โรคซิฟิลิส 2020

by WheelSharee Posted on 2019-11-24



ความคิดเห็นที่ 1
โรคซิฟิลิสนี้สามารถเกิดขึ้นเองได้ไหมคะละสงสัยว่าเกิดขึ้นจากอะไร ติดมาจากตัวอะไร ถ้าสมมุติ นะคะว่ามีเพศสัมพันธุ์กับแฟนที่ไม่มีโรคนี้แล้วไม่ใส่ถุงยาง ก็จะไม่เสี่ยงใช่ไหมคะ ถ้าเรามีกับคนที่ไม่เป็นโรคนี้
ความคิดเห็นที่ 2
การติดต่อของโรคซิฟิลิส เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า ทริปโปนีมา พัลลิดุม
ซึ่งสามารถติดต่อได้มาก หากสัมผัสถูกเชื้อโดยตรงที่แผลบริเวณอวัยวะเพศของผู้ป่วย โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่ทางช่องคลอด
ทวารหนัก หรือภายในช่องปาก และเชื้อนี้ยังสามารถแพร่ได้โดยการใช้เข็มฉีดยา การรับเลือด การติดต่อจากแม่สู่ลูกระหว่างคลอดได้ค่ะ  
ซึ่งในการติดเชื้อนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจจะไม่แสดงอาการ แต่เชื้อนั้นจะอยู่ในร่างกาย และเนื่องจากเป็นโรคที่ไม่แสดงอาการ
ผู้ป่วยจึงไม่สามารถทราบได้ว่าเกิดการติดเชื้อ และในกรณีที่จะทราบว่าติดเชื้อได้ก็ต่อเมื่อไปตรวจเลือด เช่น การตรวจเลือดเพื่อบริจาคเลือด
หรือการตรวจคัดกรองในระยะฝากครรภ์ เป็นต้นค่ะ

เบื้องต้น ในการป้องกันโรคติดต่อที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการมีเพศสัมพันธ์ แนะนำว่าควรป้องกันทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ เช่น
การสวมใส่ถุงยางอนามัย เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อทั้งจากการติดเชื้อซิฟิลิส และเชื้ออื่นๆได้ นอกจากนี้แนะนำว่าควรหลีกเลี่ยง
การดื่มแอลกอฮอล์และการใช้สารเสพติดร่วมด้วย ก็สามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคนี้ได้ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 3
นี้เป็นครั้งแรกของผมที่ได้มาสอบถามในเว็บนี้ ขออณุญาติเล่าเลยแล้วกันหน่ะครับ....
ตอนนี้ผมอายุได้20ย่าง21แล้วครับ แต่เรื่องมันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนผมอายุได้ประมาณ 16-17 ปี ตอนนั้นยอมรับเลยครับว่าเป็นเด็กใจแตก เพราะตอน ม.ต้นผมเรียนที่โรงเรียนประจำอยู่แต่ในกฏในระเบียบ อ๋อลืมบอกครับ ผมเป็นเกย์หน่ะครับ พอจบ ม.ต้น เลยย้ายมาเรียนที่อาชีวะ ซึ่งมันต่างจากโรงเรียนประจำที่ผมพึ่งออกมาจากหน้ามือเป็นหลังมือ ผมเรียนที่อาชีวะผมมีอิสระทุกอย่างอยากทำอะไรก็ได้ อยากไปไหนก็ได้ ไม่มีใครมาคอยดูแลผมตลอดเวลาเหมือนที่โรงเรียนประจำ (นี้แหละครับคือจุดเริ่มต้นของเรื่องที่ผมจะมาขอคำปรึกษา) ตอนผมเรียนที่อาชีวปีแรกตอนนั้นผมอายุ 16 ปี มันเป็นช่วงวัยอยากรู้อยากลองของผม ผมเที่ยวทุกวัน กินดื่มทุกวัน ถึงขั้นโหลดแอพเกย์เพื่อหาคู่นอนเลยแหละครับ...ป้องกันบ้าง ไม่ป้องกันบ้าง จนผมขึ้นปี 2 ซึ่งตอนนั้นผมอายุประมาณ 17 ปี ผมก็เริ่มรู้สึกถึงจุดอิ่มตัว ผมก็เลยเริ่มหยุดตัวเอง ลดเที่ยว ลดดื่ม และก็ลดหาคู่นอนลงเรื่อยๆ ตอนนั้นคนรอบข้างผม ทั้งเพื่อน ทั้งอาจารย์ก็บอกว่าร่างกายโทรมมากเลยนะ ดูต่างจากเมื่อก่อนตอนเข้ามาเรียนแรกๆเลย นี้คืออาการแรกเริ่มครับ ตั้งแต่คนรอบข้างทัก ผมก็ไปตรวจร่างกาย ตรวจเลือดแต่โชคดีครับที่เลือดผมเป็นลบ แต่หลังจากนั้นไม่นานอาการมันก็เริ่มแสดงออกมา คือ ผมมีแผลที่อวัยวะเพศตรงแผลรู้สึกไม่เจ็บหน่ะครับ แต่เวลาฉี่จะรู้สึกแสบมาก แต่ผ่านไปไม่นานมันก็หาย อาการที่2 ก็โผล่ขึ้นมาอีก คือผมร่วงครับ ร่วงแบบว่าแค่จับมันก็ติดมาจากมือแล้ว แล้วก็มีตุ่มแดงขึ้นตรงฝ่ามือ แล้วก็ฝ่าเท้าครับแต่ไม่มีอาการคัน ซึ่งตอนนั้นผมตกใจมากอยากไปหาหมอแต่อีกใจหนึ่งก็กลัวด้วยครับ เลยตัดสินใจไปร้านขายยาแถวบ้านซึ่งเป็นร้านขายยาของนายแพทย์มาเปิด วันที่ผมไปตัวของคุณหมอไม่อยู่ แต่มีผู้ช่วยของคุณหมออยู่ เลยเข้าไปปรึกษา แกก็บอกผมว่า ผมเป็นมือปากเท้าเปื่อย ทานยาแก้แพ้แล้วเดี่ยวจะดีขึ้นเอง ซึ่งก็เป็นอย่างที่แกบอกเลยครับ มันเริ่มดีขึ้นและหายไปเอง ตั้งแต่ที่ตุ่มแดงหายไป ก็ไม่มีอาการอะไรอีกเลยครับ จนเมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวว่าโรคซิฟิลิสเริ่มระบาด ซึ่งอาการก็ตรงกับอาการที่ผมเป็นเลย ซึ่งอาการที่แสดงออกมาตอนนั้นผมอายุประมาน17ปี จนตอนนี้ผมอายุ20 ย่างเข้า21 แล้ว เป็นไปได้ไหมครับว่าถ้าผมเป็นแสดงว่าตอนนี้มันอยู่ในช่วงฟักตัว แล้วถ้ารักษาตอนนี้ยังทันไหมครับ แล้วจะหายขาดหรือเปล่า ขอบคุณครับ
ความคิดเห็นที่ 4
แนะนำลองไปตรวจเลือดอีกซักรอบก่อนนะครับ

