ทําไง หายขี้เกียจ 2020

by WheelSharee Posted on 2020-07-26





ความคิดเห็นที่ 1
" โรคขี้เกียจ " แก้ได้
18 ตุลาคม 2012 เวลา 7:37 น.
" ความขี้เกียจ " ร้ายกาจกว่าที่คุณคิด เพราะมันคอยซุ่มโจมตีให้คนล่าฝันอย่างเราๆ ไปไม่ถึงดวงดาวมานักต่อนัก จึงขอส่งเทียบเชิญคุณผู้อ่านมาร่วมกันหักด่านความขี้เกียจไปด้วยกัน

" ความขี้เกียจ " สัญชาตญาณหลงยุคของมนุษย์

" ความขี้เกียจไม่ใช่อะไรเลย นอกจากนิสัยที่ชอบหยุดพักก่อนที่จะรู้สึกเหนื่อย " จูลส์ เรอนาร์ด ( Jules Renard ) กวีชาวฝรั่งเศส

   บางทีเหตุผลหนึ่งที่เราเอาชนะความขี้เกียจไม่ค่อยได้ เป็นเพราะเราไม่รู้จักมันดีพอนั่นเอง ทั้งๆ ที่เราได้ยินได้ฟังเรื่องความขี้เกียจมาตั้งแต่เด็กๆ เช่น จากนิทานอีสปเรื่องมดขยันกับตั๊กแตนขี้เกียจ หรือจากคัมภีร์ไบเบิลที่ระบุว่า ความขี้เกียจ ( Sloth ) คือหนึ่งในบาปเจ็ดประการของมนุษย์

   เป็นที่รู้กันดีว่า ความขี้เกียจก่อให้เกิดผลร้ายมหาศาล แต่เรามักจะอภัยให้ " ความขี้เกียจ " อย่างง่ายดายและรวดเร็วเกินไป สงสัยไหมว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้

   ดร.นานโด เปลูซี ( Nando Pelusi ) นักจิตวิทยาผู้เขียนบทความเรื่อง "The Lure of Laziness" ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Psychology Today ฉบับกรกฎาคม - สิงหาคม 2007 อธิบายว่า บรรพบุรุษของมนุษย์มีสัญชาตญาณที่จะสงวนพลังงานในร่างกายไว้ให้มากที่สุด เพราะในยุคโบราณ อาหารเป็นสิ่งที่หาได้ยาก อีกทั้งยังมีอันตรายมากมายรออยู่ภายนอก เช่น สัตว์ร้าย ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ฯลฯ สัญชาตญาณนี้จึงตกทอดอยู่ในจิตใต้สำนึกของมนุษย์ที่จะไม่ยอมทำอะไรที่ต้องใช้ความทุ่มเทหรือพลังงานสูงๆ ตราบใดที่ไม่รู้ว่าผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่าหรือไม่ พูดอีกอย่างก็คือ เมื่อปัจจัยที่แวดล้อมอยู่รอบตัวไม่ได้สร้างความมั่นใจเพียงพอ เราก็จะเกิดความรู้สึกอยากประวิงเวลาที่จะต้องลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้นานออกไป

เมื่อเทียบกับมนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ พวกเขาต้องใช้ชีวิตแบบไม่มีเวลาหยุดคิด เช่น หิวต้องล่าสัตว์ กลัวต้องวิ่งหนี พายุมาต้องหลบทันที ฯลฯ ผิดกับมนุษย์ยุคนี้ที่ต้องเผชิญกับปัจจัยทางสังคมและจิตใจที่ซับซ้อนกว่า และต้องใช้เวลานานกว่าที่จะเห็นผลลัพธ์ของการกระทำ และนี่จึงเป็นคำอธิบายว่า ทำไมบางคนต้องรอให้ถึงเส้นตายก่อนเท่านั้น เขาจึงจะทำงานเสร็จหรือทำได้ดี

ปัจจัยแวดล้อมที่ทำให้เกิดความขี้เกียจ

ตอนนี้เรารู้แล้วว่าความรู้สึกเฉื่อยชากับเรื่องที่ควรทำ หรือที่เรียกว่า " ความขี้เกียจ " นั้น เป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ส่วนปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่ทำให้เกิดความขี้เกียจนั้น ได้แก่

