บุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ 2020

by WheelSharee Posted on 2019-07-09


ความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disorders; LD) คือ
     ความบกพร่องทางการเรียนรู้ หมายถึง เป็นความบกพร่องของกระบวนการเรียนรู้ที่แสดงออกทางด้านปัญหาการอ่าน การเขียนสะกดคำ การคำนวณและเหตุผลเชิงคณิตศาสตร์ เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของสมอง ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริง เมื่อพิจารณาผลการเรียนเปรียบเทียบกับระดับสติปัญญาและชั้นเรียน
ในวงการแพทย์ ใช้การวินิจฉัยเป็น Learning Disorder (ตามเกณฑ์ของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน DSM-IV) หรือ Specific Developmental Disorder of Scholastic Skills (ตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก ICD-10)ความบกพร่องทางการเรียนรู้ หมายถึง ทักษะเฉพาะด้านที่ใช้ในการเรียน ด้านการอ่าน การเขียน หรือการคำนวณ ไม่เหมาะสมกับอายุจริง ระดับสติปัญญา และระดับการศึกษา โดยไม่ได้เกิดจากความผิดปกติทางร่างกายและระบบประสาท ความบกพร่องของพัฒนาการแบบรอบด้าน ความบกพร่องทางสติปัญญา หรือขาดโอกาสทางการศึกษา ส่งผลรบกวนต่อผลการศึกษาหรือกิจกรรมในชีวิต ประจำวัน ที่ต้องอาศัยการอ่าน การเขียน หรือการคำนวณ
      เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities) (L.D) หมายถึง คนที่มีมีความบกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างในกระบวนการพื้นฐานทางจิตวิทยาที่เกี่ยวกับความเข้าใจหรือการใช้ภาษา อาจเป็นการพูดหรือภาษาเขียน หรือการคิดคำนวณ รวมทั้งสภาพความบกพร่องในการรับรู้ สมองได้รับบาดเจ็บ การปฏิบัติงานของสมองสูญเสียไป ลักษณะของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
  • มีความบกพร่องทางการพูด
  • มีความบกพร่องทางการสื่อสาร
  • มีปัญหาในการเรียนวิชาทักษะ
  • มีปัญหาในการสร้างแนวความคิดรวบยอด
  • การทดสอบผลการเรียนให้ผลไม่แน่นอนมากแก่การพยากรณ์
  • มีความบกพร่องทางการรับรู้
  • มีความบกพร่องทางการเคลื่อนไหว
  • มีอารมณ์ไม่คงที
  • โยกตัวหรือผงกศีรษะบ่อยๆ
  • ลักษณะการนอนไม่คงที่
  • มีพัฒนาการทางร่างกายไม่คงที่
  • มีพฤติกรรมไม่คงเส้นคงว่า
  • เสียสมาธิง่ายแสดงพฤติกรรมแปลกๆ
  • มีปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อน
สาเหตุ
  1. การได้รับบาดเจ็บทางสมองเนื่องจากระบบประสาทส่วนกลางได้รับบาดเจ็บไม่สามารถทำงานได้เต็มที่
  2. กรรมพันธุ์ เนื่องจากงานวิจัยจำนวนมากระบุว่า ถ้าหากพ่อแม่ ญาติ พี่น้องที่ใกล้ชิดเป็นจะมีดอกาส ถ่ายทอดทางพันธุ์กรรม
  3. สิ่งแวดล้อม เป็นสาเหตุอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การได้รับบาดเจ็บทางสมอง หรือกรรมพันธุ์ เช่น การพัฒนาการช้า เนื่องจากการได้รับสารอาหารไม่ครบ ขาดสารอาหาร มลพิษ การเลี้ยงดู

