โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง สาเหตุและวิธีการแก้ไข 2020

by WheelSharee Posted on 2020-06-15



ความคิดเห็นที่ 1
รักษาโดยวิธีกินยาจะช่วยให้อาการดีขึ้น ยาที่ใช้ก็เป็นตัว Mestinon จะช่วยให้กล้ามเนื้อกลับมาทำงานได้เหมือนเดิม กับยาอีกกลุ่มที่ใช้คู่กันคือกลุ่ม autoimmune โรคนี้สามารรักษาให้อยู่ในภาวะโรคสงบได้ เพียงแต่ต้องใช้เวลา

รีบพาน้องคุณไปรักษากับแพทย์อายุรกรรมระบบประสาท ไม่ทราบว่าน้องคุณอยู่ที่ไหน แต่โรงเรียนแพทย์ทุกที่มีแพทย์เฉพาะทางอยู่แล้ว
ความคิดเห็นที่ 2
ถ้าเป็นโรคลูแกริค มันจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆจนไม่ไหวในที่สุด เข้าใจว่าไม่มียารักษา คนดังที่เป็นก็มี สตีเฟน ฮอว์กิ้ง (ผู้คิดทฤษฎีหลุมดำ) ถ้าอ่อนแรงจากการขาดสารนำประสาท (mysathenia gravis) ให้ยาก็จะหายชั่วคราวได้
ความคิดเห็นที่ 3
ดิฉันก็เคยเป็นโรค mg ค่ะ เป็นตอนเรียน ม.4 กินยารักษาหายไป พอเรียนมหาลัยปี 2 ก็มีอาการอีก ตอนนั้นปี2543 ค่ะ ก็รักษากันไปด้วยการกินยา พอเรียนจบปี 2545 ก็ตัดสินใจผ่าตัดต่อมไทมัสค่ะ แต่ก็ยังต้องกินยาค่ะ. ตอนนั้นมีคนรู้จักเอาเห็ดหลินจือมาให้กินค่ะ. ก็กินคู่กับยาหมอไปเลย. เริ่มดีขึ้น. ลดยาหมอไปเรื่อยไปจนหยุดกินยาของหมอ. ตอนนี้ผ่านมา 15 ปีแล้วค่ะ. จะบอกว่าหายแล้วค่ะ อายุ 37 ปีแล้ว ทำงานปกติ
ความคิดเห็นที่ 4
แฟนผมเป็นโรคนี้มา5 ปีหาวิธีรักษามาเกือบทุกทางตลอด5ปี ตั้งแต่เริ่มเป็นที่แขนขวา จนตอนนี้เป็นทั้งร่างกาย วิธีรักษายังไม่มี(ใครมีหรือค้นพบก้อบอกด้วยจะเป็นบุญอย่างมาก) วิธีการดูแล อาหารปํ่น(ฟักทองนึ่ง ไข่สุขเอาเฉพาะไข่ขาว ตำลึง แครอท หอมหัวใหญ่ เนื้อไก่ต้มสุข น้ำชุบกระดูก. )เอาไปต้มให้เดือดจนสุขอีกครั้งค่อยปั่น

ที่เหลือ กำลังใจคนรอบข้าง
ความคิดเห็นที่ 5
โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นอาการของโรคที่เกิดจาก ความผิดปกติของระบบภูมิต้านทาน อยู่ในกลุ่มของภูมิเพี้ยน(Auto immune) ซึ่งแบ่งออกเป็น -ภูมิฯทำลายตัวเอง ได้แก่โรค เอส แอล อี หรือโรคพุ่มพวง,หนังแข็ง, สะเก็ดเงิน, เกาท์, รูมาตอยด์, ไทรอยด์ -ภูมิฯ ทำงานไวเกิน ได้แก่โรค หอบหืด ภูมิแพ้ต่างๆ เช่น ผื่นแพ้ ตามผิวหนัง แพ้อาหารบางชนิด ในทางการแพทย์ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ นอกจากรักษาไปตามอาการ และใช้ยากดภูมิฯ ซึ่งทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายได้มากมาย ทำให้สามารถติดเชื้อโรคต่างๆได้ง่าย เนื่องจากภูมิต้านทาน ซึ่งโดยปกติแล้ว จะทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรคผู้บุกรุก ที่จะมาทำอันตรายต่อร่างกายค่ะ เป็นการรักษาที่ปลายเหตุ.... แต่ 4ไลฟ์ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ เป็นผลิตภัณฑ์ซึ่งทำหน้าที่ ปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน ให้ทำงานอย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ จึงเป็นการแก้ที่ต้นเหตุอย่างได้ผล สามารถพิสูจน์ได้ 

