชั่วโมงก่อนเข้าบ้านตอนดึกๆเพื่อให้คนที่บ้านเข้านอนก่อน เราจะได้เข้าห้องนอนมาโดยไม่มีใครเห็นและนอนร้องไห้ต่อไปจนเช้า ภายในเวลา 3สัปดาห์นำ้หนักลดไป3กิโลกรัมเพราะบางวันเรากินกาแฟเย็นที่ชงเองไม่ใส่น้ำตาลแค่วันละแก้ว ไม่มีความอยากกินอาหารเลย  ตอนนั้นการร้องไห้คือสิ่งเดียวที่ทำให้เรารู้สึกคลายเครียดได้  ทุกครั้งหลังร้องไห้จะรู้สึกผ่อนคลายหายเครียด. เรารู้สึกว่าการจมอยู่กับความทุกข์แบบนี้ไม่ช่วยอะไรเลยพยายามไปหาหนังสือธรรมมะมาอ่าน ได้ของท่านพุทธทาสมาสองเล่ม  การอ่านหนังสือธรรมมะมันช่วยได้ดดีจริงๆทำให้เราสงบขึ้นแต่มันแค่ชั่วคราวแค่ตอนที่อ่านและหลังอ่านไม่นาน พอตื่นเช้ามาเราก็เศร้าเหมือนเดิม การที่เราไม่อยากอาหารส่งผลให้เราเป็นโรคกระเพาะเราเลยไปหาหมอเพราะเราปวดท้องและคลื่นไส้ตลอดเวลา เราอาจจะโชคดีที่ได้คุณหมอที่ใส่ใจสังเกตอาการของเราดูออกว่าเราเครียดมากเลยให้ยาคลายเครียดกับยานอนหลับมาด้วยและก็แนะนำว่ายาที่ให้ไปมันช่วยได้แค่รักษาอาการทางกายเท่านั้น  คุณหมอแนะนำว่าเราน่าจะได้พบหมอเรื่องความเครียดโดยเฉพาะ(คุณหมอเลี่ยงไม่ใช้คำว่าจิตแพทย์ในตอนนั้น)  หลังจากนั้นอีก2สัปดาห์(รวมเป็น5สัปดาห์)เรายังเป็นเหมือนเดิมทุกวันคือร้องไห้ทุกคืน นอนไม่หลับ  มีอาการหนักขึ้นคือเรานัดกับเพื่อนจะไปเที่ยวต่างจังหวัดกันแต่เราขอเพื่อนยกเลิกเพราะเรารู้สึกว่าการไม่ได้อยู่ในบ้านในห้องนอนของเราเองมันไม่ปลอดภัยและเราไม่อยากเจอใครอยากอยู่คนเดียว โชคดีที่เรามีเพื่อนสนิทคนนึงที่เค้ารู้สึกว่าเราต้องมีเรื่องไม่สบายใจเค้าเลยถามเราเลยเล่าให้เพื่อนคนนี้ฟัง การได้เล่าให้เพื่อนฟังมันทำให้เรารู้สึกได้ปลดปล่อยความเครียดไปได้มากและคำพูดที่เพื่อนคนนั้นพูดกับเรามีแค่เค้ารักเรานะ มีคนอื่นอีกเยอะที่รักเรา  เรามีคุณค่าสำหรับใครอีกหลายๆคนและถ้าได้เจอกันเค้าอยากกอดเรามากๆและกอดเราแน่นๆ บอกเลยว่าสิ่งที่เพื่อนเราพูดกับเราคือสิ่งที่เราขอแนะนำให้ใครก็ตามที่ต้องการพูดกับคนที่เป็นโรคซึมเศร้าพูดแบบนี้ มันคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด การให้กำลังใจ การให้ความรักและการทำให้เห็นคุณค่าของตนเองคือสิ่งที่ช่วยให้คนเป็นโรคซึมเศร้าไม่จมอยู่กับความทุกข์และความรู้สึกโดดเดี่ยวไม่มีคุณค่าไม่มีใครรัก  แต่เราก็ยังคนเศร้าอยู่เหมือนเดิมและเริ่มเป็นหนักขึ้นคือรู้สึกอยากร้องไห้ตลอดเวลาและทำงานไม่ได้เลย  เราเลยรู้สึกว่าปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปไม่ได้แน่เราเลยต้องยอมรับว่าตัวเองน่าจะเป็นโรคซึมเศร้า เราเลยไปพบจิตแพทย์เพื่อรับการรักษา การได้พูดคุยกับจิตแพทย์ทำให้เรารู้สึกได้ผ่อนคลายได้เล่าเรื่องที่เราไม่สามารถเล่าให้คนใกล้ชิดฟังได้และคุณหมอก็ให้คำแนะนำที่ทำให้เราผ่อนคลายขึ้น ที่สำคัญคือเราจะได้รับยาที่จะช่วยให้อาการทางอารมณ์และจิตใจเราดีขึ้น มีสมาธิทำงานได้และนอนหลับพักผ่อนได้ ตอนนี้เรายังไม่หายนะคะยังต้องไปพบแพทย์และกินยาอยู่เพราะโรคนี้ไม่หายในระยะเวลาเร็ว ต้องใช้เวลานานในการรักษา  คำแนะนำของเราคือถ้าสงสัยว่าตัวเองอาจจะเป็นโรคซึมเศร้าให้รีบไปพบแพทย์  ไม่ต้องอายเพราะการเก็บอาการไว้ให้เป็นมากๆคุณอาจจะต้องเข้ารับการบำบัดในโรงพยาบาล  อาจจะเสียการเสียงานหรือบางงคนอาจจะคิดสั้นทำร้ายตัวเองได้ค่ะ  สุดท้ายนี้ขอให้กำลังใจจขกทและคนอื่นๆทุกคนให้ผ่านพ้นนช่วงเวลานี้ไปให้ได้   ขอกอดแน่นๆสู้ๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 23
ปฏิบัติธรรมช่วยได้ไหมครับ(ไม่ได้พูดถึง)  เช่น ตอนเกิดอารมณ์แบบต่างๆ ก็เอามาวิเคราะห์ เรารู้ว่า มันเป็นธรรมชาติ  เกิด ดับ  เกิด ดับ   เวียนไปเรื่อยๆ   ทุกข์แล้วเดี๋ยวก็หาย  มีสติก็หายเร็ว