ถ้าปกติก็ไปหาหมอนะครับ เพื่อรับคำปรึกษานะครับถ้าไม่สบายใจ
ความคิดเห็นที่ 5
พญ.นิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์ แพทย์ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย อธิบายว่า จากข้อมูลที่คลินิกนิรนาม มีอยู่ พบว่า ตัวเลขผู้ป่วยโรคซิฟิลิสเพิ่มขึ้นพอสมควร โดยเฉพาะกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย อธิบายได้ว่าเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน เป็นตัวชี้วัดได้ว่า เมื่อใดก็ตามที่การใช้ถุงยางอนามัยลดลง ตัวเลขผู้ป่วยซิฟิลิสก็เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ตัวเลขผู้ป่วยซิฟิลิสไม่ได้เพิ่มในช่วง 2-3 เดือนนี้ แต่ตัวเลขผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมา 1-2 ปีแล้ว

“ซิฟิลิส” เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย มียารักษาให้หายขาดได้ โดยหลักจะรักษาด้วยยาฉีด แต่ปัญหาในบ้านเรา คือ ยาฉีดที่รักษาซิฟิลิสเป็นยาในกลุ่มเพนนิซิลิน ซึ่งเป็นยาราคาถูกแต่หาได้ยาก เนื่องจากถูกจนไม่มีบริษัทไหนอยากจะค้าขายทำกำไร ดังนั้นในช่วง 1-2 ปีที่เรารู้สึกว่าซิฟิลิสเพิ่มขึ้น แต่ปรากฏว่า ในระดับประเทศการใช้ยาตัวนี้แทบไม่มีการใช้เลย ไม่มีใครนำเข้า ไม่มีใครผลิตในประเทศไทย ทำให้ยาฉีดซึ่งเป็นยาหลักในการรักษาซิฟิลิสไม่มี ก็ต้องเลี่ยงไปใช้ยากินแทน คือ ด็อกซี่ไซคลิน