สนใจข้อมูล กรุณาติดต่อได้ที่ ธนุวิ Line ID:4life4thai หรือที่ 081-6164258,089-3058224 นะคะ
ความคิดเห็นที่ 6
โรค MG ใช่ป่ะ รักษาแบบ ผ่าตัด แต่ตอนนี้ ชีวโมเลกุล ถือเป็นทางเลือกหนึ่ง นักวิจัยในประเทศเยอรมนี กำลังทำการวิจัยสำคัญๆในเรื่อง Regenerative Medicine อยู่ในมหาวิทยาลัยต่าง กว่า 100 มหาวิทยาลัย และอีก 180 มหาวิทยาลัย กำลังทำการวิจัยเรื่อง applied sciences นอกจากนั้นสถาบันวิจัยต่างๆ ที่มิได้เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัย เช่น Max Planck Society, Gottfried Wilhelm Leibnez Scientific Association, Helmholtz Association of German Research Centers, Fraunhofer Society เป็นต้น ทั่วประเทศเยอรมนี ก็กำลังทำการวิจัยเรื่องต่างๆ อยู่ และยังเป็นฐานอันเข้มแข็งให้กับงานวิจัยด้าน Regenerative Medicine ให้กับประเทศ ด้านเนื้อหา งานวิจัยด้าน Regenerative Medicine ใน ประเทศเยอรมนี ครอบคลุม ทั้งด้านเทคโนโลยี และทฤษฎีทางวิชาการ เป็นงานวิจัยที่ไม่ได้ทำเฉพาะกับผู้ใหญ่ ตัวอ่อนในครรภ์ ในเซลล์ต้นแบบ (Pluripotent stem cells) และในเซลล์ที่มีการแบ่งตัวเป็นอวัยวะต่างๆแล้ว (cellular differentiation) วิศวกรรมเนื้อเยื่อ (tissue engineering) วัตถุชีวภาพ (biomaterial) โมเลกุลชีวภาพ (bioactive molecules) การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะและการถ่ายเลือด แต่ยังเป็นการศึกษาวิจัยในกระบวนการที่เกี่ยวข้องในแง่มุมต่างๆ เช่น การแยกเซลล์ (cell isolation) การเลี้ยงเซลล์ (cell cultures) และ ปฏิกิริยาทางชีวภาพ (bioreactors) ต่างๆ ด้วย งานวิจัยของเยอรมัน ครอบคลุมฐานงานวิจัยที่กว้างขวาง ซึ่งรวมถึงการนำ Regenerative Medicine ไปปรับใช้ (application of regenerative medicine) อย่างครอบคลุมในสิ่งที่อาจเกิดขึ้น เช่น 
• ผิวหนัง (skin) 
• ระบบโครงสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อ (musculoskeletal system) 
• ระบบเลือดและหัวใจ (cardiovascular system) 
• ระบบประสาท (nervous system) 
• ระบบเซลล์ (cellular system) 
• ระบบทางเดินอาหาร (gastro-intestinal system) 
• ระบบฟันและเหงือก (dental and periodontal system) 
• ระบบทางเดินหายใจ (respiratory tract) 
• ระบบต่อมไร้ท่อและการเผาผลาญ (endocrinology and metabolism) 