ผมคิดว่า ผมไม่เป็นโรคนี้ แน่นอน เพราะ ผมเรียนมาสายวิทย์ เข้าใจหลักเหตุ และ ผล  (ที่ทุกข์ ก็มาจากตัวเอง ใจตัวเอง ความคิดตัวเอง)  ผมเรียนรู้ธรรมะจากศาสนาพุทธ ยิ่งรู้วิธี ดับทุกข์ หาความสงบ
ความคิดเห็นที่ 24
ช่วยได้บ้างในตอนที่กลับมามีสติ และอาการของโรคไม่กำเริบค่ะ  

ช่วยไม่ได้เลยตอนอาการของโรคกำเริบ หรือซึมเศร้าชัดเจน การปฏิบัติธรรม มีสติรู้ตัว คนปกตินี่ก็ต้องใช้วิริยะแรงกายแรงใจระดับนึงในการอยู่กับปัจจุบัน มีสติตามให้เท่าทัน เพราะปัจจุบันในชีวิตประจำวันเราส่งจิตออกนอกเกือบตลอดเวลาค่ะ

คนซึมเศร้าแรงกายแรงใจไม่มี วิริยะไม่ต้องพูดถึง การปฏิบัติธรรมในตอนที่เป็นโรคนี่เป็นไปแทบไม่ได้เลยค่ะ ยิ่งปฏิบัติธรรมยิ่งฟุ้ง
ความคิดมาเต็ม สติไม่มีกำหนดไม่ทัน จะเห็นนู่นเห็นนี่ ฟุ้งเต็มไปหมด บางคนมาปฏิบัติยิ่งเป็นมากกว่าเดิมก็มีค่ะ

เราจบสายวิทย์มาเช่นกัน และศึกษาธรรมะแต่เด็ก แต่ก็มีเคยเป็นโรคซึมเศร้านะคะ โรคซึมเศร้ามีโอกาสเป็นได้ทุกคนไม่ได้เกี่ยวกับการเข้าใจหลักเหตุและผลค่ะ แต่เป็นความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง ความไม่สมดุลของ serotonin dopamine คนที่มีอาการของโรควิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้หาย หรืออาการดีขึ้น พบจิตแพทย์และกินยาค่ะ
ความคิดเห็นที่ 25
ถ้าป่วยแบบนี้ สติสตางค์ไม่ค่อยพร้อมจะปฏิบัติธรรมหรอกค่ะ มันจะแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ จริงๆนะ ไม่ได้พูดประชดนะคะ

เปลี่ยนจากปฏิบัติธรรมเป็นไปเที่ยวพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศอะไรเทือกนี้จะดีต่อผู้ป่วยมากกว่าค่ะ
ความคิดเห็นที่ 26
หาเรื่อง Beautiful Mind มาดูครับ เกี่ยวกับ จอห์น แนช นักคณิตศาสตร์ อัจฉริยะของโลก ยังเป็นโรคจิตเภท
โรคอย่างนี้มันเกิดขึ้นได้ครับ เหมือนกับโรคอื่นๆ ซึ่งมันเกี่ยวกับเคมีในสมองไม่สมดุล ดังนั้นอย่าประมาทเลยครับ

