ทำไมชีวิต ลำบากจัง 2022

by WheelSharee Posted on 2022-02-15


ความคิดเห็นที่ 1
ช่วงนี้ไวรัสโควิด-19 กำลังระบาดหนัก หลายๆคนคงจะประสบปัญหาชีวิตไม่มากก็น้อย เลยอยากชวนเพื่อนๆมาแชร์ประสบการณ์ชีวิตที่เคยลำบากแบบสุดๆของตัวเอง เพื่อเป็นกำลังใจว่าอย่างน้อยอาจจะมีคนที่ลำบากกว่าเรา

สมัยตอนทำงานที่ กทม. 

เคยมีเงินติดตัวไปทำงานวันละ 20 บาท
ตอนเช้าต้องตื่นแต่เช้า เพื่อที่จะไปรอรถเมล์ฟรี ถึงที่ทำงานข้าวเช้าไม่กิน อาศัยกาแฟฟรีของที่ทำงาน
ตอนเที่ยง ซื้อข้าวราดแกงกับข้าวอย่างเดียว ราคา 20 บาท เพื่อที่จะได้กินน้ำพริกกะปิ ผักฟรี ของร้าน
ตอนเย็น ทนยืนรอรถเมล์ฟรี เป็นชั่วโมง บางวันกลับถึงห้องก็ดึก หุงข้าวทำกับข้าวกินนิดหน่อยพอให้อิ่ม

ไปออกบูธสินค้าของบริษัทที่เมืองทอง เวลาพัก ไปเดินทั่วงาน เพื่อที่จะไปชิมอาหารฟรีของบูธอื่นๆให้มากที่สุดเพื่อจะได้อิ่มท้อง

ไปห้างช่วงใกล้จะปิด เพื่อหาซื้อกับข้าวป้ายเหลือง

เคยลำบากสุดก็คงประมาณนี้ ใครมีอะไรก็มาแชร์กันครับ
ความคิดเห็นที่ 2
ลำบากสุดก็ตั้งแต่เกิดมาจำความได้เลยมั้ง  ผมเกิดที่ลำปางในชนบทที่กันดาร
เงินในบ้านไม่ค่อยมี  อาศัยข้าวในนา ผักปลูกเองบ้างเก็บตามป่าบ้าง จับปลาจับกุ้ง
ในแม่น้ำวังบ้าง  ขอแบ่งเนื้อวัวเวลาเขาเชือดบ้าง  ปู่เข้าป่าล่าสัตว์พวกไก่ หมูป่า
เอามากินบ้าง  พอประทังไปวันๆ
โรงเรียนอยู่ห่างจากบ้านเกือบๆ7กิโลเมตร  ต้องปั่นจักรยานไปเรียนทุกวันตั้งแต่ ป.1
คืออยู่แบบแทบจะไม่ใช้เงินเลย  ทุกวันนี้มองย้อนกลับไป เออเราก็อยู่มาได้เนอะ

มาลำบากหนักๆอีกที ตอนมาเรียนที่ กทม. ตอนนั้นพ่อแม่เริ่มมีเงินบ้างละ
ก็ใช้ชีวิตแบบคนต่างจังหวัดที่มาลุยงานใน กทม.กันทั้งครอบครัว
จนวันนึงพ่อตาย  อีกไม่นานแม่ก็ตาย  เคว้งเลยอย่าว่าแต่เรื่องเงิน อนาคตแทบจะดับ
ตอนนั้นเรียนมหาลัยปี3 ชีวิตเปลี่ยน ต้องหาเงินเรียนเองแถมต้องส่งน้องด้วยนะ
งานในห้าง KFC   MK   เมเจอร์   ฯลฯ  อะไรที่เขารับนักศึกษาผมทำหมด