ปกติยาฉีดจะฉีดบริเวณก้น มีการฉีดตั้งแต่ครั้งเดียวถึง 3 ครั้งขึ้นอยู่กับว่าติดเชื้อซิฟิลิสระยะไหน ถ้าเพิ่งติดเชื้อจะฉีดเข้าก้นเพียงครั้งเดียว แต่ถ้าติดไปแล้วสักระยะหนึ่ง อาการมีไปแล้ว หายไปแล้ว แต่มาตรวจเลือดเจอ แล้วไม่รักษา กรณีนี้จะฉีด 3 เข็ม โดยฉีดสัปดาห์ละ 1 เข็มเป็นเวลา 3 สัปดาห์
ถ้าไม่มียาฉีดก็ต้องกินยา ผู้ป่วยต้องกิน 1 เม็ด เช้า-เย็น ต่อเนื่องกัน 4 สัปดาห์ ปัญหา คือ บางคนกินบ้างไม่กินบ้าง กินไม่ครบบ้าง ดังนั้นก็เลยทำให้ประสิทธิภาพการกินยาสู้แบบฉีดยาไม่ได้

ในปัจจุบันโรคซิฟิลิสจึงยังไม่หายไปจากสังคมไทยและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ในขณะที่ยาหายากมีไม่ค่อยเพียงพอในประเทศไทยโรคนี้ไม่มีอาการเฉพาะ แต่จะเลียนแบบโรคต่าง ๆ ก็เลยทำให้วินิจฉัยค่อนข้างยาก กว่าจะแสดงอาการ มีตั้งแต่ไม่กี่วันไปจนถึง 2-3 เดือน อาการซิฟิลิสระยะแรกสุด เช่น เป็นแผลบริเวณที่สัมผัสเชื้อ อย่างบริเวณอวัยวะเพศ บริเวณช่องปาก ปัญหาคือแผลไม่เจ็บ บางคนเป็นแล้วหายไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ตัว
จากนั้นอาการจะเป็นระยะออกดอก ผื่นขึ้นตามตัว ลักษณะเหมือนผด เหมือนแพ้ยา ลมพิษ ตุ่มหนอง ฉะนั้นไม่สามารถบอกได้ว่าอาการแบบนี้คือซิฟิลิส บอกได้แต่ว่าเป็นผื่น ที่สังเกตได้คือ ผื่นมักจะขึ้นบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้า อาจมีลักษณะเป็นจ้ำ ๆ หรือตุ่มหนองบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้าก็ได้ ถ้าเป็นหมอผิวหนังเวลาคนไข้มีผื่นกระจายทั่วตัว ถ้าหงายฝ่ามือฝ่าเท้าดูแล้วมีผื่น อาจจะนึกถึงโรคซิฟิลิสเป็นพิเศษ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ได้บอกว่าไม่ใช่ซิฟิลิส นอกจากนี้บางคนอาจผมร่วงเป็นหย่อม ๆ นาน ๆ จะเจอสักราย เพราะโดยข้อเท็จจริงจะร่วงหรือไม่ร่วงก็ได้ หากไม่รักษาบางทีก็อาจหายไปเองได้ บางคนไม่ไปตรวจเลือดไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นซิฟิลิส เพราะมีแผล มีผื่นแต่หายไปแล้ว

ระยะต่อมาคือระยะรุนแรง คือ เชื้อขึ้นสมอง ในช่วงออกดอกเชื้ออาจขึ้นสมองได้เลยในตอนนั้น ทำให้เกิดสมองอักเสบ แต่บางคนได้รับเชื้อแล้ว อาจจะมีอาการหรือไม่มีอาการก็ได้ พอผ่านไป 5 ปี 10 ปี เชื้อยังอยู่ในร่างกาย พอไม่ได้รับการรักษาก็จะทำให้เกิดอาการตามมาบริเวณต่าง ๆ เช่น กระดูก สมอง ทำให้เกิดอาการเฉพาะที่ของบริเวณนั้นขึ้นมา มีอาการทางหัวใจ อาการทางสมอง ถ้าซิฟิลิสขึ้นสมองตั้งแต่ระยะออกดอก ยาที่ใช้รักษาจะเข้มข้นขึ้น ด้วยการใช้ยาฉีดเข้าเส้น และผู้ป่วยนอนโรงพยาบาล ถามว่าเป็นโรคนี้ต้องตายหรือไม่ ต้องบอกว่าน้อยรายที่จะตายจากซิฟิลิส
ขอแนะนำว่าคนที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน เวลาไปตรวจร่างกายประจำปี นอกจากตรวจเอชไอวีแล้วเราจะแนะนำให้ตรวจซิฟิลิสด้วย อย่างหลายคนอาการหายไปแล้วแต่ยังมีเชื้ออยู่ ตรวจเจอช่วงไหนก็ตามจะได้รีบรักษาทันที