ส่วนเรื่องปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ หาวิธีเลี่ยงทุกข์ใดๆก็แล้วแต่ ถ้าคุณอยู่ในจุดนั้น มันช่วยอะไรไม่ได้เลยครับ
ซ้ำจะทำให้ฟุ้ง เพ้อเจ้อเข้าไปอีก นี่ไม่ได้บอกว่า นั่งสมาธิไม่ดีนะครับ แต่ร่างกายตอนคุณป่วย เป็นโรคซึมเศร้า จิตเภท ไบโพล่าร์ อะไรก็แล้วแต่
ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะทำครับ เพราะสมองยังไม่พร้อมจะรับ ยังไม่พร้อมจะนิ่ง
เปรียบ เหมือนรถขับมา 180 แล้วให้เบรกหลบสิ่งกีดขวางกะทันหัน ..ผลลัพท์คือแหกโค้งเละเทะแน่นอนแหละครับ
ความคิดเห็นที่ 27
ถ้าเป็นยาพิษ หรือ ยาเสพติด ผมก็อยากลองนะ   ทำไมเวลาเศร้าและยังมีสติอยู่ จะกำหนดจิตรู้ไม่ได้หรือ  รู้ว่ากำลังทุกข์เพราะอะไร  สาเหตุจากเคมีอะไรภายในก็ตาม  น่าจะรู้ได้  ส่วนจะเอาชนะได้หรือไม่  ก็คงขึ้นกับการฝึกจิต  ผมยินดีที่จะผ่านให้ได้  เพราะ การเอาชนะ กิเลสต่างๆ  มันก็ยากเช่นกัน เทียบกับอารมณ์เศร้าที่เกิดน่าท้าทายดีครับ
ความคิดเห็นที่ 28
โรคมันชื่อ ซึมเศร้า แต่อาการ มันไม่ได้แค่เศร้า ซึมๆ ทั้วๆไปตามชื่อคนะครับ เป็นอาการเศร้านำมาก่อน ก่อนที่จะไม่เศร้า ไม่ดีใจ หรือยินดีนินร้ายในเรื่องใด
แต่จะเป็นการหมดมุ่นอยู่กับความคิด จินตนาการตัวเองมากกว่า ไม่สามารถคืดเหมือนคนปกติได้ เพราะมีอาการหูแว่ว เหมือนเราเสียบหูฟัง แล้วมีใครไม่รู้ 2-3 คนพูดกันตลอดเวลา
บ้างก็เห็นภาพหลอน ทั้งตอนลืมตา และหลับตา บางคนอาจหลงผิดว่านั่นคือ หูทิพย์ ตาทิพย์ ถ้าเค้านั่งสมาธิก็จะหลงผิดเข้าไปใหญ่เลย
เอาเป็นว่า ถ้าคุณอยากจะลองเอาชนะจุดนี้ มีสองอย่างที่จะเกิดขึ้นคือ 1.จิตหลุด(บ้าไปเลย) 2.เปิดสำนักเป็นร่างทรง ครับ
ความคิดเห็นที่ 29
ส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญ ในเนื้อหา จะเห็นได้ว่า คือ การ"โกหก"

สภาพของการโกหก คือ การไม่ยอมรับความจริง และพยายามหนีความจริง

สิ่งที่ต้องรับผิดชอบ  ไม่ใช่ว่าโกหก มันจะช่วยได้  มันแค่ให้หนีรอดไปแพบนึง แต่อีกเดี๋ยวก็จะอนาถกว่าเดิม


ดังนั้น ผมยืนยัน ว่า ศีลข้อที่ว่าไม่ควรโกหก ไม่ใช่แค่มีไว้ให้เรารู้สึกตัวเองเป็นคนดี  แต่มันช่วยขจัดทุกข์ได้จริงๆ  

ถ้าทำไม่ได้ คุณบอกไปเลย ทำไม่ได้ ทำไม่ทัน  

อย่างซวยก็รับผิดชอบ ลาออกหางานใหม่  เรียนตกซ้ำชั้น ก็ซ้ำ จะทำไม ก็มันคือความจริง แต่ได้ประสบการณ์ เราจะทำซ้ำอีกไหมละ มันจะมีเวลามาคิด  แต่ถ้าโกหก จะมีเวลาคิดแค่ว่าต้องโกหกยังไงต่อ

แต่อย่างดี อย่างทั่วไป ก็คือจะมีคนช่วย มีคนบอกวิธีแก้ อย่างทำงานนะ  มันไม่ใครอยากให้งานพังไปพร้อมเราหรอก  กว่าที่ว่าเขาจะทิ้งให้เรารับคนเดียวหนะ เขาต้องช่วยบ้างก่อน  แต่ถ้าทำงานที่ไหนแล้วนิดหน่อยมันไม่ช่วยเลยนะ  รีบๆ รับความผิดพลาดแล้วออกๆมา ก่อนที่จะต้องรับงานที่ใหญ่กว่านั้น กรณีนี้ความซวยคือ ได้เพื่อนร่วมงาน บริษัท  ไม่ใช่ซวยที่งานผิด  ที่งานเกิดผิดนั่นแหละ โชคดี!!


เพราะฉะนั้น จากเรื่องที่ยกมา  เราไม่โกหกตัวเอง ไม่โกหกคนอื่นนี่แหละ จะรอด  และมันก็เป็นการทำให้ใจกล้าแกร่งด้วย  

รับผิดยังกล้า?  แล้วทำไมต่อไปจะไม่กล้าปรับปรุงตัว?  
รับผิดยังไม่กล้า?  แล้วจะหวังได้ยังไงว่าต่อไปจะปรับปรุง?  มีแต่จะติดนิสัยไม่ต้องสนใจไม่รับผิด โกหกเอารอดไปวันๆง่ายกว่า หรือไม่ใช่?  