โชดดีคับ สู้ๆ
ความคิดเห็นที่ 7
แนวทางการรักษา กินยา mestinon ร่วมกับ predsinolone (สเตียรอย) อาการไม่ดีขึ้น ให้เปลี่ยนเป็นยากดภูมิ หากอายุ ไม่เกิน 40 ปี ที่วินิจฉัยโดนการตรวจเลือด และไฟฟ้ากล้ามเนื้อแล้ว บวกกับ CT SCAN ต่อมไธมัสโต ก็แนะนำให้ผ่าครับ โอกาสหายเป็นปกติหลังผ่า 60 เปอร์เซ็นต์ อีก 20% ต้องทานยาต่อเนื่อง อีก 20% ต้องทานไปตลอด ขอให้โชคดีครับ ควรปรึกษาหมอในขั้นตอนการรักษาครับ
ความคิดเห็นที่ 8
สวัสดีค่ะ ดิฉันป่วยเป็นโรค กล้ามเนื้ออ่อนแรงค่ะ ดิฉันจะเล่าอาการ ตอนแรกๆ ให้ทุกคนฟัง ดิฉัน อายุ 19 ปี ขอแทนตัวเองว่าดิฉันละกันน้ะค้ะ นับเป็นคนที่อายุน้อยคนนึงที่เป็นโรคนี้ อมยิ้ม20 เริ่มแรกก่อนที่ดิฉันจะเป็นโรคนี้ดิฉันได้กินยาลดความอ้วนตัวหนึ่งค่ะ ตอนแรกก่อเหมือนจะไม่เป็นไร แต่พอกินได้ 14 เม็ด 1 อาทิตย์ พอดีกินวันละ 2 เม็ด เช้า- เย็น ก่อนอาหารก้อได้ หลังอาหารก้อได้ค่ะ ทานมาได้ 1 อาทิตย์อย่างที่บอก วันแรกตอนแรกก้อคิดว่าอาหารไม่ย่อยดิฉันเลยไปซื้อ อีโน มากินแต่ก้อไม่หายค่ะ ก้อทนไปอีกวัน พอมาวันที่ 2 เริ่มมีอาการหนังตาตกค่ะ แล้วก้อเหมือนสเล็ตติดคอ กลืนน้ำกลืนข้าวไม่ได้ อ้วกออกมา สเล๊ต มันติดคอค่ะ หายใจไม่ได้ เราไม่เคยเป็นแบบนี้ ตอนแรกก้อคิดว่าจะตายล้ะค้ะ มันทรมานมาก แฟนเราพาไปโรงพยาบาล เราก้อนั่งคิดว่าเราจะตายแบบนี้จริงหรอ ด้วยที่ตอนแรกไม่รู้ว่าเป็นโรคนี้ หมอก้อให้ยาลดเสมหะมาค่ะ กินไม่ได้ค่ะ สำลักออกมาหมด ตอนสำลักก้อหายใจไม่ออก วันแรกที่ไปโรงพยาบาล ไป 2 รอบเลยค่ะ เพราะมันสำลักออกมา สเล็ตก้อติดคอ หมอดก้อให้ยาตัวเดิม พอมาวันที่ 2 มาตรวจเลยค่ะ หมอก้อบอกว่ามีทางรักษา เสมหะติดคอ กินยากับดูดออก ค่ะ ตอนแรกเรากลัวเจ็บค่ะ ยังไงก้อไม่ดูด หนังตาก้อตก หมอเลยให้ยาฆ่าเชื้อเพิ่ม ก้อกินไม่ได้ก้อยังจะให้อี้กก เวลาต้อมาในวันเดียวกัน เราทนไม่ได้ละ ใช้เวลาทำใจ 1 ชม. เราสงสานแฟนด้วย แฟนเราไม่ได้นอนมาหลายวัน เราเลยตัดสินในดูดสเล็ต ออกค้ะ ถามว่าเจ็มมั้ย ? เจ็บค้ะ
ความคิดเห็นที่ 9
กล้ามเนื้ออ่อนแรงมีหลายแบบนะครับ เท่าที่อ่านคิดถึงโรค Myasthenia gravis มากที่สุด เพราะมีหนังตาตกร่วมกับกล้ามเนื้ออ่อนแรง กลืนลำบาก( ตามหลักกลืนของเหลวลำบากกว่าของแข็ง ) ยิ่งตอนบ่ายอาการมากขึ้น อันนี้เป็นลักษณะของการล้า ( fatigability ) จริงๆความผิดปกติมันไม่ได้อยู่ที่กล้ามเนื้อ แต่อยู่ตรงรอยต่อที่เชื่อมระหว่างปลายเส้นประสาทควบคุมการเคลื่อนไหวที่มาเชื่อมกับส่วนของกล้ามเนื้อ ( neuromuscular junction , NMJ ) การรักษามันมีหลายอย่างขึ้นกับอายุ อาการ ความรุนแรงของโรค การตอบสนองของวิธีการรักษาและยาที่ใช้รักษา รวมถึงการผ่าตัดต่อมไทมัสออกในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ ( จขกท.อายุน้อยอาจจะได้ประโยชน์จากการผ่าตัด ) ยังไงก็ต้องปรึกษาแพทย์ที่รักษาซึ่งเป็นผู้ที่ทราบข้อมูลผป.มากที่สุดครับ อันนี้ก็เดาๆไปเรื่อยเปื่อย อาจไม่ใช่ก็ได้
ความคิดเห็นที่ 10
กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Myasthenia Gravis: MG) หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอ็มจี 
     คือโรคที่มีสาเหตุมาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ ผู้ป่วยจะมีอาการหนังตาตก ยิ้มได้น้อยลง หายใจลำบาก มีปัญหาการพูด การเคี้ยว การกลืน รวมไปถึงการเคลื่อนไหวของร่างกาย โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยทุกเพศทุกวัย ปัจจุบัน การรักษาทำได้เพียงเพื่อบรรเทาอาการ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดูแลที่เหมาะสมและเอาใจใส่จากคนรอบข้างอย่างสม่ำเสมอ
ความคิดเห็นที่ 11
อาการของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง 
     โดยปกติแล้วมักไม่พบอาการเจ็บหรือปวด แต่ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บหรือปวดหลังมีประจำเดือนหรือหลังออกกำลังกาย อาการที่สังเกตได้ตามบริเวณส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ตา ใบหน้า ลำคอ แขนและขา โดยอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมักมีรายละเอียดดังนี้ 
  • กล้ามเนื้อรอบดวงตา หนังตาตกข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง เป็นอาการแรกที่สังเกตได้ รวมถึงพบปัญหาด้านการมองเห็น เช่น มองไม่ชัด หรือเห็นภาพซ้อน เป็นต้น อาการจะดีขึ้นเมื่อหลับตาข้างใดข้างหนึ่งลง 
  • ใบหน้า หากกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกบนใบหน้าได้รับผลกระทบ จะทำให้การแสดงออกทางสีหน้าถูกจำกัด เช่น ยิ้มได้น้อยลง หรือกลายเป็นยิ้มแยกเขี้ยวเนื่องจากไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้าได้ 
  • การหายใจ ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงจำนวนหนึ่งมีอาการหายใจลำบาก โดยเฉพาะเมื่อนอนราบอยู่บนเตียงหรือหลังออกกำลังกาย 
  • การพูด การเคี้ยวและการกลืน เกิดจากกล้ามเนื้อรอบปาก เพดานอ่อน หรือลิ้นอ่อนแรง ส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติบางอย่าง เช่น พูดเสียงเบาแหบ พูดเสียงขึ้นจมูก เคี้ยวไม่ได้ กลืนลำบาก ไอ สำลักอาหาร บางกรณีอาจเป็นสาเหตุไปสู่การติดเชื้อที่ปอด 
  • ลำคอ แขนและขา อาจเกิดขึ้นร่วมกับอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ มักเกิดขึ้นที่แขนมากกว่าที่ขา ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่น เดินเตาะแตะ เดินตัวตรงได้ยาก กล้ามเนื้อบริเวณคออ่อนแรง ทำให้ตั้งศีรษะหรือชันคอลำบาก เกิดปัญหาในการแปรงฟัน การยกของ รวมไปถึงการปีนบันได 