บกพร่องทางการอ่าน
  • จำตัวอักษรไม่ได้ จำตัวอักษรได้แต่อ่านเป็นคำไม่ได้
  • ความสามารถในการอ่านต่ำกว่านักเรียนอื่นในชั้นเดียวกัน
  • ระดับสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยหรือสูงกว่าเกณฑ์
  • เข้าใจภาษาได้ดีหากได้ฟังหรือมีคนอ่านให้ฟัง
  • อ่านคำโดยสลับตัวอักษร
  • ไม่สามารถแยกเสียงสระในคำได้
  • ไม่เข้าใจว่าตัวอักษรใดมาก่อน – หลัง
  • พูดไม่เป็นประโยค
  • เด็กบางคนมีความไวในการฟัง
  • เด็กบางคนอาจมีความไวในการใช้สายตา
บกพร่องทางการเขียน
  • ไม่สามารถลอกคำที่ครูเขียนบนกระดานลงบนสมุดได้
  • เขียนประโยคตามครูไม่ได้
  • ไม่สามารถแยกรูปทรงทางเรขาคณิตได้
  • บางรายอาจมีปัญหาในการผูกเชือกรองเท้าหรือใช้มือหยิบจับสิ่งของ
  • ใช้สายตาในการจดจำสิ่งของไม่ได้ หรือได้ไม่ดี
  • เขียนไม่เป็นคำ อาจเป็นสายเส้น แต่อ่านไม่ได้
  • เขียนเป็นประโยคไม่ได้
  • เรียงคำไม่ถูกต้อง
  • รูปของตัวอักษรที่เขียนไม่แน่นอน
บกพร่องทางคณิตศาสตร์
  • มีปัญหาในการบอกความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง
  • ไม่เข้าใจความหมายของจำนวน
  • ไม่เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่ได้ยินกับสิ่งที่มองเห็น
  • ไม่เข้าใจปริมาณ เมื่อขนาดเปลี่ยนไป
  • ทำเลขไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นบวก ลบ คูณ หาร เพียงอย่างเดียวหรือทั้ง 4 อย่าง
  • ไม่เข้าใจความหมายของตัวเลขที่นำมาเรียงกันทางคณิตศาสตร์
  • ไม่สามารถปฏิบัติตามขั้นตอนในการคำนวณได้
  • ไม่เข้าใจในการอ่านแผนและกราฟ
  • มีปัญหาในการทำเลขโจทย์ปัญหา
บกพร่องทางกระบวนการคิด
  • ไม่สามารถบอกความแตกต่างของสิ่งที่มองเห็นได้
  • ไม่สามารถบอกความแตกต่างของเสียงที่ได้ยิน
  • ไม่เห็นความสัมพันธ์ระหว่างส่วนย่อยกับส่วนใหญ่
  • มีความจำไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นความจำระยะสั้นหรือระยะยาว
  • ไม่มีความมานะอดทนในการประกอบกิจกรรม
  • จำสิ่งที่มองเห็นได้ แต่หากนำสิ่งนั้นให้พ้นสายตาแล้ว ก็ตามจะจำสิ่งนั้นไม่ได้เลย
  • ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง
  • มีพฤติกรรมเหมือนถูกควบคุมโดยสิ่งอื่นที่อยู่ภายนอก
  • ไม่สนใจสิ่งรอบตัว ไม่อยู่นิ่ง
บกพร่องทางการฟังและการพูด
  • มีพัฒนาการทางการพูดล่าช้า
  • ไม่เข้าใจสัญลักษณ์ทางภาษา
  • รู้คำศัพท์น้อย
  • จำแนกเสียงพูดไม่ได้
  • ใช้อวัยวะในการพูดไม่ถูกต้องทำให้พูดไม่ชัด
  • รู้ว่าจะพูดอะไร แต่พูดออกเป็นคำพูดไม่ได้
  • ไม่เข้าใจคำพูดของผู้อื่น
  • พูดไม่เป็นประโยค พูดแล้วคนอื่นฟังไม่รู้เรื่อง
  • พูดไม่ถูกหลักภาษา ไม่เข้าใจโครงสร้างทางภาษา
  • ใช้คำศัพท์ไม่ตรงกับความหมายที่จะพูด