สองอย่างต่างกันที่ความภูมิใจในตัวเอง ความหวาดระแวงกลัวความลับแตก ทุกข์ล้วนๆ


ขอขอบคุณประสบการณ์ครับ ผมไม่ได้ด่าซ้ำเติมนะ แค่ยกขึ้นมาให้เห็นชัดเจนกัน ตัวเองก็เคยซึมเศร้ามาตั้งแต่ตอนยังไม่ฮิตเหมือนกัน แต่ก็รอดได้ด้วยธรรม
ความคิดเห็นที่ 30
ไม่ได้ใจร้ายนะ  บางทีคำตอบมันก็อยู่ในปัญหาแล้ว ไม่ยอมรับรู้ไม่ยอมแก้ไข สุดท้ายหมักหมมมาจนกลายเป็นแบบนี้เอง
ความคิดเห็นที่ 31
เราเป็นนะ เรารู้สึกตลอดเวลาว่าไม่ดีพอ สำหรับครอบครัว เรารู้สึกว่าเราไม่เป็นที่น่าภาคภูมิในของที่บ้านรู้สึกทำไมเรียนไม่ได้อย่างที่ที่บ้านตั้งความหวัง

เราจำได้แต่ภาพแย่ๆ ของตัวเอง โทษตัวเองมาตลอดชีวิต จำได้มาตั้งแต่เด็ก มันก็วนๆ อยู่แบบเดิมนี่แหละ  ก่อนจะมาเป็นหนักเพราะไปเรียนเมืองนอกคนเดียว ไม่คบใครเพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเวลา นิสัยเข้ากับคนอื่นไม่ได้  แถมยังต้องเรียนไป ทำงานไป (ถูกกม.นะคะ วีซ่าทำงานได้) การเรียนตก แต่เลิกทำงานไม่ได้ เพราะรู้สึกอยากช่วยครอบครัวทั้งที่เขาบอกว่าไม่เป็นไร สุดท้ายก็จบมา แต่ก็ยังเสียใจเพราะคะแนนไม่ได้ดีอย่างที่อยากให้เป็น

ตอนนั้นกินนักเกตได้วันละชิ้น น้ำหนักลด นอนน้ำตาไหล แต่ยังไปทำงานปกติ เพราะอยากได้เงิน 5555555555 ไม่มีใครรู้ว่าเราเป็น แม้แต่เพื่อนสนิท เพราะเราไม่โวยวายกับใคร ไม่ได้บอกใครเพราะเรารู้สึกว่าแค่นี้เราก็เป็นภาระมากพอแล้วเราออกกำลังกายบ่อยช่วงนั้น แต่มันไม่ช่วยเลยช่วงที่มันแย่ สติไม่มีจริงๆ แต่ก็ดีหน่อยเป็นแบบเก็บกดชอบเอาดินสอจิ้มเนื้อคัตเตอร์ขีดๆ เนื้อตัวเอง ต้องแบบเอาที่ไม่เห็นด้วยนะ กลัวคนอื่นเห็น เดี๋ยวสงสัยอีกไปทำอะไรมา ไม่อยากเป็นภาระ


จนกลับมาไทย เรากลับมาที่บ้าน หางานยังไม่มีที่ไหนเรียก นอนร้องไห้ กลัวครอบครัวผิดหวัง จนสุดท้ายตัดสินใจบอกพ่อแม่ พ่อแม่หัวเราะ ไม่เชื่อ เราก็กลับไปนอนร้องไห้ แต่วันต่อมาพ่อแม่ก็พาไปหาหมอ เพราะน้าที่เป็นพยาบาลกล่อมให้พาไป

เราถูกวินิจฉัยว่าเป็น Major Depressed รักษามา 2 ปีกว่า มีช่วงดีขึ้นจนหมอลองให้หยุดยา และเป็นครั้งแรกที่เราเกือบฆ่าตัวตาย แค่เกือบ แต่สติมาก่อนกลับมารับยาอีก ตอนนี้อาการทรงๆ ตัว

สิ่งที่ทำได้คือพยายามทำใจ รักตัวเองภูมิใจในตัวเองให้มาก

เราเป็นประเภทเก็บกด ไม่มีใครรู้เลยว่าเราเป็นอะไรตลอด20 กว่าปีที่ผ่านมา จนมันถูกกระตุ้นด้วยสภาพแวดล้อม ความเครียดจากการเรียน การอยู่ไกลบ้าน

แต่ตอนนี้อากาทรงมีความสุขแบบตัวเองบ้าง ส่วนเรื่องครอบครัว เราก็ปรับใจ ปรับตัว เชื่อว่าเขาภูมิใจในตัวเราจริงๆเขาก็ภูมิใจในตัวเราจริงๆ นั่นแหละ แต่เป็นตัวเราไม่เชื่อ หรือประเด็นอะไรที่ขัดแย้งกัน เราก็ไม่หยิบยกมาพูด หรือไม่ทำให้เขาเอามาบ่นเราทีหลัง

โรคนี้ต่อสู้กับตัวเองมากกว่าคนรอบข้างจริงๆ ถ้าไม่อยากดีขึ้น ไม่อยากหลุดพ้น มันไม่มีวันหายเรายังเชื่อว่าเราจะหาย แต่ก่อนหายก็กินยาไปก่อน เงินทองหามาได้ ก็รักษาตัวเองไป ดีพ่อแม่ไม่ต้องส่ง เงินเดือนเยอะกว่าเรา แต่ซื้อของให้ตามโอกาสแทน ถือว่าโชคดีมาก 5555555555555