1. ความอ่อนเพลีย สมองของคนเราต้องการการพักผ่อนอย่างสม่ำเสมอ

โจ โรบินสัน ( Joe Robinson ) ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Work to Live: the Guide to Getting a Life บอกไว้ว่า คนเราจำเป็นต้องตัดขาดจากตัวการสร้างความเครียดเสียบ้าง เพื่อให้จิตใจและร่างกายได้พักผ่อน การทำงานสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมงหมายถึงการเพิ่มความเครียดให้สมองมากขึ้นเป็นสองเท่า และเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ นอกจากนี้การลาพักร้อนหรืองีบหลับตอนกลางวันของชาวยุโรปที่ชาวอเมริกันมองว่าเป็นความขี้เกียจนั้น จริงๆ แล้วเป็นเคล็ดลับในการใช้ชีวิตของพวกเขาต่างหาก เพราะจากผลสำรวจพบว่า ชาวยุโรปอย่างน้อยสี่ประเทศใช้เวลาทำงานน้อยกว่าคนอเมริกัน แต่กลับได้งานมากกว่า

โรบินสันยังบอกอีกว่า คนอเมริกันมักมีความเชื่อว่า ต้องมีคนนั่งทำงานตลอดเวลา มิฉะนั้นผลประกอบการจะลดลง ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดโดยสิ้นเชิง

2. ความต้องการความสุขสบาย มนุษย์มีสัญชาตญาณรักความสบายอยู่ในตัว

อย่างไรก็ดี หากเรามองหาแต่ความสบายในทุกๆ สถานการณ์ เราก็จะรู้สึกว่าการทำอะไรสักอย่างที่เป็นเรื่องที่สมควรจะทำ (แต่อาจทำให้เกิดความไม่สะดวกเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตของเรา) เช่น การตื่นเช้าขึ้น การจำกัดอาหาร หรือการรับงานที่ยากขึ้น ฯลฯ กลายเป็นเรื่องเหลือวิสัย จนทำให้เราหลีกเลี่ยงไม่ทำสิ่งเหล่านั้น หรือผลัดวันประกันพรุ่ง เพียงเพื่อยืดระยะเวลาแห่งความสุขให้ยาวนานออกไป

3. ความกลัวความล้มเหลว

ดร.นานโด เปลูซี อธิบายว่า ก่อนที่ใครสักคนจะประสบความสำเร็จได้นั้น เขาต้องทุ่มเทมากกว่าปกติ และมักมองทางเลือกไว้เพียงสองทาง คือ " ทุ่มสุดตัว " หรือ " ไม่ต้องทำอะไรเลย " ซึ่งการตัดสินใจทุ่มสุดตัวโดยไม่มีสิ่งใดรับประกันผลของการทุ่มเท มักทำให้เกิดความกังวลและความเครียดสะสม ส่วนใหญ่แล้ว ความกลัวว่าสิ่งที่ได้รับอาจไม่คุ้มค่าหรือกลัวว่าจะล้มเหลวเป็นฝ่ายชนะ คนเราจึงมักจะเลือกทางที่ไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะรู้สึกว่าทำไปก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้น

4. พันธุกรรมและสารเคมีในสมอง

ปี 2008 ดร. เจ. ธิโมธี ไลท์ฟุต ( J. Timothy Lightfoot ) นักวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวแห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างยีนกับความกระฉับกระเฉง เพื่อที่จะพัฒนานักกีฬาให้ทำการฝึกซ้อมดีขึ้น ผลการทดลองสรุปว่า การที่คนคนหนึ่งรู้สึกกระฉับกระเฉงหรือเฉื่อยชาขึ้นอยู่กับปัจจัยทางพันธุกรรมด้วย นั่นแสดงว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด และเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถเลือกได้

5. การขาดแรงจูงใจ

คนเรามีเหตุผลมากเกินกว่าจะนับไหว ที่ทำให้รู้สึกหมดไฟไปเสียเฉยๆ ไม่ว่าจะเป็นเบื่องาน เบื่อนาย เบื่อลูกน้อง เบื่อเพื่อนร่วมงานโต๊ะข้างๆ ไม่ชอบบรรยากาศในออฟฟิศ รถติด บ้านไกล หรือทำงานไปแล้วไม่เห็นอนาคต ฯลฯ ซึ่งเหตุผลเพียงข้อเดียวจากที่กล่าวมาก็บั่นทอนกำลังใจอย่างยิ่ง และเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความขี้เกียจได้อย่างง่ายดาย

นิวรณ์ 5 ต้นตอของความขี้เกียจ

ในเชิงพุทธศาสนา ต้นเหตุของความขี้เกียจคือนิวรณ์ 5 ซึ่งหมายถึง สิ่งที่ขวางกั้นจิตไม่ให้มีสมาธิ ทำให้ไม่สามารถทำสิ่งใดให้ประสบความสำเร็จได้ อันได้แก่

1. กามฉันทะ คือ ความยินดี พอใจ เพลิดเพลินในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส