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และ thaihealth.or.th
ความคิดเห็นที่ 6
แบบว่า (คู่เกย์)ก่อนจะคบกันมา เราก็ตรวจเลือดกันที้ง2 ผลก็ปกติดีคับ แล้วคบมาได้สักปีนึงผมก็เป็นริดสี่ดวงทวาร แต่ก็ยังมีเพศสัมพันธุ์กันทั้งๆที่ผมมีแผล พอมีอะไรมาเลื่อยๆสักระยะหนึ่ง8-9เดือน ปรากฏว่าผมเป็น ซิฟิลิสเพิ่มขึ้นมาอีกโรคนึ่งอีก ทั้งๆที่ผมไม่ได้ไปมีอะไรกับใครแม่แต่คนเดียวระหว่างที่คบกับแฟน แต่ที่สงสัยเราเป็นซิฟิลิสได้ไง เชื่อแบททีเรียมาได้ยังไง ทั้งที่ไม่ได้ไปเอากับใคร10000% นอกจากแฟนเท่านั้นเพียงคนเดียว และเมื่อรู้ว่าผมเป็นซิฟิลิสแล้วระยะที่2 ราวๆ3เดือนกว่า งั้นแสดงว่าก่อนหน้านี้ที่เป็นซิฟิลิส3เดือน ผมก็เอาสดกับแฟนมาตลอด3เดือนที่เป็นซิฟืริด ผมเลยให้แฟนตรวจเลือดด้วยแต่ผลตรวจเลือดของแฟนไม่เป็น(ปกติ) แต่ผมเป็นคือไรคับ งงเลย เป็นไปได้ป่าวคับที่แฟนจะเอาเชื่อจากข้างนอกมาปล่อยที่เรา ตอนที่ผมเป็นแผลริดสี่ดวงทวาร ตอนที่ร่างกายผมอ่อนแอภูมิคุ้มกันน้อยเลยต้านเชื่อไวรัสไว้ไม่ได้ เป็นไปได้ป่าวคับ หรือมีทางไหนอีกคับที่ผมจะติดเชื่อได้ทั้งที่ผมมีอะไรกับแฟนเพียงคนเดียว ขอผู้รู้ช่วยตอบทีคับ
ความคิดเห็นที่ 7
เอาสด ทำให้เกิดแผลฉีก เชื่อโรคก็เข้าไปในแผล
แฟนคุณคุณมั่นใจแค่ไหน
ความคิดเห็นที่ 8
ยืนยันติดเชื้อหรือยังพ่อหนุ่ม  
ถ้ายืนยันแล้วไตเตอร์เท่าไหร่
ความคิดเห็นที่ 9
รู้แค่ว่าคนเป็นรับ มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนเป็นรุกอ่า
ความคิดเห็นที่ 10
อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ ซิฟิลิส
1.ซิฟิลิส (Syphilis) เป็นอย่างไง ?  
2.สาเหตุของโรคซิฟิลิส
3.อาการของโรคซิฟิลิส (Syphilis) และการวินิจฉัยโรคซิฟิลิส
4.การตรวจและวินิจฉัยโรคซิฟิลิส
5.ผลกระทบที่เกิดจากซิฟิลิส
6.การรักษาโรคซิฟิลิส
7.โรคซิฟิลิสสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่ ?
8.การแพ้ยาเพนิซิลลินและการตั้งครรภ์
9.การป้องกันการติดเชื้อซิฟิลิส

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมคลิกเลย    http://thailandhivtestplace.lovefoundation.or.th/ซิฟิลิส-syphilis/
ความคิดเห็นที่ 11
ซิฟิลิส

ซิฟิลิส เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากเชื้อทรีโปนีมา พาลลิดัม (Treponemapallidum) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรีย ที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันด้วยการใส่ถุงยางอนามัย เชื้อโรคสามารถติดต่อผ่านจากคนสู่คนโดยการสัมผัสโดยตรงกับแผลซิฟิลิส

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม คลิกเลย  https://lovefoundation.or.th/th/ซิฟิลิส/
ความคิดเห็นที่ 12
ซิฟิลิส (SYPHILIS)

เป็นโรคติดเชื้อจากแบคทีเรียที่พบได้บ่อยชนิดหนึ่ง ซึ่งโดยปกติจะติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์
โรคซิฟิลิส ติดต่อกันได้อย่างไร  คนเราสามารถรับเชื้อซิฟิลิสได้ 3 ทาง คือ