เราคุยกะเพื่อน เขาก็บอกว่าบางทีพวกนิสัยไม่ดีเรียกร้องความสนใจแยกจากคนป่วยยาก ในมุมเขาคนที่ไม่เข้าใจ เพราะเขาก็ได้รับการรับรู้มาอีกอย่าง เราก็ไม่ได้โทษเขาเลยนะ แล้วยิ่งในอินเทอร์เน็ต คนอื่นอยากพิมพ์อะไรก็พิมพ์ แต่ก็อยากบอกว่า จริงๆ คนเป็นโรคซึมเศร้าก็ไม่ได้เรียกร้องความสนใจไปซะหมดทุกคน

พิมพ์ไปก็งง แค่อยากแชร์ ขอบคุณ

ปล.สัตว์เลี้ยงนี่ช่วยได้จริงๆ นะคะ แล้วป่วยก็ไม่ได้จะทำร้ายสัตว์หรือไม่ให้มันอดตายเหมือนเรา หมอเราแนะนำหมา เพราะหมารับรู้อารมณ์ได้ดี โชคดีบ้านเราเลี้ยงอยู่แล้ว ช่วงก่อนได้งาน คุยกับหมาเป็นวันๆ พ่อแม่ไปทำงาน
ความคิดเห็นที่ 32
เราไม่รู้เราเป็นหรือป่าวคะ แต่มักจะมีอาการหดหู่ ซึมเศร้า รู้สึกไร้ค่า มองทุกอย่างในแง่ลบคะ รู้สึกเดียวดาย ยิ่งวันไหนเจอปัญหาเข้ามา ก็มีความคิดอยากจะไปจากตรงๆนี้แล้วทุกอย่างมันน่าจะจบๆๆไปซะทุกอย่าง หรือบางครั้งเราจะออกร้องไห้ง่ายย ร้องไห้เป็นวักเป็นเวร แฟนด่านิดๆหน่อยๆ ก็ร้องไห้ซะใหญ่โตเลยคะ  หรืออะไรมากระทบกับใจนิดๆหน่อยๆเก็ร้องไห้คะ   แต่พอได้ร้องไห้หรือระบายให้ใครหรือระบายเป็นข้อความจะรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย แต่เราเคยสั่งเสียกับเพื่อนว่าถ้าเราเป็นไรไปมาเอาจดหมายตรงรั้นตรงนี้ หรือฝากบอกกับทุกๆคนคะ
ความคิดเห็นที่ 33
เข้าใจความรู้สึกนี้นะคะ และมีวิธีการจัดการคือ
1. อยู่กับตัวเอง ใช้สมาธิ ว่าเราโชคดี และมีข้อดีต่างๆมากมาย
2. หาคลิปตลกๆดู ช่วยได้เยอะค่ะ บางคลิปอมยิ้มแบบไม่รู้ตัว
3. ลองหาเรื่องท้าทายทำ เวลามนุษย์ต้องเจอหรือรับแรงกดดันอะไรมากมาก แต่สามารถผ่านช่วงนั้นมาได้ มันจะเกิดความสุข ความภาคภูมิใจ แล้วเห็นคุณค่าตัวเองแบบไม่รู้ตัว
4. ตั้งสติและคิดไว้เสมอว่า คนอื่นทำได้ เราก็ต้องทำได้
ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ยกเว้นแต่ เราจะไม่อยากทำ
5. อันนี้ตัวเองทำบ่อย ตอนเช้าตื่นมาขอบคุณตัวเองขอบคุณที่อดทนเรื่องเลวร้ายต่างๆ และตื่นขึ้นมาต่อสู้

เป็นกำลังใจให้กับผู้ป่วยซึมเศร้าทุกคนนะคะ
ความคิดเห็นที่ 34
รูมเมทเรา เริ่มจากปัญหาที่บ้าน เครียดและกดดัน
รู้สึกเศร้า ไร้ค่า ทุกคนดูถูกเหยียดหยาม แม้แต่หมาที่เดินสวนกันก็ดูถูกเขา
อาการที่ออกชัดคือ ไม่ทำงานงาน นั่งอยู่หน้าจอทั้งคืน เหมือนทำงาน แต่ไม่ได้ทำอะไรเลย
นอนเยอะ กลับถึงหอก็นอนเลย น้ำไม่อาบ
หนักเข้ามีบางครั้ง แยกความฝันกับความจริงไม่ออก
สุดท้าย เพื่อนพาไปหาหมอ เอายามากิน

เราเลยคิดมาตลอดว่าเข้าใจอาการของโรคนี้พอสมควร

แต่พออ่านกระทู้นี้แล้ว ... รู้เลยว่าที่ผ่านมาคือยังห่างไกลความจริงมาก

ขอบคุณ จขกท. และ เพื่อนๆ หลายความเห็น ที่มาแบ่งปันนะคะ

ทำให้เราได้เข้าใจมากขึ้น ว่าคนที่อยู่ในภาวะซึมเศร้าเขารู้สึกอะไรแค่ไหนกัน

ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้ทุกคนนะคะ
ความคิดเห็นที่ 35
เข้าใจ จขกท และเห็นใจมากๆ นะคะ ขอให้อดทนสู้ไปด้วยกัน