2. พยาบาท คือ ความโกรธ ความพยาบาท ความไม่พอใจ ความขัดเคืองใจ

3. ถีนมิทธะ แยกได้เป็น ถีนะ คือ ความหดหู่ ท้อถอย และ มิทธะ คือ ความง่วงเหงาหาวนอน

4. อุทธัจกุกกุจจะ แยกได้เป็น อุทธัจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน และ กุกกุจจะ คือ ความรำคาญใจ

5. วิจิกิจฉา คือ ความลังเล สงสัย ไม่แน่ใจ

เคล็ดลับในการฝ่าด่านความขี้เกียจ

แม้เราจะมีความขี้เกียจฝังอยู่ในสายเลือด แต่โชคดีที่การเอาชนะความขี้เกียจขึ้นอยู่กับตัวเราเองเป็นสำคัญ ขอแนะนำเคล็ดลับในการเอาชนะความขี้เกียจดังต่อไปนี้

TIP 1 เตรียมกายให้พร้อม

ถ้าคุณรู้สึกว่านอนเท่าไรก็ไม่อิ่ม เหงื่อออกตอนกลางคืน อาหารไม่ย่อย หรือความคิดไม่แล่น ฯลฯ รู้ไว้เถิดว่า เหล่านี้คือสัญญาณที่บ่งบอกถึงความอ่อนเพลียของคุณ จิลล์ โทมัส ( Jill Thomas )

นักธรรมชาติบำบัด ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Revive: How to Overcome Fatigue Naturally แนะนำวิธีง่ายๆ เพื่อสลัดความอ่อนเพลียและฟิตร่างกายให้พร้อมรับมือกับการทำกิจกรรมต่างๆ ไว้ดังนี้

1. ออกกำลังกายตอนเช้า การเดินเร็วๆ เพียง 20-40 นาทีในตอนเช้าจะช่วยป้องกันความอ่อนเพลียได้อย่างมหัศจรรย์

2. เติมพลังด้วยอาหารเช้า ควรรับประทานอาหารเช้าที่มีเส้นใยสูง โปรตีนต่ำ และไม่หวาน เพื่อทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ มิฉะนั้นร่างกายจะอ่อนเพลียและรู้สึกหิวเร็วขึ้น

3. กินผักมากกว่าเนื้อ รับประทานผักผลไม้และธัญพืชให้ได้วันละ 3-5 ขีด เพื่อรักษาค่าความเป็นกรดในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานอย่างสมดุล ไม่เพลียง่ายๆ

4. ดื่มน้ำสะอาด การดื่มน้ำให้เพียงพอช่วยให้ระบบขับถ่ายของเสียทำงานดีขึ้น คนเราควรดื่มน้ำเปล่าวันละ 1.5-2 ลิตร และควรดื่มน้ำเปล่าสองแก้วตามหลังชาหรือกาแฟหนึ่งถ้วยเสมอ

5. กินไขมันดี กรดไขมันที่จำเป็น ( EFAs ) เช่น โอเมก้า-3 และโอเมก้า-6 ฯลฯ มีความสำคัญมากต่อเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่รับส่งข้อมูลในสมอง และการสร้างฮอร์โมนที่จำเป็น


TIP 2 บันได 8 ขั้นสู่การเอาชนะใจตนเอง

1. ทำด้วยใจรัก จงเป็นตัวของตัวเองและทำสิ่งที่คุณชอบ จำไว้ว่า การทำสิ่งที่ชอบจะนำมาซึ่งพลังงาน ความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด

2. ลงมือทำตามกฎ 15 นาที  "การลงมือทำทันที "ร้องไห้Do It Now) คือยาพิชิตความขี้เกียจที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเบื่อหน่ายแค่ไหน ขอให้คุณลงมือทำสัก 15 นาที จำไว้ว่า ผลงานในช่วง 15 นาทีแรกอาจจะใช้ไม่ได้เลย แต่นี่จะเป็นรากฐานของความสำเร็จ

3. เปิดรับความท้าทาย ลบความคิดที่ว่า "ฉันทำไม่ได้ " ทิ้งไป เพราะความผิดพลาดเป็นครูที่ดีที่สุดของมนุษย์

4. มองภาพเล็กไว้ก่อน การมองภาพใหญ่หรือการคาดหวังเป้าหมายในระยะยาวอาจทำให้เกิดความย่อท้อได้ง่ายๆ ควรที่จะวางแผนเป็นลำดับขั้นหรือแบ่งงานเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อสร้างกำลังใจให้แก่ตนเองจะดีกว่า

5. ติดตามความคืบหน้า การเขียนความก้าวหน้าของคุณลงในสมุดทุกวัน ช่วยให้คุณจดจ่อกับเป้าหมาย และมองเห็นวิธีการที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้ชัดขึ้น