1. ทางเพศสัมพันธ์ โดยติดต่อผ่านทางเยื่อบุช่องคลอด ท่อปัสสาวะ ทวารหนัก

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมคลิกเลย https://lovefoundation.or.th/th/ซิฟิลิส-syphilis/
ความคิดเห็นที่ 13
พอดีวันนี้ผมไม่เป็น ภาพๆหนี่งในเฟรสบุ๊ค บอกถึงลักษณะการเป็นโรคซิฟิลิส และระบาดมากในกลุ่มชายรักชาย
ส่วนอาการของผม  ไม่มีแผลบริเวณอวัยวะเพศ ประมาณเดือนกุมภาพันธุ์ผมมีผื่นแดงบริเวณแขนและบริเวณตัวลักษณะเหมือนแพ้อะไรสักอย่าง
แต่ที่ปรากฎเห็นได้ชัดคือที่แขนและฝามือมีจุดแดงๆ จึงวินิจฉัยว่าน่าจะแพ้สารเคมีเพราะก่อนหน้าที่จะมีผื่น ผมได้ไปทดลองใช้โลชั่นกันยุง
(ซึ่งเป็นสูตรทดลองตลาดใหม่ยังไม่มีจำหน่าย  ) หมอก็ให้ยามาทา  หลังจากนั่นหนึ่งวันกะมีอาการผื่นแดงๆขึ้นบริเวณแขน รวมฝ่ามือไม่มีอาการคัน
หลังจากนั่นเข้าสู่ช่วงเดือนมีนาคม  ผื่นเริ่มหายแล้ว แต่ที่ฝามือยังมีรอยแดงๆแล้วมีอาการลอก บวกกับมีอาการคันเล็กน้อย   จนถึงเดือนเมษาอาการมือลอกก็ยังไม่หาย ส่วนผื่ยรอยแดงนั่นจะขึ้นเฉพาะเวลามีอาการร้อน จนเข้าเดือนพฤษภาคม มือที่ลอกเริ่มหายรวมถึงผื่นด้วย   จนมาปัจจุบัน 6/7/58 มือผมกลับมาลอกอีกครั้ง ตามรอยจุดๆบนฝามือมีอาการคันเล็กน้อย อยากทราบว่าอาการข้างต้นนี้ เข้าข่ายติดโรคซิฟิลิส หรือป่าวครับ
(ในช่วง มค-เมย มีมีอาการปวดขาเป็นบางครั้งครับ) ตอนนี้ผมควรไปพบหมอต่อไปหรือป่าวครับหรือให้หายเอง

** ในช่วงเดือนกุมภาพัน ผมได้ตรวจเลือดหาเชื้อHIVประจำปี แต่ผลออกมาเป็นลบ   และในช่วงที่ผมไปหาหมอก็ได้เจาะเลือดตรวจทุกครั้งแต่ไม่พบแต่ผมก็ไม่ทราบว่าเขาจะตรวจหาเชื้อนี้ด้วยหรือป่าวครับ
ความคิดเห็นที่ 14
โรคนี้ต้องตรวจเลือดเฉพาะถึงทราบครับ รีบตรวจจะดีกว่า ชัวสุดครับ
ความคิดเห็นที่ 15
ซิฟิลิส (Syphillis)ฆัฟลิส Syphilis
เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า Treponema pallidum เชื้อนี้สามารถเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อเมือกเช่น ช่องคลอด ท่อปัสสาวะ ปาก เยื่อบุตา หรือทางผิวหนังที่มีแผล เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะเข้ากระแสเลือด และไปจับตามอวัยวะต่างๆทำให้เกิดโรคตามอวัยวะและทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนในระยะยาว โรคนี้แบ่งออกเป็น 4 ระยะได้แก่
1.    Primary
2.    Secondary
3.    Latent
4.    Tertiary (or late)
คนเราติดเชื้อโรคนี้ได้อย่างไร
การติดต่อจะติดต่อจากคนสู่คนโดยการสัมผัสผ่านแผล Chancre
ทางเพศสัมพันธ์
•    เชื้อโรคสามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยผ่านทางเยื่อบุช่องคลอด ท่อปัสสาวะ
•    เชื้อโรคจะติดต่อได้บ่อยในระยะ primary เนื่องจากระยะนี้จะไม่มีอาการ
•    ในระยะ secondary จะมีหูดระยะนี้จะมีเชื้อโรคปริมาณมากหากสัมผัสอาจจะทำให้เกิดการติดต่อ
การติดต่อทางอื่น
•    เชื้อจะอ่อนแอตายง่ายดังนั้นการสัมผัสมือหรือการนั่งโถส้วมจะไม่ติดต่อ
•    หากผิวหนังที่มีแผลสัมผัสกับแผลที่มีเชื้อก็ทำให้เกิดการติดเชื้อ
จากแม่ไปลูก
•    เชื้อสามารถติดจากแม่ไปลูกขณะตั้งครรภ์และขณะคลอด