เราเองเริ่มมีอาการช่วงมาเรียนต่อต่างประเทศ เครียดมาก เรื่องเรียน เรื่องเงิน เรื่องเข้ากับที่ปรึกษาไม่ได้ ญาติสนิทเสียอีก เราล้มกลิ้งไม่เป็นท่าเลย จากคนที่เคยมั่นใจ กล้าแสดงออก อารมณ์ดี ชอบอยู่กับเพื่อนฝูง เรารู้สึกได้ว่าเราเปลี่ยนไป กลายเป็นคนเก็บตัว อารมณ์ร้าย ไม่อยากไปไหน ไม่อยากทำอะไร นอนเยอะมาก รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า เป็นความล้มเหลวที่ดีแต่ทำให้ครอบครัวอับอาย ฯลฯ ด้านความคิดอาการเดียวกับ จขกท เลย คือไม่มีสมาธิ อ่านหนังสือไม่ได้ เขียนงานไม่ออก จนถึงจุดที่รู้สึกว่านี่ไม่ปกติแล้ว ควรจะไปหาหมอแล้ว ก็ต้องพักการเรียนไปพักหนึ่ง ตอนนี้อาการเราดีขึ้นมากแล้ว แต่อาการวิตกกังวลที่มาพร้อมซึมเศร้ายังอยู่

ที่เหนื่อยและทรมานกว่าการป่วย คือการที่คนรอบข้างไม่เข้าใจ คำแนะนำประเภท "อย่าไปคิดดิ ไม่คิดก็ไม่เป็น" หรือ "ดูคนนั้นดิ เขาด้อยกว่าเราเขายังทำได้เลย" นี่ขอแนะนำว่าควรเลี่ยง เราเข้าใจว่าคนพูดพยายามจะช่วย แต่คำพูดประมาณนี้มันมีความหมายแฝงที่คุณเองก็อาจนึกไม่ถึง คือ "เธอทำตัวเองทั้งนั้น" และ "เธอนี่แย่ยิ่งกว่าคนอื่นที่ด้อยกว่าอีกนะ" อีกหนึ่งประโยคคลาสสิค "จะเครียดอะไร ไม่เห็นมีไรน่าเครียดตรงไหน" ใช่ มันอาจจะดูไม่เครียดสำหรับคนพูด แต่สำหรับคนป่วยที่มีภาวะเครียดอยู่แล้ว และมุมมองต่อโลกรอบตัว กับสารเคมีในสมองที่ส่งผลต่ออารมณ์เขาไม่ปกติ มันอาจจะต่างออกไป สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น คือทำให้คนป่วยยิ่งรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจ และความรู้สึกของเขาไม่มีความหมาย เอาจริงๆ แค่บอกกันสั้นๆว่า "เธอมีเราอยู่ตรงนี้นะ" แค่นี้ก็อาจจะเพียงพอแล้ว

ญาติเราคนหนึ่งพูดทั้งสามประโยคที่ว่านี่กับเราตอนเรามีอาการป่วย พูดซ้ำๆ อยู่นั่น จนวันหนึ่งเราคุยกับเขา บอกว่า สมมติว่าพี่เป็นหวัด น้ำมูกไหล พี่ห้ามมันไม่ให้ไหลได้ไหม? พี่อาจจะคอยเช็ดด้วยทิชชู่ มันก็อาจจะแห้งไปพักนึง เดี๋ยวน้ำมูกก็ไหลออกมาอีก เพราะร่างกายพี่ ณ ตอนนั้นมันทำงานแบบนั้น พี่บอกได้ไหม "อย่าเป็นหวัดดิ ไม่เป็นน้ำมูกก็ไม่ไหล" ฟังดูง่าย ตรงไปตรงมาดีเนอะ แต่จริงๆแล้วมันง่ายแบบนั้นเหรอ? เป็นหวัดแน่นอนเราก็ต้องอยากหาย แต่บางทีกินยา นอนพัก หลายๆวันก็ยังไม่หายเลย แล้วทำไมถึงคิดว่าโรคซึมเศร้ามันจะหายได้ทันใจ แก้ได้แค่คิดว่าเราไม่ได้ป่วย?

สิ่งที่ช่วยเราได้คือพยายามมีสติสังเกตตัวเอง บางครั้งเวลาอาการมันมา มันก็ห้ามไม่ได้จริงๆ (อย่างเราจะปวดหน้าอกมากเวลาเกิดอาการวิตกกังวล) แต่ขอให้รู้ตัวว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น บอกตัวเองว่าไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ที่สำคัญถ้าคิดว่าตัวเองมีอาการต้องปรึกษาจิตแพทย์นะคะ
ความคิดเห็นที่ 36
เราอาการเหมือน ระดับ 1 มากกกก
เหมือนจนน่าตกใจ
เราคิดว่าก็เเค่ร่างกายอ่อนเพลีย ... นอนเยอะ ๆ ก็หายไปเอง เราคิดว่า อาการไม่อยากทำงานมันก็แค่ความไม่รับผิดชอบของเราจนเสียนิสัย เราพยายามปรับปรุงตัว เพราะคิดว่าช่วงนี้งานเยอะ อาจจะเหนื่อยเลยไม่อยากทำ เลยประชดตัวเองไม่ทำมันเลย ....
หนักสุดคือสัปดาห์ที่ผ่านมา อีกไม่กี่นาทีต้องส่งงาน เราเพิ่งมานั่งปั่น  ก่อนหน้านั้นคือนั่งหน้าคอม นั่งเฉย ๆ เหมือนสมองว่าง  นั่งเฉย ๆ แบบนั้นเป็นชั่วโมง ไม่สามารถบังคับตัวเองให้ทำได้เลย งานเสร็จแบบลวก ๆ มาก เสร็จแบบบังคับเสร็จ ...