6. ให้คำมั่นสัญญา บอกให้เพื่อนฝูงหรือคนใกล้ตัวรับรู้เกี่ยวกับเป้าหมายของคุณ เพราะการให้คำมั่นสัญญาจะเป็นการผูกมัดตัวเอง อีกทั้งยังทำให้คุณรู้สึกฮึกเหิมและมีกำลังใจมากขึ้นด้วย

7. เป็นผู้ "รอ " ที่ดี เลิกหวังผลแบบทันทีทันใด แล้วหันมาอดทนเพื่อผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าในอนาคต

8. ให้รางวัลตัวเอง ยอมให้ตัวเองได้หยุดพักเมื่อทำงานเล็กๆ สำเร็จ เพื่อสะสมกำลังไว้ต่อสู้ในระยะยาว


TIP 3 เพิ่มประสิทธิภาพให้การทำงานด้วยหลักอิทธิบาท 4

อิทธิบาท 4 คือธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จ เราสามารถนำหลักธรรมแต่ละข้อมาปรับใช้ให้เข้ากับนิสัยของตัวเอง เพื่อช่วยรวบรวมสมาธิและขจัดความขี้เกียจได้

1.ฉันทะ หมายถึง ความรักในงาน รักในจุดมุ่งหมายของงาน มีความพอใจในสิ่งที่มีที่ทำ

2.วิริยะ หมายถึง ความขยันหมั่นเพียร ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ไม่ล้มเลิกก่อนทำสำเร็จ

3.จิตตะ หมายถึง ความมีใจจดจ่อ เอาใจใส่กับการทำงานเสมอ

4.วิมังสา หมายถึง ความสอดส่องในเหตุและผลและเกี่ยวข้องกับงานนั้นๆ

   พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) สอนไว้ว่า การทำกิจอันใดให้สำเร็จไม่จำเป็นที่จะต้องเริ่มจากฉันทะหรือความพึงพอใจในงานนั้นก่อนเสมอไป ตัวอย่างเช่น การสร้างสมาธิ เพราะไม่ว่าสมาธิจะเกิดจากหลักธรรมข้อไหน แต่เมื่อสมาธิเกิดขึ้นแล้ว หลักธรรมข้ออื่นๆ จะเกิดขึ้นหนุนเนื่องตามกันมา ฉันใดก็ดี ในกรณีที่คนสองคนทำงานอย่างเดียวกัน คนคนหนึ่งทำงานเก่งกว่า ได้รับความสุขจากการทำงานมากกว่า ในขณะที่อีกคนหนึ่งไม่เก่งเท่า แต่มีความขยันหมั่นขวนขวายอยู่เสมอ วันหนึ่งเขาก็จะเก่ง จะรู้สึกมั่นใจและเกิดความรักความผูกพันกับงานไม่แพ้เพื่อนคนแรก

   คนที่รักงานที่ทำจะสนใจเรื่องปลีกย่อยต่างๆ เช่น เงิน หรือของรางวัล ฯลฯ น้อยลง ตรงกันข้าม ถ้าคนไม่รักในงาน แต่หวังผลสำเร็จของงาน ก็จะหาหนทางหลบเลี่ยงเพื่อให้ตัวเองออกแรงน้อยลง หรือทุจริตเพื่อหวังเงิน วัตถุ ตำแหน่ง ฯลฯ ซึ่งตัณหาเหล่านี้คืออีกตัวการที่ทำให้คนเรา ขี้เกียจนั่นเอง

   ชีวิตที่สมดุล

  การบังคับใจตนเองให้ทำหน้าที่ให้สมบูรณ์และทำความดีอยู่เสมอต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น จงอย่าปล่อยให้ความสุขสบายเพียงชั่วครั้งชั่วคราวมาลวงให้คุณไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้โดยเด็ดขาด อย่างไรก็ดี อย่าเพิ่งปักใจว่าการก้มหน้าก้มตาเรียนหนังสือ การทำงานตั้งแต่เช้ามืดจนค่ำ หรือหมกมุ่นกับกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะนั่นแปลว่าคุณกำลังละเลยบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญ นอกจากคุณจะถามตัวเองว่า คุณกำลัง " ขี้เกียจ " ทำงานอยู่หรือเปล่า คุณลองหันมาถามตัวเองดูว่า คุณกำลังขี้เกียจจัดสรรเวลาเพื่อพักผ่อน " ขี้เกียจ " แก้ไขจุดบกพร่องเพื่อลดขั้นตอนการทำงานหรือว่าคุณกำลัง " ขี้เกียจ " หยุดพักเพื่อใช้เวลาในการคิดทบทวนสิ่งที่ทำอยู่บ้างหรือเปล่า ฯลฯ