อาการของโรค
1 Primary Syphilis
ในระยะ primary รอยโรคจะปรากฏเป็นแผลริมแข็ง Chancre ซึ่งจะมีลักษณะที่สำคัญดังนี้
•    หลังจากได้รับเชื้อ 10-90 วันโดยเฉลี่ยประมาณ 21 วัน จะมีตุ่มแดงแตกออกเป็นแผลที่อวัยวะเพศ ตรงบริเวณที่เชื้อเข้า
•    แผลมักจะเป็นแผลเดียว ไม่เจ็บ ขอบนูน ต่อมน้ำเหลืองจะโตกดไม่เจ็บ
•    ตำแหน่งที่พบได้บ่อยได้แก่ อวัยวะเพศชาย อัณฑะ ทวารหนัก ช่องคลอด ริมฝีปาก
•    แผลจะอยู่ 1-5 สัปดาห์แผลจะหายไปเอง
•    แม้ว่าแผลจะหายไปแต่ยังคงมีเชื้ออยู่ในกระแสเลือด
•    สำหรับผู้ที่เป็นโรคเอดส์ และมีขนาดใหญ่และมีอาการเจ็บมาก
•    การตรวจเลือกในช่วงนี้อาจจะให้ผลลบได้ร้อยละ 30
2 Secondary Syphilis
•    ระยะนี้จะเกิดหลังได้รับเชื้อ 17วัน- 6 เดือน
•    ผู้ป่วยจะมีอาการอยู่ประมาณ 2-6 สัปดาห์แล้วจะหายไปแม้ว่าจะไม่ได้รับการรักษา
•    ต่อมน้ำเหลืองโต
•    ปวดตามข้อเนื่องจากข้ออักเสบ
อาการที่สำคัญมีดังนี้
•    มีผื่นสีแดงน้ำตาลที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ไม่คัน
•    ผื่นนี้สามารถพบได้ทั่วตัว ทั้งฝ่ามือ ฝ่าเท้า
•    จะพบหูด Condylomata lata บริเวณที่อับชื้น เช่นรักแร้ ทวารหนัก ขาหนีบ
•    จะพบผื่นสีเทาในปาก คอ และปากมดลูก
•    ผมร่วงเป็นหย่อมๆ
•    ผู้ป่วยจะรู้สึกไม่สบาย
•    อาการเหล่านี้จะอยู่ได้ 1-3 เดือนหายไปได้เอง และอาจจะกลับเป็นซ้ำ
•    การตรวจเลือดในช่วงนี้จะให้ผลบวก
3 Latent Stage ระยะแฝง
•    ช่วงนี้ผู้ป่วยไม่มีอาการของโรค ช่วงนี้กินเวลา 2-30 ปีหลังจากได้รับเชื้อ
•    ในช่วงนี้จะทราบได้โดยการเจาะเลือดตรวจ
•    ในระยะนี้อาจจะเกิดผื่นเหมือนในระยะ Secondary Syphilis
•    ในระยะนี้หากตั้งครรภ์ เชื้อสามารถติดไปยังลูกได้
4 Late Stage (Tertiary)
•    ระยะนี้จะกินเวลา 2-30 ปีหลังได้รับเชื้อ
•    ระยะนี้เชื้อโรคจะทำลายอวัยวะต่างๆเช่น หัวใจและหลอดเลือด สมองทำให้อ่อนแรงหรืออาจจะตาบอด กระดูกหักง่าย
•    หากไม่รักษาให้ทัน อวัยวะต่างๆจะถูกทำลายโดยที่ไม่สามารถกลับเป็นปกติ
•    การตรวจเลือดอาจจะให้ผลลบได้ร้อยละ30
Congenital Syphilis
หมายถึงทารกที่ติดเชื้อตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เด็กจะมีอาการดังนี้
•    เด็กจะมีอาการหลังคลอด 3-8 สัปดาห์
•    อาการอาจจะมีเล็กน้อยจนไม่ทันสังเกตเห็น ทำให้ไม่ได้รับการรักษา
•    เด็กโตขึ้นจะกลายเป็นระยะ Late Stage (Tertiary)
จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นซิฟิลิส
การตรวจวินิจฉัยโรคนี้สามารถทำได้โดยการนำหนองจากแผล หรือเลือดไปตรวจหาตัวเชื้อ การตรวจเชื้อทำได้โดย
Darkfield Exam
•    การตรวจทำไดโดยการน้ำเหลืองจากแผลหรือผื่นที่สงสัยไปตรวจ
•    นำน้ำเหลืองนั้นไปส่องกล้องเพื่อหาตัวเชื้อ
•    การตรวจนี้สามารถวินิจฉัยได้ทั้งระยะ Primary Syphilis และ Secondary Syphilis
การตรวจเลือด
•    การเจาะเลือดตรวจหาภูมิต่อเชื้อซิฟิลิสทำได้ 2วิธีคือ
•    การเจาะเลือดเพื่อหาภูมิคุ้มกันซึ่งไม่เฉพาะเจาะจงต่อเชื้อซิฟิลิส ได้แก่การเจาะ VDRL (Venereal Disease Research Laboratory) หรือ RPR (Rapid Plasma Reagent) หากให้ผลบวกต้องเจาะเลือดอีกเพื่อยืนยันการวินิจฉัย