แล้วก็คิดถึงเรื่องตายบ่อยขึ้น
เราคิดว่าเราอาจจะเป็นโรคอยากซึมเศร้าเฉย ๆ ก็ได้ เราบอกตัวเองมาตลอดว่าไม่ได้เป็น  แล้วก็กลัวที่จะบอกคนรอบข้าง เพราะเค้าคงไม่เชื่อเรา

เราจะทำยังไงดี
ความคิดเห็นที่ 37
ขออนุญาตถอดลอคอินหลักมาเล่าอาการขของโรคซึมเศร้าโดยละเอียด

สาเหตุที่ทำให้เราเป็นโรคซึมเศร้ามาจากการทำแท้งค่ะ ลองกดอ่านกระทู้ที่เราเคยตั้งไว้ดูได้
เรื่องมีอยู่ว่าเราโดนแม่แท้ๆและแฟนเราสั่งแกมบังคับให้ทำแท้งตอนอายุครรภ์3เดือน
วันที่ทำแท้งใช้เวลา1คืนที่โรงพยาบาลทำแท้งเถื่อนแห่งหนึ่ง ขอเล่าประสบการณ์ไว้ตรงนี้เลยนะคะ

- ถึงโรงพยาบาล5-6โมงเย็น พยาบาลตรวจวัดความดัน ตรวจอัลตร้าซาวด์ดูอายุครรภ์ ตรวจภายใน
- ชำระเงินค่าทำแท้ง
- เดินตามพยาบาลไปชั้นบน มีเสื้อผ้าให้เปลี่ยนพร้อมผ้าอนามัย1แผ่น มีกุญแจล้อคเกอร์ให้ ของติดตัวทุกอย่างรวมทั้งมือถือต้องเอาใส่ลอคเกอร์ ห้ามเอากล้อง เครื่องเล่นเอ็มพี3 มือถือ อิเลคโทรนิคต่างๆเข้าไปเด็ดขาด
- พยาบาลพาไปที่เตียง ห้องนึงมีประมาณเกือบ20คน มีหลายห้อง ช่วงหัวค่ำมีเจาะแขนให้น้ำเกลือ
- ทุกๆ3ชั่วโมงพยาบาลจะมาสอดยาทำแท้งเข้าช่องคลอดตลอดทั้งคืนจนกว่าจะ"คลอด"
- ทั้งคืนจะปวดท้องขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ ตามจำนวนยาที่โดนพยาบาลสอด ช่องคลอดจะบีบตัวจนเด็กในครรภ์จะตาย
- ตอน6โมงเช้า เรา"คลอด" หมายถึงถุงน้ำคร่ำแตก คล้ายคลอดปรกติ แต่อันนี้....คลอดออกมาเป็นศพเด็ก มีน้ำใสๆไหลออกมาเหมือนฉี่โดยที่เราไม่ต้องเบ่ง เราต้องตะโกนบอกพยาบาล พยาบาลจะนำโถมาให้ กรูกันเข้ามา มือหนึ่งกดท้องน้อย อีกมือหนึ่งใช้นิ้วแทงสวนช่องคลอดคว้านเอาชิ้นส่วนเด็กออกมา อได้ที่พยาบาลจะให้ยาอะไรไม่รู้ที่ชวนคลื่นไส้เวียนหัวสุดๆ และให้เราพัก1ชั่วโมงให้ไปล้างในห้องน้ำ
- พอครบ1ชั่วโมง ต้องรีบวิ่งเข้าห้องน้ำ เลือดหยดลงตามทางมากมาย และสภาพหลังทำแท้งในห้องน้ำไม่ต่างจากคดีฆาตกรรม เลือดพุ่งกระฉุดกระจายเต็มห้องน้ำ ติดทั้งข้างฝาและกระจายอยู่เต็มพื้น ส่วนเรา.....มือหนึ่งถือถุงน้ำเกลือ อีกมือหนึ่งถือที่ฉีดตูดต้องล้างคราบเลือดตัวเองในห้องน้ำ
- 7โมงเช้าพยาบาลพาไปให้หมอตรวจทีละคน พยาบาลให้ขึ้นขาหยั่งใช้นิ้วสวนช่องคลอดให้ชิ้นส่วนเด็กหลุดออกมาให้หมด ซึ่งเราทนขั้นตอนนี้ไม่ไหว เพราะเจ็บท้องเจ็บจิมิมากๆๆๆๆๆ
- จึงต้อง......วางยานอนหลับขูดมดลูก โดยเขาจะให้ยานอนหลับผ่านสายน้ำเกลือโดยที่เราจะเคลิ้มหลับไม่รู้ตัว ตอนโดนขูดมดลูกจะเจ็บทรมาณจนรู้สึกตัวเป็นพักๆ