  เพราะจริงๆ แล้วชีวิตที่เป็นสุขก็ไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่า " ความสมดุล "

ที่มา : นิตยสาร  Secret
ความคิดเห็นที่ 2
เริ่มต้นใหม่นะถ้าเครียด  โน้นไปหาหมอเดี๋ยวนี้มี30บาท แรกๆหมออาจให้ยาครายเครียดจะนอนหลับสบาย
อาจตื่นเช้าขึ้น ทานยาแล้วจะเห็นผล เด็กบางคนมึนๆเเบลอๆ อาจมาจากเคมีในสมองไม่สมดุล
แค่ไปหาหมอ เล่าอาการ หมอจะถามไปเรื่อยๆ เราก็ตอบไปตรง
เวลาเรียน
เทคนิคนิดนึง แต่ละวิชาจะมีหน่วยกิจ ให้พยายามทำคะแนนวิชาที่หน่วยกิจสูงๆไว้
ชอบอะไรก็เรียนอย่างนั้น
ชอบ computer ก็เรียนด้านนั้นจะได้สนุกเวลาเรียน
ง่ายๆวิธีเรียนของคนขี่เกียจ เลือกไอ้ที่เราชอบ เวลาเรียนอัดเทป ส่งรายงานทุกฉบับ
วางๆเสาร์อาทิตย์ ก็ ไปเรียนพิเศษ ภาษาอังกฤษ
คิดว่าไปเดินเล่น เรียนแค่ครึ่งวันแล้วเดินเที่ยวต่อ
ทำไมแนะนำคนชอบcomputerให้เรียนภาษาอังกฤษเหรอ
เพราะเวลาเราใช้โปรแกรมสำเร็จรูปมักมีคำสั่งหรือคำอธิบายตัวอย่างเช่น help
ถึงเดี๋ยวนี้มีแปลเป็นภาษาไทยแต่แนะนำให้ลงภาษาอังกฤษ เช่น office window มีให้เลือกคำสั่ง File edit View insert tool table eg.
ถ้าเริ่มอ่านแล้วจะชอบ computer แถม เวลาเขียนโปรแกรม เรียนการเขียน flowchart เขียนคำสั่ง If.......Then  else สนุก เขียน condition
เผลอๆถ้าชอบมากๆจะทำได้ดี
แฮ่ๆ แต่ป้าจบ ศิลปะมาแต่มาเรียนคอมตอนเรียนโท
ความคิดเห็นที่ 3
ผมอีกหนึ่งคนเป็นคนขี้เกียจมาก มีแรงที่จะเปลี่ยนตัวเองได้วันสองวัน ก็ท้อแล้วคับแล้วก็หยุดไป เรียกได้ว่าท่าดีทีเหลวก็ว่าได้เลยครับ เครียดคับเรียนก็ไม่จบ อายุ16-17เองคับ ตอนนี้เรียนกศน.อยู่คับ แต่ก็ยังขี้เกียจเหมือนเดิม แก้ไม่หายสักที ความขี้เกียจของผมคงพอๆกับเจ้าของกระทู้ล่ะคับ ผมควรทำยังไงดี ใครเคยขี้เกียจมากๆ แล้วใช้วิธีไหนกันหรอคับถึงหาย รบกวนด้วยนะคับ
ปล.ติดมือถือหนักมากคับและขี้เกียจหนักมาก นอนดึกตื่นสาย...รบกวนคนที่เปลี่ยตัวเองได้แล้วให้คำแนะนำทีครับ
ความคิดเห็นที่ 4
เหมือนเราเลยค่ะเป็นลูกคนเดียวเคยเรียนดีเป็นที่ชื่นชมของครูเป็นติวเตอร์ให้เพื่อนๆ พอช่วงม.6เทอม2ก็เปลี่ยนกลุ่มเพื่อนทำตัวชิวๆไปวันๆไม่เคยคิดว่าตัวเองจะสอบไม่ติดคิดว่าต้องมีที่เรียนดีๆก่อนคนอื่น เรามาถึงจุดที่เรียนอะไรก็ได้ติดก็เอา จากสิ่งที่เคยสวยงามในชีวิตก็ไม่เหลืออะไรเลย เราเสียใจมาจนถึงทุกวันนี้จนไม่อยากทำอะไรอีกแล้ว มันเลยทำให้เกิดความขี้เกียจจนติดเป็นนิสัยมานาน เกรดปี1เทอมแรกก็แย่มากต่ำแบบที่ไม่เคยเป็น ในหัวคิดว่าจะต้องซิ่วตลอดเวลา สุดท้ายพยายามไปสอบใหม่ แต่ก็ไม่ติด เราเลยคิดว่าเราจะตั้งใจทำปัจจุบันให้ดีที่สุด หาแรงจูงใจเชื่อมั่นว่าเราทำได้ ความตั้งใจยิ่งใหญ่เสมอ คิดว่าเราทำเพื่อใครแค่นี้ก็น่าจะพอ แล้วเกรดเราก็ดีขึ้นคะแนนท็อปของห้อง ชีวิตตัองเดินต่อไป เป็นกำลังใจให้นะคะ
ความคิดเห็นที่ 5
สมมติตัวเองเป็นคนมีครอบครัวเลยครับ ผมนะ
ลองสมมติว่าตัวเองทำไรได้บ้างเพื่อคนที่เรารัก
ผญ (ที่ผมชอบนะ) เเล้วอยากไห้เธอยิ้ม สบายใจเมื่ออยู่กับเรา อยากเป็นคนที่ดูเเลเธอได้ เเรงยิ้มมาจากไหนไม่รู้อะ สู้ตายโว้ยยยยย