ชีวิตอดมื้อกินมื้อเลยตอนนั้น  พี่ชายก็ไปขี่วิน ช่วยๆกันไป  
ลำบากมากกว่าจะเรียนจบแต่ก็ผ่านมาได้  แถมภูมิชีวิตอีกเพียบ  อย่างนึงเลยคือ
มันสอนให้ผมใช้ชีวิตไม่ประมาท  โดยเฉพาะเรื่องปากท้อง ต้องสำรองไว้เสมอ
ตั้งแต่เรียนจบ  ผมไม่เคยไม่สำรองเงินนะบอกกับตัวเองว่าสิ่งที่สำรองไว้ต้องให้พอ
อย่างน้อย1ปี เราต้องอยู่ได้แม้เจอวิกฤตชีวิต
ความคิดเห็นที่ 3
เมื่อก่อนที่บ้านล้มละลายจากปี 40 ฐานะแย่ลงเรื่อยๆ จนแย่สุดเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
- ตอนนั้นอาศัยบ้านญาติอยู่ ไกลมากกก
- เคยกินมาม่าอย่างเดียว 5 วันรวดโดยไม่ได้กินอย่างอื่นเลย
- เคยซื้อพะโล้ถุงละ 20 พร้อมกับข้าวถ้วย 3 บาท มาแบ่งกินเช้า-เย็น
- เคยแจกใบปลิวหน้าห้าง แจกไม่หมดโดนหักตังสรุปทำทั้งวันได้ 2 ร้อยกว่า (ตอนแจกเจอเพื่อนมัธยม เลยก้มหน้าก้มตาแจก 555)
- รับจ้างเข้าไปเก็บร้านในเซนทรัลเวิร์ดหลังเหตุการณ์ทางการเมือง เหม็น เน่าสุดๆ แต่โคตรดีใจ ได้ตังวันละหลายร้อย
- เคยเดินกลับบ้านเกือบ 10 กม. เพราะไม่มีเงิน

ทุกวันนี้ผ่านช่วงชีวิตนั้นมานานแล้ว แต่ยังจำได้ดี และขอบคุณเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในชีวิต มันทำให้ความสบายที่มีในวันนี้มีคุณค่ามีความหมาย

ปล. ภรรยาผมก็ไม่แพ้กัน ตอนเด็กๆเค้าเคยกินปลาทูตัวเดียวกินทั้งบ้านหรือกินข้าวคลุกน้ำปลาบ่อยๆ เลิกเรียนช่วยแม่เข็นรถเข็นไปขายลาบเป็ดหน้า บขส.
ความคิดเห็นที่ 4
ตอนอายุ 25 ครับทะเลาะกับแม่ หนีออกจากบ้านเพราะแฟน ขับมอเตอร์ไซค์ชื่อตัวเองผ่อนไม่หมด มาหาที่หลับนอนตามบ้านเพื่อน สมัครงานรับเป็นรายวัน เข้าใจคำที่ว่า "หาเช้า กินค่ำ" ทำงานตอนเช้าตกเย็นรับเป็นรายวัน พอได้งานก็ไม่มีค่าห้องเพราะต้องเลี้ยงแฟนที่ตัวเองหนีมาด้วยกัน โดนล็อคห้อง ไม่มีที่อยู่ มอไซค์ถูกไฟแนนซ์ยึด สุดท้ายคือซมซานกลับบ้านมาหาแม่ เป็นความคิดโง่ๆที่สุดในช่วงชีวิตเลยก็ว่าได้ครับ ในตอนนั้น
ความคิดเห็นที่ 5
ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ที่บ้านเลือกส่งพี่ที่เรียนเก่งกว่า เราก็ทำงานไปเรียนไป
งานพิเศษเลิกก็รีบมารอรถเมล์เที่ยวสุดท้ายกลับหอมหาวิทยาลัย รถติดกว่าจะถึงปวดท้องฉี่มาก ลงไม่ได้เพราะไม่มีรถแล้ว