     หากพบว่ามีปัญหาด้านการมอง การหายใจ การพูด การเคี้ยว การกลืน รวมไปถึงการเคลื่อนไหวร่างกายที่เป็นไปโดยลำบาก เช่น การใช้มือและแขน การทรงตัว การเดิน เป็นต้น ควรรีบไปพบแพทย์
ความคิดเห็นที่ 12
สาเหตุของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง 
    โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงมักเกิดขึ้นจากปัญหาการแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune Disorder) โดยมีรายละเอียดสาเหตุของอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ดังนี้ 
  1. สารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดี้ (Antibodies) และการส่งสัญญาณประสาท ปกติระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะผลิตแอนติบอดี้ออกมาเพื่อทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย แต่ในผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง แอนติบอดี้จะไปทำลายหรือขัดขวางการทำงานของสารสื่อประสาทแอซิติลโคลีน (Acetylcholine) โดยถูกส่งไปที่ตัวรับ (Receptor) ซึ่งอยู่ที่ปลายระบบประสาทบนกล้ามเนื้อแต่ละมัด ทำให้กล้ามเนื้อไม่สามารถหดตัวได้ 
  2. ต่อมไทมัส (Thymus Gland) เป็นต่อมที่อยู่บริเวณกระดูกอก มีส่วนในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ผลิตสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดี้ไปขัดขวางการทำงานของสารสื่อประสาทแอซิติลโคลีน เด็กจะมีต่อมไทมัสขนาดใหญ่และจะค่อย ๆ เล็กลงเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงจะมีขนาดของต่อมไทมัสที่ใหญ่ผิดปกติ หรือผู้ป่วยบางรายมีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่มีสาเหตุมาจากเนื้องอกของต่อมไทมัส ซึ่งพบประมาณร้อยละ 10 ในผู้ป่วยสูงอายุ การวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง 

การวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง 
    แพทย์จะเริ่มวินิจฉัยเบื้องต้นจากประวัติและอาการของผู้ป่วยว่าอาการที่พบอยู่ในกลุ่มของผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือไม่ ขยับลูกตาและเปลือกตาได้ตามปกติหรือผิดปกติอย่างไร แพทย์อาจส่งตัวผู้ป่วยไปให้นักประสาทวิทยาหรือจักษุแพทย์วินิจฉัยเพิ่มเติม และอาจมีการทดสอบด้วยวิธีดังต่อไปนี้ร่วมด้วย 

  1. การตรวจระบบประสาท ด้วยการทดสอบการตอบสนอง กำลังความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความรู้สึกจากการสัมผัส การทรงตัว หรือการมองเห็น เป็นต้น 
  2. การตรวจเลือด แพทย์จะตรวจนับจำนวนของแอนติบอดี้ ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้นจะมีจำนวนของแอนติบอดี้ที่ไปยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อมากผิดปกติ ส่วนมากจะตรวจพบแอนติบอดี้ชนิด Anti-MuSK 
  3. การตรวจการชักนำประสาท (Nerve Conduction Test) ทำได้ 2 วิธี คือ Repetitive Nerve Stimulation Test เป็นการทดสอบด้วยการกระตุ้นเส้นประสาทซ้ำ ๆ เพื่อดูการทำงานของมัดกล้ามเนื้อ โดยการติดขั้วไฟฟ้าที่ผิวหนังบริเวณที่พบอาการอ่อนแรง และส่งกระแสไฟฟ้าปริมาณเล็กน้อยเข้าไปเพื่อตรวจสอบความสามารถของเส้นประสาทในการส่งสัญญาณไปที่มัดกล้ามเนื้อ และการตรวจด้วยไฟฟ้า (Electromyography) เป็นการวัดกระแสไฟฟ้าจากสมองที่ส่งไปยังกล้ามเนื้อเพื่อดูการทำงานของเส้นใยกล้ามเนื้อเพียงเส้นเดียว (Single-fiber Electromyography หรือ EMG) 
  4. Edrophonium Test หรือ Tensilon Test โดยการฉีด Edrophonium Chloride ปกติกล้ามเนื้อหดตัวทำงานจากการที่สารสื่อประสาทแอซิติลโคลีน (Acetylcholine) ไปจับตัวรับที่กล้ามเนื้อ จากนั้นจะมีกระบวนการที่ทำให้แอซิติลโคลีนปล่อยจากตัวรับที่กล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว การฉีด Edrophonium จะไปยับยั้งขั้นตอนการปล่อยตัวจากตัวรับ ทำให้แอซิติลโคลีนเกาะตัวกับตัวรับนานขึ้นจึงทำให้กล้ามเนื้อยังคงทำงานหดตัวได้นานขึ้น ไม่เกิดอาการอ่อนแรง แต่อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น ปัญหาการเต้นของหัวใจและการหายใจ แพทย์จะวินิจฉัยด้วยวิธีนี้ก็ต่อเมื่อพบความผิดปกติจากการตรวจเลือดและการตรวจด้วยไฟฟ้า ทำโดยแพทย์ประสาทวิทยาที่มีความเชี่ยวชาญและมีอุปกรณ์ครบครัน จึงเป็นผลให้แพทย์ไม่นิยมวินิจฉัยด้วยวิธีนี้ 
  5. การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computerized Tomography) หรือ การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging) เพื่อหาเนื้องอกหรือความผิดปกติที่บริเวณต่อมไทมัส 
  6. การทดสอบการทำงานของปอด (Pulmonary Function Tests) เพื่อประเมินสภาพการทำงานของปอดและการหายใจ Ice Pack Test เป็นการทดสอบเสริม โดยแพทย์จะนำถุงน้ำแข็งมาวางในจุดที่มีอาการตาตกเป็นเวลา 2 นาที และวิเคราะห์การฟื้นตัวจากหนังตาตกเพื่อวินิจฉัยโรคต่อไป
ความคิดเห็นที่ 13
การรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง 
    ในปัจจุบัน การรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงมีหลายวิธี แต่ส่วนใหญ่รักษาตามอาการและเน้นเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ทั้งนี้แพทย์จะเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับเงื่อนไขของผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงแต่ละราย เช่น อายุ ความรุนแรงของอาการ ตำแหน่งที่เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น โดยมีวิธีการรักษาดังนี้ 