เว่อร์ไปนิดนึง  55+

ความคิดเห็นที่ 6
ขาดความเชื่อมั่น ... ทำผิดทำพลาด ทำไม่สำเร็จ ทำไม่ถึงเป้าหมาย ... เลยหมดกำลังใจกลายเป็นขีเกียจ
คุณก็ซ้ำเติมตัวเองด้วยการโกหกเพื่อปิดบังความผิดพลาด ทุกครั้งที่โกหก ก็คือคุณทำลายความไว้วางใจตัวเอง คุณทำให้คนรอบข้างไม่เชื่อใจคุณ ความเชื่อมั่นจะยิ่งหายไปเรื่อยๆ

จะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนต้องตั้งหลักก่อนครับ เริ่มจากสิ่งใกล้ตัว จัดระเบียบชีวิต ทำกิจกรรมเป็นเวลา กินเป็นเวลา นอนเป็นเวลา เล่นเนต เล่นเกม เล่นโทรศัพท์เป็นเวลา ... ซื่อสัตย์ต่อตัวเองนะครับ ถ้าซื่อสัตย์ต่อตัวเองก็คือไว้ใจตัวเองได้ คนอื่นเขาก็จะไว้ใจคุณด้วย ... ความเชื่อมั่นเริ่มจากสิ่งใกล้ตัว คนใกล้ตัวครับ

ปรับเป้าหมายในชีวิตใหม่ คุณอาจจะตั้งเป้าไว้สูงเกินความสามารถ คุณอาจจะยังไม่พร้อมที่จะเรียนสี่ปีระดับปริญญาก็ได้ ถึงไม่จบปริญญาก็ทำมาหากินได้ เป็นลูกจ้างเขาก่อนก็ได้ พร้อมเมื่อไรกลับมาเรียนได้ โอกาสทางการศึกษาปัจจุบันเรียนได้ตลอดชีวิต
ความคิดเห็นที่ 7
เอาคอมไปเก็บซะ ผมว่าต้องบังคับตัวเองนะ  เพราะตอนนี้ผมเองก็ขี้เกียจๆเหมือนกัน แถมติดคอมอีกต่างหาก แต่ต้องบังคับตัวเอง ดูความสำเร็จของคนอื่นเป็นตัวอย่าง ลองไปหาหนังสือที่เกี่ยวกับแรงบันดาลใจมาอ่านดู
ความคิดเห็นที่ 8
ลองไม่แตะคอม แล้วไปปฏิบ้ติธรรม สัก 1 สัปดาห์ ดูมั้ยค่ะ อยู่กับตัวเอง ไตร่ตร่องปัญหา และฝึกสมาธิไปด้วย
เราว่า จขกท หัวดีนะ แต่อาจขี้เกียจ ใช้ความหัวดีให้เป็นประโยชน์ค่ะ  อีกหน่อยบัวใต้น้ำก็จะกลายเป็นบัวพ้นน้ำและบานอย่างสวยงามค่ะ
ความคิดเห็นที่ 9
จัดตาราง สิงที่ต้องทำแต่ละวันออกมาครับ