ลักษณะอาการความบกพร่องในการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ
  1. ความบกพร่องด้านการอ่าน (Reading Disorder) อ่านหนังสือไม่ออกเลย หรืออ่านหนังสือได้ไม่เหมาะสมตามวัย เช่น สะกดไม่ถูก อ่านตกหล่น อ่านทีละตัวอักษรได้แต่ผสมคำไม่ได้ แยกแยะพยัญชนะที่คล้ายกันไม่ออก (ก - ถ - ภ) ทั้งๆที่เด็กดูมีความ ฉลาดรอบรู้ในด้านอื่นๆ ถ้ามีใครเล่าเรื่องให้ฟังจะเข้าใจดี เรียนรู้จากการเห็นภาพ และการฟัง จะทำได้ดี แต่ถ้าให้อ่านเองจะไม่ค่อยรู้เรื่อง จับใจความไม่ได้
  2. ความบกพร่องด้านการเขียน (Disorder of Written Expression) มีปัญหาในด้านการเขียนหนังสือ ตั้งแต่เขียนหนังสือไม่ได้ทั้งๆที่รู้ว่าอยากจะเขียนอะไร เขียนตกหล่น สลับตำแหน่ง หรือผิดตำแหน่ง เขียนไม่เป็นประโยคที่สมบูรณ์ ใช้คำเชื่อมไม่ถูกต้อง เว้นวรรคตอนหรือย่อหน้าไม่ถูกต้อง จนทำให้ผู้อ่านไม่สามารถเข้าใจความหมายที่ผู้เขียนต้องการสื่อได้ถูกต้อง
  3. ความบกพร่องด้านการคำนวณ (Mathematics Disorder) มีปัญหาในด้านการคำนวณ ตามระดับความรุนแรง หลากหลายรูปแบบ เช่น มีความสับสนเกี่ยวกับเรื่องตัวเลข ไม่เข้าใจเรื่อง การบวก ลบ คูณ หาร ไม่สามารถแปลโจทย์ปัญหาเป็นสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ มีการคำนวณที่ผิดพลาด ตกหล่นเกี่ยวกับเรื่องตัวเลขเป็นประจำ

สาเหตุ
แบบจำลองไซเบอร์เนติค (Cybernatics Model) ใช้อธิบายกระบวนการเรียนรู้ ของเด็กแอลดี โดยแบ่งเป็น 4 ขั้นตอนดังนี้
  1. ข้อมูลจากประสาทสัมผัสจะเข้าสู่สมอง (Input process)
  2. ข้อมูลจะถูกแปลความหมาย (Integration process)
  3. ข้อมูลจะถูกบันทึก และสามารถดึงมาใช้ได้ (Memory process)
  4. ข้อมูลจะถูกนำมาใช้ในรูปแบบของภาษา และการเคลื่อนไหว (Output process)
เมื่ออ่านหนังสือ ดูรูปภาพ ฟังเสียง หรือสัมผัส ข้อมูลที่ได้รับจะถูกส่งไปยังสมอง จากนั้นข้อมูลจะถูกแปลความหมาย และจัดเก็บในหน่วยความจำ และสามารถดึงข้อมูลมาใช้ในยามที่ต้องการ โดยอาจออกมาในรูปการคิด การพูด การอ่าน การเขียน และการเคลื่อนไหว คล้ายกับกระบวนการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยปกติเมื่อมองรูปภาพ หรืออ่านหนังสือ จะสามารถแยกแยะภาพหรือตัวอักษรออกจากพื้น รู้ตำแหน่งทิศทางของภาพ และสามารถกะระยะความลึกของภาพ 3 มิติได้ เช่นเดียวกับการฟัง ที่เราจะต้องแยกแยะเสียงที่ต้องการฟังออกจากเสียงรบกวน หรือเสียงธรรมชาติอื่นๆ จากนั้นภาพและเสียงจะถูกบันทึกในสมอง ผ่านกระบวนการแปลงสัญญาณ (Coding) และดึงข้อมูลจากหน่วยความจำมาใช้ในการเขียน การอ่าน ผ่านกระบวนการแปลข้อมูลกลับ (Decoding) ในที่สุด เด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้อาจมีปัญหาที่ใดที่หนึ่งใน 4 ขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งอาจเกิดจากเหตุปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน มักไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัด

แนวทางการดูแลรักษา
  1. ช่วยเหลือในการเรียนรู้ โดยวาง แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP - Individualized Educational Program) มีการนำสื่อ เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาประกอบในการเรียนการสอน ตามสภาพปัญหาของเด็ก เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เทป วีดีทัศน์ เครื่องคิดเลข ฯลฯ
  2. แก้ไขปัญหาเฉพาะที่เกิดร่วมด้วย เช่น โรคสมาธิสั้น ปัญหาการประสานงานของกล้ามเนื้อ ปัญหาในด้านการพูดและการสื่อสาร
  3. ลดความรุนแรงของผลกระทบที่ตามมา เช่น ปัญหาการเรียน ปัญหาทางอารมณ์ ปัญหาพฤติกรรม และปัญหาการปรับตัว โดยคัดกรองปัญหาแต่แรกเริ่ม ให้กำลังใจ และให้ความช่วยเหลือตามแนวทางที่เหมาะสม
  4. เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับครอบครัว เกิดความเข้าใจว่าเป็นความบกพร่องที่ต้องให้การช่วยเหลือ ไม่ตำหนิติเตียนว่าเป็นความไม่เอาใจใส่ของเด็กเอง

เทคนิคการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
       หลักสูตรสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้เฉพาะทาง จะมุ่งเน้นแก้ไขข้อบกพร่อง ปลูกฝังทักษะด้านต่างๆของตนเพื่อพัฒนาศักยภาพของแต่ละบุคคลให้ประสบผลสำเร็จสูงสุด นอกจากนั้นจะมุ่งให้เด็กได้พัฒนาความสามารถ และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  หลักสูตรสำหรับเด็กประเภทนี้จะครอบคลุมเนื้อหาที่สำคัญดังนี้
  1. ด้านภาษา หลักสูตรจะมุ่งเน้นด้านภาษา เพราะเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้เฉพาะทางที่มีปัญหาทางภาษา จะมีปัญหาทางด้านการพูด อ่าน ฟัง และเขียนสะกดคำ การเปล่งเสียง และจำแนกเสียง
  2. ด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ และกล้ามเนื้อมัดเล็ก การพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น การให้เด็กมีโอกาส นั่ง คลาน เดิน วิ่ง ขว้างปาสิ่งของ กระโดด เต้นตามจังหวะ บอกชื่อตนเองและบอกชื่อส่วนต่างๆของร่างกายได้ ส่วนกล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น การวาดภาพ การต่อภาพ การใช้กรรไกร   การใช้สายตาและมือ
  3. ด้านทักษะทางสังคม การช่วยส่งเสริมให้เด็กมีสัมพันธ์กับผู้อื่นสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นและทำงานเป็นหมู่คณะด้วยความราบรื่น รู้จักใช้ทั้งคำพูดและวางตนได้อย่างเหมาะสมทางสังคม
  4. ด้านวิชาความรู้พื้นฐาน ได้แก่ วิชาคณิตศาสตร์ สังคมศึกษา และวิทยาศาสตร์ รับรู้ด้านจำนวน ปริมาณ ขนาดรูปทรง ทิศทาง เป็นต้น
  5. ด้านการงานและพื้นฐานอาชีพ หมายถึงการเตรียมเด็กให้มีความรู้และความพร้อมด้านการฝึกทักษะในการประกอบอาชีพให้มีความถนัดและทัศนคติที่ดีต่องานอาชีพ

เทคนิคการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
  1. ให้โอกาสเด็กได้มีบทบาทในการวางแผนการเรียน
  2. ใช้เทคนิคการเสริมแรง
  3. อธิบายให้เด็กเข้าใจว่าพฤติกรรมใดเป็นพฤติกรรมที่ดี ที่ควรแสดงออก พฤติกรรมใดที่ไม่ดีไม่เป็นที่ยอมรับสังคม เด็กไม่ควรแสดงออก ครูและเพื่อนๆไม่ชอบ
  4. ครูควรนำเทคนิคในการปรับพฤติกรรมาใช้อย่างเป็นระบบ
  5. ครูควรขอคำแนะนำและปรึกษาหารือกับผู้ปกครอง หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยให้เด็กได้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น
  6. ให้โอกาสเด็กได้มีบทบาทในการวางแผนการเรียน
  7. ใช้เทคนิคการเสริมแรง
  8. อธิบายให้เด็กเข้าใจว่าพฤติกรรมใดเป็นพฤติกรรมที่ดี ที่ควรแสดงออก พฤติกรรมใดที่ไม่ดีไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม เด็กไม่ควรแสดงออก ครูและเพื่อนๆไม่ชอบ
  9. ครูควรนำเทคนิคในการปรับพฤติกรรมาใช้อย่างเป็นระบบ
  10. ครูควรขอคำแนะนำและปรึกษาหารือกับผู้ปกครอง หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยให้เด็กได้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น
 การเรียนการสอน
       ครูควรจัดทำแผนการเรียนการสอนโดยผสมผสานการสอนแบบตัวต่อตัวไปกับการสอนแบบกลุ่มย่อย และแบบกลุ่มใหญ่ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามศักยภาพ และให้มีปฏิสัมพันธ์ ทางสังคมอย่างเหมาะสม
        การกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ กิจกรรม อุปกรณ์การเรียนการสอนในแต่ละพฤติกรรม ควรให้มีความยืดหยุ่นตามเหตุการณ์และสภาพแวดล้อม ความสนใจ และความต้องการที่จำเป็น และความสามารถของผู้เรียนแต่ละคน

สรุป
        ความบกพร่องทางการเรียนรู้เฉพาะทาง จะก่อให้เกิดปัญหาด้านการเรียนรู้ด้านต่างๆ คือ ด้านภาษา ความสามารถในการเรียนรู้ ปัญหาพฤติกรรมไม่สมวัย มีความผิดปกติทางอารมณ์ จะมีความวิตกกังวลสูง ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนต่ำ การใช้ภาษาและคำพูดช้ากว่าวัย ไม่สามารถจำแนกสิ่งต่างๆได้ การเคลื่อนไหวอิริยาบถ และแสดงปฏิกิริยาไม่เหมาะสม บางครั้งมากไปและน้อยไป ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ในการที่วินิจฉัยเด็ก ครูและผู้ปกครองควรสังเกตพฤติกรรมของเด็กอย่างมีระบบ บันทึกพฤติกรรมของเด็กที่สังเกตได้ และนอกจากนั้นครูอาจตรวจดูผลการทำงานของเด็กว่าเป็นอย่างไร สำหรับหลักสูตรและการเรียนการสอนควรมุ่งเน้นให้เด็กพัฒนาความสามารถ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ทักษะทางสังคม ความรู้เกี่ยวกับการงานพื้นฐานอาชีพ การใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก พัฒนาทักษะด้านภาษาและความรู้พื้นฐานต่างๆ เป็นต้น


Comment:
CONFIRM CODE :
Comment Name :

บทความทั้งหมด
  คลิกที่นี่ เพื่อดูสินค้าแนะนำ
  ลดราคากว่า 80%(ห้ามพลาด)