 การรับประทานยา 
  1. ยาในกลุ่ม Cholinesterase Inhibitors เช่น ไพริโดสติกมีน (Pyridostigmine) เหมาะแก่ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงระดับเบาหรือผู้ที่เพิ่งเริ่มมีอาการ โดยยาจะช่วยเพิ่มการทำงานระหว่างเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อมีการหดตัวและแข็งแรงขึ้น การใช้ยานี้อาจมีผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร ท้องเสีย คลื่นไส้ เหงื่อออกและน้ำลายไหลมาก เป็นต้น 
  2. ยาในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) เช่น เพรดนิโซน (Prednisone) เป็นยาชนิดเม็ดที่ใช้ในปริมาณต่ำ เพื่อยับยั้งการผลิตแอนติบอดี้ การใช้ยานี้อาจมีผลข้างเคียงได้ เช่น กระดูกบางลง น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เสี่ยงต่อการติดเชื้ออื่น ๆ รวมไปถึงโรคเบาหวาน 
  3. ยากดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppressants) เช่น อะซาไธโอพรีน, ไมโคฟีโนเลต โมฟีทิล, ไซโคลสปอริน, เมทโธเทร็กเต หรือทาโครลิมัส การใช้ยานี้อาจมีผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน เสี่ยงต่อการติดเชื้ออื่น ๆ รวมไปถึงตับและไตอักเสบ การใช้ยานี้จำเป็นต้องใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานจึงจะเห็นผล ควรตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอร่วมด้วย เพื่อตรวจสอบระบบภูมิคุ้มกันและผลข้างเคียงอื่น ๆ 
การเปลี่ยนถ่ายพลาสม่า (Plasmapheresis) โดยเป็นการกำจัดแอนติบอดี้ที่จะไปขัดขวางการทำงานของกล้ามเนื้อออกจากร่างกาย โดยวิธีการรักษานี้จะให้ผลอยู่เพียงไม่กี่สัปดาห์ และอาจเกิดผลข้างเคียงได้ เช่น ความดันเลือดลดลง มีเลือดไหล จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ ปวดกล้ามเนื้อ เป็นต้น การรักษาด้วยวิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง 

การบำบัดด้วยอิมมูโนโกลบูลิน (Intravenous Immunoglobulin) หรือ IVIg จะช่วยเพิ่มจำนวนแอนติบอดี้ที่มีความเป็นปกติ ซึ่งจะช่วยปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย การรักษาด้วยวิธีนี้เสี่ยงน้อยกว่าการเปลี่ยนถ่ายพลาสม่า เห็นผล 3-6 สัปดาห์ แต่ส่งผลข้างเคียงในระดับที่ไม่รุนแรงนัก เช่น หนาวสั่น วิงเวียน ปวดศีรษะ และบวมน้ำ การรักษาด้วยวิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง 