แล้วทำให้ได้ ตอนแรก ไม่ต้องเยอะมาก เริ่มฝึกจากทีละนิด ไปก่อนครับ

สุ้ๆ
ความคิดเห็นที่ 10
คนเราต้องการทำสิ่งที่ทำให้ตนมีความสุข สิ่งที่มีความสุขง่ายๆ มีอยู่รอบตัว รวมทั้ง สุขอันเกิดจากความขี้เกียจ และไม่ทำสิ่งใดเลย ทำให้มองไม่เห็น มองข้าม และพลาดที่จะทดลอง หาความสุข -- สุข ในที่นี้ หมายถึง สุขชนิดที่เป็นความปิติ และอิ่มเอมใจ -- จากกิจกรรมอย่างอื่น ที่อาจต้องผ่านขั้นตอน ความพยายาม และพากเพียร กว่าจะได้มาอยู่สักหน่อย ต้องลองดูค่ะ ความสุข ที่เกิดจากการเรียนดี ความสุข ที่เกิดจากการเข้าใจวิชาที่เรียนอย่างดี หรือความสุขที่เกิดจากการอ่านตำราเรียน มีอยู่ หากลองแล้ว มันสุข มันทำให้ จขกท ปิติ และอิ่มเอมใจ จขกท จะเริ่มพาตัวออกจากความสุขอันเกิดจากความขี้เกียจ ซึ่งเป็นความสุขเฉพาะหน้า ช่วงสั้นๆ แต่ก่อให้เกิดทุกข์ ในระยะยาว ก็เป็นได้

จากที่เล่ามาในเนื้อหากระทู้ เห็นความพยายามของ จขกท ที่จะเปลี่ยนแปลง และปรับปรุงตัวเองอยู่ สูง ถือเป็นสัญญาณที่ดี ขอเอาใจช่วยให้ประสบความสำเร็จ ในการสร้างตนขึ้น เป็นคนรักความขยันหมั่นเพียร เพื่อประโยชน์ของตน ครอบครัว และโลกนอกตัว ยิ่งๆ ขึ้นไปค่ะ อมยิ้ม29

*** เข้ามาเพิ่มตรงนี้ค่ะ -- กลับมาอ่านทวนอีกรอบ จขกท เองก็เคยเรียนดีมาแล้ว ช่วยติวเพื่อนๆ ได้ ยังจำความสุข ที่ทำเช่นนั้นได้ไหมคะ ค่อยๆ เรียกความทรงจำดีดีนั้นกลับมา แล้วตั้งใจเรียนให้ดีต่อไป .. เขียนมาถึงตรงนี้ นึกขึ้นได้ว่า อีกสิ่งหนึ่ง ที่อาจช่วย จขกท ได้ คือ การตั้งเป้าหมายของชีวิตค่ะ ลองตั้งเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมดูนะคะ เช่น จะเป็นนักบิน จะเป็นวิศวกร เป็นต้นค่ะ ขอแนะนำว่า ใช้คำว่า จะนะคะ คำว่าอยาก ไม่พอค่ะ สู้ๆ นะคะ ^^
ความคิดเห็นที่ 11
เมื่อรู้ปัญหาแล้วควรจะรีบแก้ไขด้วยตัวเองครับ แต่ผมเชื่อแล้วหละ
ว่าจขกท.ขี้เกียจจริงๆ ขนาดจะแก้ความขี้เกียจของตัวเอง ยังต้องขอให้คนอื่นช่วยเลย
ต่อให้มีคนแนะนำดีแค่ไหนแต่คุณไม่ทำ มันก็เท่านั้น แค่ลุกขึ้นมาตั้งใจทำ มันก็จบแล้วหละ
เรื่องแบบนี้อยู่ที่ใจครับ แล้วก็คำว่า"เดี๋ยวก่อน" ตัดทิ้งไปได้เลย ไม่ว่าจะทำอะไร นึกถึงพ่อแม่เยอะๆ
ความคิดเห็นที่ 12
คุณก็เข้าใจสถานการณ์ดีอยู่แล้วว่ากำลังเกิดความไม่แน่นอน มันอาจจะมาถึงเมื่อไรก็ได้แล้วทำไมยังนอนจมปลักเหมือนตัวอะไรที่อยู่กลางทุ่งนาอีกเล่า
แค่คิดก็น่าจะทำให้หยุดขี้เกียจได้ แต่คุณก็ยังไม่ได้ทำ นั่นเพราะว่ายังมีวงจรชีวิตเป็นพฤติกรรมแบบเดิมๆไม่เคยเปลี่ยน
เหมือนคนติดยา จะเลิกยาก็ต้องเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของตัวเองใหม่ คุณก็ควรเปลี่ยนทุกอย่างเสียใหม่และต้องทำทันที ไม่ใช่ค่อยๆเปลี่ยน
ความคิดเห็นที่ 13
เราก็เป็นคนขี้เกียจนะคะ อาจจะเท่า จขกท เลยก็ได้ 555 ขี้เกียจแบบว่าไม่ตั้งใจทำอะไรให้สำเร็จ บางทีรับปากแล้วก็ไม่ทำ
อย่างที่ผ่านมาเราไม่ได้คณะที่หวังไว้หลุดไปหมดเลยค่ะ ทำให้เราท้อมาก