ประสบการณ์เราในคืนนั้นไม่ต่างจากนรก ทั้งคืนได้ยินแต่เสียงคนร้องโหยหวนทรมาณจากความเจ็บปวด เรามีอาการตกเลือด ไข้ขึ้นสูงด้วย

อ่าานด้านบนจบละ ทีนี้เข้าเรื่องเล่าอาการซึมเศร้านะคะ คล้ายๆที่จขกท.เล่าเลย
1 เรามีอาการหูแว่ว ได้ยินเสียงความคิดตัวเองบอกว่าอยากตายๆๆๆๆๆๆตลอดเวลา เห็นรถ จะมีเสียงคอยบอกให้กระโดดลงไปให้รถทับ อยู่บนชั้นที่จอดรถห้างมีเสียงคอยบอกให้กระโดดลงไป เห็นเพดานสูงๆมีเสียงบอกให้ผูกคอตาย ตอนนอนพอใกล้หลับจะได้ยินเสียงเด็กร้องใกล้ๆจนสะดุ้งตื่น
2 ทำให้ไม่สามารถหลับได้ในเวลากลางคืน มีความรู้สึกเหมือนมีคนมาสะกิดให้ตื่นตลอดเวลา
3 ทุกๆอย่างในชีวิตเป็นสีดำ กินทุกอย่างที่ชอบแต่กลับไม่รู้รส ความสนุก อารมณ์ ความอยากอะไรพวกนี้ไม่มี โลกมันสีดำอยากหายไปจากตรงนั้นซะเดี๋ยวนั้น ไม่รู้สึกถึงการมีชีวิตอยู่
4 กลัวที่แคบ โดยเฉพาะห้องน้ำ เข้าไปแล้วจะเห็นภาพหลอนทั่วทั้งห้องมีแต่เลือดตัวเองกระจายเต็มไปหมด
5 ร้องไห้ทุกวัน ทรมาณ
6 หลังทำแท้งยังมีปวดท้องจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ แค่นั่งรถสะเทือนนิดเดียวก็ปวดทรมาณมากๆ ทุกครั้งที่ขยับตัวอาการนี้ยิ่งย้ำเตือนว่าเด็กคนนั้นตายแล้ว ยิ่งกระตุ้นความรู้สึกผิดเข้าไปอีก
7 มีการเขียนจดหมายลาตาย หาที่ตาย หาเวลาสำหรับฆ่าตัวตาย หาข้อมูลให้ตายโดยไม่ทำให้ใครเดือดร้อน(ซึ่งเป็นไปไม่ได้)
8 มีเสียงตัวเองก้องอยู่ในหัวซ้ำๆตลอดเวลา “อยากตาย อยากตาย อยากตาย” เหมือนโดนสะกดจิต เมื่อไหร่ที่เราอ่อนแอ เสียงนี้ก็จะยิ่งดังและมีอิทธิพลมากๆ
9 ทำให้ข้อมือเรามีแผลมีดกรีดนับไม่ถ้วน
10 วันๆได้แต่ถามตัวเอง เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ทำไมชีวิตเรามันไร้ค่านัก ชีวิตมืดมนเหลือเกิน ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกใดๆนอกจากความรู้สึกผิดที่ฆ่าลูกตัวเองและต้องการตายไถ่บาป มีปัญหาอะไรไม่สามารถแก้ได้........ไม่สิ ต้องบอกว่าช่างแม่มชีวิตเหอะ โนสนโนแคร์ใดๆ ไม่อยากมีชีวิตอยู่เป็นภาระใคร ไม่รู้สึกถึงการมีชีวิตและก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะมีชีวิตไปทำไม เกิดมาทำไม เกิดมาก็ไร้ค่า ตายเสียดีกว่า แล้วเสียงที่ชอบตามไซโคในหัวก็จะยิ่งดังขึ้น "อยากตาย อยากตาย อยากตาย....."

วันที่เราตัดสินใจว่าจะตายให้ได้มาถึง อยู่ๆแฟนทัก"เป็นอะไร" แค่นั้นแหละเราร้องไห้เขื่อนแตกสารภาพหมดเปลือก เหมือนแฟนถามแล้วเราจะคิดได้ว่าเฮ้ยเราทำอะไรลงไป เราโง่มากที่คิดฟุ้งซ่านได้ไกลขนาดนั้น เป็นที่มาของการรักษาซึมเศร้าจริงจัง เราทำแบบสอบถามได้คะแนนเต็ม(ทีตอนสอบไม่เห็นเต็มงี้มั่งฟระ) ตอนแรกไม่กล้าหาหมอกลัวไม่ได้เป็นไรแล้วจะเงิ่บ ที่ไหนได้ อาการเราเป็นหนักขนาดมีอะไรกระตุ้นเล็กน้อยก็พร้อมตายได้ทุกเมื่อแล้ว
ปัจจุบันรักษามาปีกว่า ทานยาทุกวัน อาการดีขึ้นแล้วค่ะ ช่วงต้นเดือนย่าเพิ่งเสียกระตุ้นต่อมโรคซึมเศร้าบ้างนิดหน่อยแต่ไม่ถึงกับอยากตายแล้ว
Comment:
CONFIRM CODE :
Comment Name :

บทความทั้งหมด
  คลิกที่นี่ เพื่อดูสินค้าแนะนำ
  ลดราคากว่า 80%(ห้ามพลาด)