การฉีดยา Rituximab เข้าเส้นเลือด จะใช้กับผู้ป่วยในบางกรณี มีผลในการกำจัดเซลล์เม็ดเลือดขาว และเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย 

การผ่าตัดต่อมไทมัส พบว่าในผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงจำนวน 15% มีเนื้องอกเกิดขึ้นที่บริเวณต่อมไทมัส ซึ่งเป็นต่อมที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แพทย์จะผ่าตัดต่อมไทมัสเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนในอนาคต เช่น เนื้องอกที่ต่อมไทมัสที่อาจกระจายสู่หน้าอก เป็นต้น 

แนวทางปฎิบัติสำหรับผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงและคนใกล้ชิด 
  1. พักผ่อนให้มาก เพื่อลดการเกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง 
  2. หลีกเลี่ยงความร้อนและความเครียด เพราะอาจทำให้อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงแย่ลงได้ 
  3. ติดตั้งราวจับสำหรับผู้ป่วย เช่น ในห้องน้ำ รวมถึงเก็บกวาดบ้านเพื่อป้องกันผู้ป่วยสะดุด 
  4. เลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าแทนการออกแรงเอง เพื่อป้องกันอาการเหนื่อยในผู้ป่วย เช่น แปรงสีฟันไฟฟ้า 
  5. รับประทานอาหารที่อ่อนนุ่มและไม่ต้องเคี้ยวมาก แบ่งมื้ออาหารเป็นหลาย ๆ มื้อ และเพลิดเพลินกับการรับประทานและการเคี้ยวในช่วงที่กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง 
  6. ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการใช้ผ้าปิดตาในผู้ป่วยที่เห็นภาพซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพในกระทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น เขียนหรืออ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ และเพื่อลดการเกิดภาพซ้อน
ความคิดเห็นที่ 14
ภาวะแทรกซ้อนของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง 
     โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง รักษาให้อาการดีขึ้นได้ แต่ถ้าไม่ได้เข้ารับการรักษาที่ทันท่วงที อาจมีแนวโน้มทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น 
  • ภาวะหายใจล้มเหลว (Myasthenic Crisis) เกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อที่มีหน้าที่ควบคุมการหายใจอยู่ในภาวะอ่อนแอ แทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถหายใจได้ด้วยตนเอง 
  • เนื้องอกที่ต่อมไทมัส มีโอกาสเกิดขึ้นได้ประมาณ 15% ในผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งต้อมไทมัสนี้เป็นต่อมที่มีความเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย 
  • ภาวะพร่องไทรอยด์ (Hypothyroid) หรือภาวะไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroid) ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมที่อยู่บริเวณด้านหน้าของลำคอ มีหน้าที่หลั่งฮอร์โมนที่ควบคุมการเผาผลาญ หากเกิดการแทรกซ้อนของภาวะพร่องไทรอยด์ ผู้ป่วยจะมีอาการขี้หนาว น้ำหนักขึ้น ส่วนในผู้ป่วยที่มีการแทรกซ้อนของภาวะไทรอยด์เป็นพิษ จะมีอาการขี้ร้อน น้ำหนักลดลง 
  • มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองอื่น ๆ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรดเอสแอลอี (Systemic Lupus Erythematosus) หรือที่รู้จักในชื่อโรคพุ่มพวง
ความคิดเห็นที่ 15
การป้องกันโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง 
    ในปัจจุบัน โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงยังไม่สามารถป้องกันได้ แต่หลีกเลี่ยงโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ 
  • ป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ ด้วยการมีสุขอนามัยที่ดี และหลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย 
  • หากเกิดการติดเชื้อหรือป่วย ควรรีบรักษาด้วยวิธีที่ถูกต้องทันที 
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังที่หนักเกินไป 
  • ไม่ควรทำให้ตัวเองรู้สึกร้อนหรือหนาวมากจนเกินไป 
  • ควบคุมความเครียด
Comment:
CONFIRM CODE :
Comment Name :

บทความทั้งหมด
  คลิกที่นี่ เพื่อดูสินค้าแนะนำ
  ลดราคากว่า 80%(ห้ามพลาด)