# วิธีคิดของเราเนี่ย เวลาเราจะทำอะไรให้นึกถึงครอบครัวไว้เป็นอย่างแรกค่ะ อย่านึกถึงความสบายของตัวเอง
ผู้ใหญ่บอกว่าสบายวันนี้จะลำบากวันข้างหน้า เราก็คิดถึงอนาคตเลย เรียนไม่ดี ไม่ตั้งใจ อนาคตหางานทำลำบากนะ
จะให้ไปค้าขาย ตากแดดเหนื่อยแย่เลย ยิ่งขี้เกียจก็จะยิ่งลำบาก ต้องไปทำงานอะไรที่ขี้เกียจไม่ได้
เราคิดว่าอดทนเรียนๆไป ตามความพยายามอันสูงสุดของตัวเองดีกว่าอย่างน้อย เราก็พอใจ ภูมิใจในตัวเองนะคะ
ผลที่ตามมาเราลองนึกถึง หน้าพ่อแม่ตอนเรารับปริญญาน่ะค่ะ เป็นแบบนั้นเลย ชื่นใจสุดๆ

แล้วพอเรานึกแบบนี้อาการขี้เกียจจะหายไปนิดนึงค่ะ ทำบ่อยๆเวลาเราขี้เกียจ
จะบอกว่าตอนนี้เราก็บำบัดตัวเองเหมือนกันค่ะ ^^ ยังไม่ถึงไหนเลย แต่คิดว่าดีขึ้นบ้างแล้ว

อ้ออ! มันน่าจะเกี่ยวกับสมาธิด้วยนะคะ ไม่แน่วแน่ ไม่มีความจดจ่อ
ต้องนั่งสมาธิค่ะ กำหนดลมหายใจ นั่งสักห้านาทีแล้วค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆก็ได้ค่ะ

ขอให้หายขี้เกียจไวไวนะคะ เราก็จะรีบหายไวไว แฮ่ๆๆ
ความคิดเห็นที่ 14
อยู่ที่ใจ

ร่างกายเปรียบเสมือนช้าง
จิตใจเปรียบเสมือน ควานช้าง

แน่นอน ช้างที่มันไม่เคยฝึก มันแรงเยอะแน่นอน แรกๆ ก็จะควบคุมลำบาก

เราที่เป็นควานช้าง ต้องหนักแน่น และออกแรงให้ชนะช้างให้ได้.... อยู่ที่ใจล้วนๆ
ความคิดเห็นที่ 15
ขาดความเชื่อมั่น ... ทำผิดทำพลาด ทำไม่สำเร็จ ทำไม่ถึงเป้าหมาย ... เลยหมดกำลังใจกลายเป็นขีเกียจ
คุณก็ซ้ำเติมตัวเองด้วยการโกหกเพื่อปิดบังความผิดพลาด ทุกครั้งที่โกหก ก็คือคุณทำลายความไว้วางใจตัวเอง คุณทำให้คนรอบข้างไม่เชื่อใจคุณ ความเชื่อมั่นจะยิ่งหายไปเรื่อยๆ

จะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนต้องตั้งหลักก่อนครับ เริ่มจากสิ่งใกล้ตัว จัดระเบียบชีวิต ทำกิจกรรมเป็นเวลา กินเป็นเวลา นอนเป็นเวลา เล่นเนต เล่นเกม เล่นโทรศัพท์เป็นเวลา ... ซื่อสัตย์ต่อตัวเองนะครับ ถ้าซื่อสัตย์ต่อตัวเองก็คือไว้ใจตัวเองได้ คนอื่นเขาก็จะไว้ใจคุณด้วย ... ความเชื่อมั่นเริ่มจากสิ่งใกล้ตัว คนใกล้ตัวครับ

ปรับเป้าหมายในชีวิตใหม่ คุณอาจจะตั้งเป้าไว้สูงเกินความสามารถ คุณอาจจะยังไม่พร้อมที่จะเรียนสี่ปีระดับปริญญาก็ได้ ถึงไม่จบปริญญาก็ทำมาหากินได้ เป็นลูกจ้างเขาก่อนก็ได้ พร้อมเมื่อไรกลับมาเรียนได้ โอกาสทางการศึกษาปัจจุบันเรียนได้ตลอดชีวิต
Comment:
CONFIRM CODE :
Comment Name :

บทความทั้งหมด
  คลิกที่นี่ เพื่อดูสินค้าแนะนำ
  ลดราคากว่า 80%(ห้ามพลาด)