ถ้าลงต้องนั่งรถสองแถวจอดหน้ามหาวิทยาลัย ต้องเดินอีกเป็นกิโลกว่าจะถึง แล้วทางเปลี่ยวมืดมาก..พงหญ้าตลอดทาง  
ก็กลั้นจนกะเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อยๆ
บางวันลงรถเพื่อเข้าห้องน้ำ กลับมายืนรอรถสองแถว น้ำตาไหลบ่อยๆ
ปีต่อๆมา เริ่มมีคนมหาวิทยาลัยเดียวกันมาทัก เพื่อแชร์ค่าแท๊กซี่กลับหอพัก ก็ช่วยได้ไม่เยอะหรอก ค่าแท๊กซี่แพง
บางทีลงรถสองแถว เดินอยู่ก็มีนักศึกษาใจดีจอดเรียกกลับหอด้วยกัน ก็ได้รู้จักเพื่อนใหม่

เรื่องเรียนก็โดนเพื่อนสาขาเข้าใจผิดว่าเป็นเด็กใจแตก กลับหอดึกดื่น ลงรถมากับคนแปลกหน้า เค้าคิดว่าเราขายตัว
เรียนตามไม่ทัน ขอยืมเล็คเชอร์เพื่อน เค้าก็ว่าแรงๆ จนไม่กล้าขอ
เค้ามีข้อสอบเก่ากัน เราก็ไม่เคยรู้เรื่อง ... ออกจากห้องสอบมา ข้อสอบเหมือนเดิมเป๊ะ ไม่เปลี่ยนแม้กระทั่งตัวเลข ...เราน้ำตาไหลเลย
เรื่องเกรดคงไม่ต้องถามล่ะนะ

เคยมีครั้งนึง ลงรถสองแถวกำลังจะเดินเข้าไป
มีรถบัสประจำทางคันใหญ่วิ่งมาจอด แล้วก็เปิดประตูมาเรียกเหมือนถามทาง เราหันไปกำลังจะเดินเข้าไปหา
ก็มีมอเตอร์ไซด์รปภ.ขี่มาตะโกนเสียงดัง "เฮ้ยยยยย อีหนูๆ มานี่ เฮ้ยยยย"  แล้วรถบัสก็ปิดประตูขับออกไปอย่างเร็วเลย
ลุงรปภ.บอกว่า "อีหนูมันจะจับเอาไปขายนะ ระวังตัว" แล้วลุงก็ขับไป

เราเดินร้องไห้กลับหอ เพื่อนบอกว่าลุงทำไมไม่มาส่งวะ
วันรุ่งขึ้นพาเราจะไปเพื่อจะต่อว่าลุงรปภ. พอไปถามหา...เค้าว่าลุงตายไปหลายสัปดาห์แล้วนะ
เรานี่เข่าอ่อน เพื่อนลูบหัว เออ คนดีผีคุ้มมีจริงนะ
ความคิดเห็นที่ 6
ลำบากตอนเด็กมากๆ เลย

ครอบครัวเราจนมาก ครอบครัวมีลูก 6 คน พี่ 3 คนไม่ได้เรียนหนังสือ ไปทำงานรับจ้างที่อื่น มีเราคนที่ 4 น้องสาว 1 น้องชาย 1 คน พ่อแม่ทำสวนผัก
ตอนเด็กๆ เรามีหน้าที่ไปขาย ประมาณ ป.3 ก็ต้องตื่นแต่ ตี 4 เพื่อไปขายของที่ตลาด (ขายผัก และขายเลือดหมู) พอได้เวลาไปเรียน ก็รีบวิ่งมาอาบน้ำ แต่งตัวไปเรียน  เหนื่อยมากๆ  เลย เพราะสมัยก่อนไม่มีรถ แม้แต่รถจักรยานก็ไม่มี  ต้องอาศัยวิ่งอย่างเดียว  วันไหนฝนตกขายไม่หมด ก็ไปโรงเรียนไม่ทัน โดนครูทำโทษประจำ  แต่ก็ต้องสู้เพราะไม่มีเงิน  