•    การเจาะเลือดเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโดยการเจาะ FTA-ABS (Fluorescent Treponemal Antibody Absorption Test) หรือ MHA-TP (Microhemagglutination-Treponema Pallidum)
ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่เคยเป็นซิฟิลิสมาก่อนอาจจะให้ผลบวกหลอกโดยที่ไม่เป็นโรค
•    Cerebrospinal Fluid Test การตรวจน้ำไขสันหลังจะทำในรายสงสัยว่าจะมีการติดเชื้อในระบบประสาท
ความสัมพันธ์ระหว่างซิฟิลิสและโรคเอดส์
หากคุณเป็นซิฟิลิสไม่ว่าจะที่ช่องคลอด อวัยวะเพศชาย หรือทวารหนักคุณจะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคเอดส์มากกว่าไม่มีถึง 2-5 เท่า
ใครที่ต้องตรวจหาเชื้อซิฟิลิส
•    คนตั้งครรภ์
•    เกย์
•    เป็นโรคเอดส์
•    มีคู่ครองที่ผลเลือดการตรวจพบเชื้อโรคเอดส์
การรักษาโรคนี้ต้องทำอย่างไร
•    ยาที่ใช้รักษาคือ Penicillin
•    การรักษาต้องรักษาทั้งคู่
•    หลังจากรักษา 6 เดือนต้องตรวจซ้ำหลังจากนั้นตรวจทุกปี
ความคิดเห็นที่ 16
สามารถตรวจเลือดได้ถ้าสงสัย
จะดูที่ผื่นอย่างเดียวดูยาก และแยกยากระหว่างผื่นแพ้ กับผื่นซิฟิลิส ทำได้แค่เกิดผื่นแล้วต้องสงสัยจะเป็นผื่นซิฟิลิส
ก็จะแนะนำให้ไปเจาะเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อซิฟิลิสเป็นการยืนยัน
แนะนำให้ไปที่คลีนิคนิรนาม เจาะตรวจ VDRL 150 บาท รอผล 1 ชั่วโมง
ถือว่าราคาไม่แพงพอๆกับโรงพยาบาลรัฐบาล แต่ใช้เวลาในการรับบริการน้อยกว่ามาก
VDRL โรงพยาบาลรัฐบาลทั่วๆไปก็สามารถตรวจให้ได้นะ ค่าตรวจก็ประมาณค่าแลป 100 บาท ค่าแพทย์ผู้ป่วยนอก 90 บาท
โรงพยาบาลเอกชนก็จะอีกราคาหนึ่ง บวกขึ้นเกินหลักพันบาท
***ขอตอบเพิ่มที่คุณถาม การตรวจ HIV เขาจะตรวจหาแต่ HIV เท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงเชื้ออย่างอื่นด้วย ไม่อย่างนั้นจะผิดกฎหมาย
เว้นแต่คุณขอตรวจหมด และจ่ายเงินค่าตรวจหมด คุณก็จะได้ตรวจทั้งหมดและได้รับผลการตรวจทั้งหมดว่าผลเป็นเช่นไร
กามโรคยอดฮิตที่ตรวจกัน ได้แก่ เอดส์ ซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบต่างๆ
ต้องระบุว่าขอตรวจชนิดไหน จึงจะตรวจได้ อยู่ดีๆหมอจะตรวจเลยไม่ได้ โดยเฉพาะ HIV ต้องลงลายมือชื่อก่อนตรวจด้วยทุกครั้ง
ความคิดเห็นที่ 17
แนะนำให้มาตรวจที่โรงพยาบาลบางรัก  (ศูนย์กามโรค บางรัก) ตั้งอยู่ ซ.สาทร 9 ถนนสาทรใต้
การเดินทางที่สะดวก และรวดเร็วที่สุด คือ รถไฟฟ้า BTS ลงสถานีช่องนนทรี เดินตามรางรถไฟฟ้า ตามถนนสาทรใต้
สังเกต ตึก 4 ชั้น เก่า ๆ  สีฟ้า ระหว่าง ตึกธนาคาร UOB กับ Ascott
เปิดทำการ จันทร์ ถึง ศุกร์ ตรวจรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จันทร์ พุธ ศุกร์ ตั้งแต่ 08.30-11.00 อังคาร พฤหัสบดี 08.30-11.00
และ 13.00-15.00 ส่วนวันเสาร์จะเป็นคลินิกวัยรุ่นรับคนไข้อายุไม่เกิน 24 ปี ตั้งแต่ 08.30-11.00
https://www.facebook.com/BangrakSTIsCenter
ความคิดเห็นที่ 18
ชื้อซิฟิลิสจะเข้าทางเยื่อบุ หรือรอยถลอก รอยแผลที่ผิวหนังซึ่งมักพบที่อวัยวะเพศชาย อัณฑะ ทวารหนัก ช่องคลอด ริมฝีปาก และมักเป็นเพียงแผลเดียว ลักษณะเป็นแผลริมแข็ง คือแผลมีขอบนูนแข็ง แต่ไม่เจ็บ และดูสะอาด ต่อมน้ำเหลืองจะโต