สู้มาจนจบ ม.ศ. 5 อยากเป็นครู สอบได้ แต่ต้องเลือกเรียนทุนพยาบาล เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

เรียนพยาบาลจบ ก็ให้พ่อแม่เลิกทำสวนเพราะเห็นท่านอายุมากแล้ว ก็ลำบากกว่ากว่า เพราะพี่ชายเอาที่ดินไปจำนองธนาคาร ทางธนาคารจะมายึด  เราก็ต้องหาเงินตัวเป็นเกลียวเพื่อที่จะมาจ่ายหนี้ และไถ่ถอนออกมา ต้องทำงานหนักมากเลย ไม่เคยมีวันหยุด เพื่อที่จะดูแลพ่อแม่  ส่งน้อง 2 คนเรียนจนจบ (พยาบาล - วิศวะ ป.โท)

ได้ตอบแทนคุณบุพการี จนท่านเสียไป  ดูแลน้องๆ  ส่งเสียให้มีอาชีพการงานที่ดี  ไม่เคยย่อท้อเลย  

ตอนนี้สบายดีแล้ว ได้เวลาพัก  Early retire แล้ว  ไม่ต้องทำงานหนักแล้ว ได้แต่เดินทางท่องเที่ยว ทั้งในและต่างประเทศ  แต่ต้องหยุดช่วงโควิด-19 ระบาด

ขอให้กำลังใจหมอ พยาบาล บุคลากรการแพทย์ทุกท่าน และคนที่ยังลำบากอยู่ ขอให้สู้ สู้ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 7
ทำงานมาปีครึ่ง แต่ไม่ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ รู้ล่วงหน้าไม่นานว่าจบโครงการจะไม่ได้ถูกจ้างต่อ เพราะก่อนหน้านั้นถูกให้เทรนเป็นผู้จัดการโครงการ เลยเข้าใจไปเองว่าจะได้ขยับไปบริหารโครงการ ตอนถูกเลิกจ้างมีอาการบาดเจ็บจากการทำงาน แต่ได้เงินชดเชยแค่ 8,000 บาท และต้องทวงหลายรอบกว่าจะได้ พอตกงานกระทันหันสิ่งที่เราทำคือย้ายออกจากหอเดิมเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าหอ ต้องย้ายไปอยู่หอที่คนงานก่อสร้างอยู่กัน แล้วไปเป็นลูกจ้างเก็บข้อมูลได้เงินเป็นรายวัน พอให้มีเงินจ่ายค่าห้องกับซื้อข้าวกิน กว่าจะลืมตาอ้าปากได้อีกครั้งใช้เวลาเป็นปี ทุกวันนี้สบายขึ้นมากแล้วแต่ไม่เคยลืมเรื่องวันนั้น และขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ที่ทำให้เราเป็นเราในวันนี้และไม่กลัวที่จะล้มอีก
ความคิดเห็นที่ 8
สมัยเด็กเคยลำบากสุดๆ​เป็นบ้านหลังเดียวในหมู่บ้านที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ตะเกียง​ เสื้อผ้ารวมทั้งชุดนักเรียนต้องไปขอบ้านคนอื่นที่เขาไม่ใช้แล้ว​ ไม่ได้เงินไปโรงเรียน​ รองเท้าไม่มีใส่​ เสื้อกันหนาวไม่มี​ บ้านหลังคามุงแฝก​ ฝนตกรั่วทั้งบ้าน​ พื้นบ้านใช้ไม้ไผ่ผ่าซีกทำพื้น​ เสาร์อาทิตย์​เข้าป่าตัดไม้เผาถ่านขาย​ เอาแค่นี้ก่อน
ความคิดเห็นที่ 9
ตอนเรียนมัธยม​ต้นค่ะ​ ลำบากมาก​ แม่กับพ่อทำนา​ เป็นนาที่ส่วนกลางต้องทำส่งแล้วแบ่งให้ตากับยายรวมถึงให้ญาติคนอื่นๆกินด้วย​ ถึงหน้าฤดูทำนา​ บ้านแทบไม่เหลือเงิน​ ต้องเอาเงินไปจ้างคนงาน​ อีกทั้งพี่ชายก็เรียนอยู่ ตจว​ ต้องส่งเงินรายเดือนให้พี่ชาย​ จำได้เลยที่บ้านพ่อแม่พากินแต่ป่น​ หน่อไม้​ ผัก​ ที่ตามหาได้​ แจ่วบองที่แม่ทำติดตู้เย็น​  กินบ่อยๆเข้าทุกๆวันเราก็เบื่อ​ ได้แต่ถามพ่อว่าทำยังไงถึงจะไม่ต้องกินแบบนี้​ พ่อได้แต่บอกว่าให้ตั้งใจเรียน​ รอบนั้นที่บ้านไม่มีเงินเหลือให้เราค่าไปโรงเรียนเลย​ (พ่อแม่ไม่ได้ให้เรียนแถวบ้าน​ จึงต้องมีค่าเดินทางในการไปเรียน​ ซึ่งตรงนี้ต้องขอบคุณพ่อแม่​ ถึงบ้านจะจนแต่ท่านมองเห็นว่าการศึกษา​สำคัญ​ ที่เรียนก็สำคัญ)​   มีอีกเหตุการณ์​ เราอยากกินสาลี่มาก​ แต่แม่ไม่ซื้อ​สาลีให้กิน​ แม่บอกว่ามันคือผลไม้คนรวย​ ต้องรวยถึงจะได้กิน​ ทุกวันนี้​ การใช้ชีวิตฐานะก็ดีขึ้นมาก
ความคิดเห็นที่ 10
เอาเศษผักที่แม่ค้าผักตามตลาดเด็ดทิ้ง มาต้มกับน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวที่เขาจะเททิ้งหลังปิดร้าน    กินกับข้าวหักข้าวท่อนค้างปีหืน ๆ หน่อย แบบว่าสุนัขจรจัดยังกินข้าวที่ดีกว่านี้

นี่คืออาหารที่กินประจำอยู่ช่วงนึงเพื่อประหยัดรายจ่าย  ทุเรศพอไหมล่ะ

น้ำข้าวต้มกับน้ำปลาผสมก็เคยกิน แต่ไม่บ่อยเท่าข้างบน

ใครมาอ่าน รู้สึกว่าชีวิตตัวเองรันทดเพราะต้องกินแต่มาม่า  ขออย่าเศร้าใจไป เพราะมีอาหารอีกหลายอย่างที่รันทดกว่านั้น
ความคิดเห็นที่ 11
ชีวิตผมไม่รู้จะเรียกว่าลำบากไหมนะ
ผมใช้ชีวิตอยู่สลัมคลองเตย สภาพแวดล้อมอย่างที่ทุกท่านทราบ ยาเสพติด ความรุนแรง สารพัด
ช่วงที่ลำบากที่สุดน่าจะเป็นตอนที่พ่อกับแม่ย้ายไปหาขายของที่ต่างจังหวัด ผมไปกับพ่อด้วยในช่วงแรกๆ
เราไปจังหวัดใหม่ ไม่รู้จักใครเลย ผมนอนข้างถนน อาบน้ำในห้องน้ำวัด และขับถ่ายในป่าข้างทาง
ซึ่งตอนนั้นผมอยู่ ม.2 ผมเชื่อว่าสักวันมันต้องดีขึ้น ผมนั่งรถไฟกลับมาเรียนที่คลองเตย (จังหวัดที่พ่อแม่ย้ายไปติดกับกรุงเทพฯ)
ผมอยู่ห้องเช่าคนเดียว เพื่อไปโรงเรียน เรียนจนจบม.3 เลยต่อปวช. หวังว่าอย่างน้อยจะมีงานทำที่ดีขึ้น ไม่ต้องลำบากเหมือนที่เป็น
ผมก็ต่อเติมความฝันของผมไปเรื่อยๆ จนตอนนี้ผมเรียนอยู่พระจอมเกล้า ปีสามแล้วครับ
นึกย้อนกลับไปผมกลับไม่รู้สึกทุกข์ใจเลยครับ ผมรู้สึกภูมิใจที่ผ่านจุดนั้นมาได้ และยังยึดมั่นในแนวทางแห่งการศึกษา
ความคิดเห็นที่ 12
ช่วงลำบากที่สุดในชีวิตเรามี 2 ช่วงคือช่วงวัยเด็กและช่วงวัยทำงาน