          จากนั้นอีก 10-90 วัน หลังจากได้รับเชื้อจะเกิดตุ่มแดงแตกออกเป็นแผลที่อวัยวะเพศ ตรงบริเวณที่เชื้อเข้า แผลที่เห็นจะเป็นอยู่ 1-5 สัปดาห์ แล้วจะหายไปเองได้ แต่แม้แผลจะหายแล้ว ยังคงมีเชื้อซิฟิลิสในกระแสเลือดอยู่ อย่างไรก็ตาม หากผู้ได้รับเชื้อซิฟิลิสเป็นโรคเอดส์อยู่ก่อนหน้า แผลที่ปรากฎจะมีขนาดใหญ่ และกดเจ็บมาก

ะยะที่ 2 Secondary Syphilis

          หากผู้ป่วยซิฟิลิสไม่ได้รับการรักษาในระยะแรก จนกระทั่งล่วงเลยมาประมาณ 6-8 สัปดาห์ ซิฟิลิสจะเข้าสู่ระยะที่สอง โดยเชื้อจะกระจายไปตามกระแสเลือด ทำให้เป็นไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามข้อ เพราะข้ออักเสบ

          นอกจากนี้ยังปรากฎอาการสำคัญ คือ ผมร่วงเป็นหย่อม ๆ มีผื่นสีแดงน้ำตาลขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และอาจพบได้ทั่วตัว โดยที่ไม่คัน รวมทั้งยังอาจพบผื่นสีเทาในปาก คอ และปากมดลูก และอาจพบหูด Condylomata lata ในบริเวณที่อับชื้น เช่น รักแร้ ทวารหนัก ขาหนีบ ระยะนี้จึงอาจเรียกได้ว่า ระยะเข้าข้อ หรือออกดอก อย่างไรก็ตาม อาการในขั้นนี้จะเป็นอยู่ประมาณ 1-3 เดือนและจะหายไปได้เอง โดยอาจกลับมาเป็นซ้ำได้ใหม่

          ระยะที่ 3 Latent Stage หรือ ระยะแฝง

          ระยะนี้อาจกินเวลานานหลายปีหลังจากได้รับเชื้อเลยทีเดียว และจะเป็นระยะที่ไม่มีอาการใด ๆ ของโรคปรากฎออกมา แต่อาจจะเกิดผื่นได้เหมือนในระยะที่ 2 ดังนั้นการเจาะเลือดไปตรวจเป็นทางเดียวที่จะตรวจสอบได้ว่า เป็นโรคซิฟิลิสหรือไม่ และหากสตรีที่มีเชื้อซิฟิลิสเข้าสู่ขั้นที่ 3 นี้เกิดตั้งครรภ์ เชื้อซิฟิลิสจะสามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกในครรภ์ได้

          ระยะที่ 4 Late Stage (Tertiary)

          ระยะนี้จะกินเวลา 2–30 ปี หลังได้รับเชื้อ โดยเชื้อจะเข้าไปทำลายอวัยวะต่าง ๆ ภายใน ทำให้เกิดความผิดปกติ เช่น ซิฟิลิสระบบหัวใจและหลอดเลือด ซิฟิลิสระบบประสาท อาจทำให้ตาบอด หูหนวก กระดูกหักได้ง่าย ซึ่งหากรักษาไม่ทัน จะทำให้อวัยวะต่าง ๆ ถูกทำลายจนไม่สามารถกลับเป็นปกติได้ ส่วนเด็กในครรภ์ที่ได้รับเชื้อจากมารดาก็อาจเกิดความผิดปกติ พิการ เสียชีวิตตั้งแต่ในครรภ์ หรือเสียชีวิตหลังคลอดได้

บทความจาก http://www.saboojaii.com/forum/index.php?topic=430.0
Comment:
CONFIRM CODE :
Comment Name :

บทความทั้งหมด
  คลิกที่นี่ เพื่อดูสินค้าแนะนำ
  ลดราคากว่า 80%(ห้ามพลาด)