ช่วงวัยเด็กตอนลำบากเป็นช่วงจังหวะที่ประเทศกำลังเกิดวิกฤตปัญหาต้มยำกุ้งหลายบริษัทต้องปลดพนักงานออก แต่พ่อเราโชคดีที่ยังได้ทำงานอยู่แต่ก็โดนลดเงินเดือน ทำให้มีเงินไม่พอจ่ายค่าเทอมเราจนเราต้องขอทุนเรียนจากโรงเรียน ข้าวปลาอาหารก็กินได้แค่อาหารมื้อหลักกับน้ำเปล่าไม่มีเงินจะกินขนม แต่ก็ยังดีที่มีผลไม้ให้กิน เพราะพ่อแม่ชอบซื้อผลไม้มากินมาก ทำให้เรากลายเป็นคนชอบกินผลไม้ไปเลย

พอเราเข้ามหาวิทยาลัยที่บ้านก็ไม่ค่อยมีเงินจะส่งเสียเราเท่าไหร่ ส่งเราเรียนได้แค่ปีเดียว เราก็ต้องยื่นเรื่องกู้เงินกยศ พ่อเราสามารถให้เงินเป็นค่ากินค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเราแค่เดือนละ 2,500 บาท ทั้งๆ ที่เพื่อนคนอื่นๆ มักได้เงินเดือนกัน 5,000 บาทขึ้นไป ตอนนั้นเราต้องประหยัดกินประหยัดใช้มากๆ เรากินได้แค่วันละมื้อเดียว ไม่กล้ากินเยอะเพราะกลัวเงินหมดแล้วจะยิ่งลำบาก ซื้อของฟุ่มเฟือยซื้อเสื้อผ้าซื้อรองเท้าใหม่ไม่ได้เลย เพราะลำพังแค่ค่าอาหารมันก็หมดแล้ว

พอเราอายุ 30 กว่าเราสะสมเงินได้ล้านนึง ก็เอาไปลงทุนในหุ้น แต่เพราะประมาท ขาดประสบการณ์ และความรู้อย่างลึกซึ้งทำให้เจ๊งหุ้นไปเงิน 1 ล้านบาท เงินที่เก็บมาทั้งชีวิตก็หมดลงทันที แถมยังตกงานโดนแฟนทิ้งโดนแฟนนอกใจ และตัวเองป่วยเป็นโรคซึมเศร้าถึงขั้นพยายามฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จ ช่วงนี้เป็นช่วงตกต่ำที่สุดของชีวิตเลยก็ว่าได้เพราะเงินมันหมดจริงๆ มีเงินเหลืออยู่แค่ 5,000 บาทแต่ต้องประหยัดกินประหยัดใช้อยู่ 2-3 เดือน เมนูที่กินได้ในช่วงนั้นมีแค่ข้าวผัดข้าวต้มใส่ซีอิ๊วและน้ำเปล่าแค่นั้น เพราะต้องเหลือเงินเก็บไว้เป็นค่ารถค่าหางานอีก ตอนนั้นมันไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อหมูปิ้งแค่ชุดละ 30 บาทเลย เพราะกลัวว่าถ้าซื้อไปแล้วเดี๋ยวจะไม่มีเงินเป็นค่ารถไว้หางานทำ

นี่ชีวิตเราก็เพิ่งจะดีขึ้นตอนก่อนเกิดเชื้อโควิด
ช่วงที่เรากินได้แต่ข้าวผัดกับน้ำเปล่า มันก็ทำให้เรารู้ว่าชีวิตคนเราอยู่ได้ด้วยแค่อาหารพื้นๆ ธรรมดาๆ ก็เพียงพอแล้วไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารเลิศหรูราคาแพงๆ ที่เรามักกินตามความชอบตามกระแสนิยม จนทำให้เราคิดได้ว่าเราไม่ต้องฟุ้งเฟ้อหรูหราเหมือนอย่างใครอื่นเขาเราก็มีความสุขได้
ความจนความลำบากทำให้เรามีภูมิต้านทานที่ดีกว่าใคร ทำให้เราอยู่กับ "ความไม่มี" ของชีวิตได้ดี
ความคิดเห็นที่ 13
ตอนเด็กมีฐานะค่ะ  ถึงจะอยู่ต่างจังหวัดไม่สะดวกสบายอะไรมาก แต่มีบ้านอยู่มีข้าวกินพ่อมีรถขับได้เรียนหนังสือดีๆ

จนมาอายุ 10ขวบ โลกก็ตีลังการอบที่1  เมื่อแม่ไปเล่นแชร์เล่นพนันอะไรไม่รู้ได้ แต่ทำให้เราต้องขายบ้านขายรถ จากบ้านจัดสรรหลังเล๋กๆเปลี่ยนเป็นบ้านเช่าบ้านไม้ชั้นเดียวทางเดินเป็นซอยเล็กๆแบบต้องเดินเท้าเข้าจากถนนใหญ่ จากเคยนั่งรถพ่อขับไปส่งโรงเรียนเปลี่ยนเป็นหัดนั่งรถเมล์ จากเคยเรียนโรงเรียนเอกชนเปลี่ยนเป็นโรงเรียนรัฐบาล  ซื้อกับข้าวถุงเดียวกินกันทั้งบ้าน เรากลับก่อนคนอื่นก็ต้องรู้ว่าต้องกินน้อยๆ เหลือไว้ให้คนอื่นกินด้วย  ติดนิสัยกินน้อยจนบัดนี้

พอชีวิตเริ่มดีขึ้น เรียนจบเริ่มทำงานได้ 2-3ปี  โลกตีลังการอบที่2 เพราะพ่อเป็นมะเร็ง อยู่ได้2ปีก็จากไป  ตอนนั้นคือเปลี่ยนจากลูกคนเล็กเป็นหัวหน้าครอบครัวเลย รับหน้าที่ผ่อนบ้านต่อจากพ่อ

โลกตีลังการอบที่3 ประมาณ 8ปีหลังจากพ่อเสีย  แม่เอาอีกแล้ว เล่นแชร์เล่นพนันติดลิเก  มีหนี้มาให้ใช้แทน2ล้าน5 สั่งว่าให้เอาบ้านไปจำนองกู้เงินมาใช้หนี้แทนด้วย(จริงๆ ก็จะมีมาทีละ 2-3หมื่นเป็นระยะ แต่รอบนั้นถึงกับหน้ามืด) .... ณ ตอนนั้นสิ่งที่ตัดสินใจทำคือเดินไปปรึกษารุ่นพี่ที่เป็นทนาย ไม่อายแล้ว ขอให้เค้ามาช่วยคุยกับเจ้าหนี้7คน  บางคนยอมให้ผ่อนชำระเป็นเดือนๆ บางคนไม่ยอม  สุดท้ายต้องถอนเงินเก็บทั้งหมด ขายสร้อยขายของที่มี ใช้หนี้ไป แล้วเหลือประมาณล้านนึงที่ทยอยผ่อนชำระไป   2ปีนั้นเป็นช่วงที่เงินเดือนและโบนัสเอาไปใช้หนี้หมด เหลือใช้แค่เดือนละ3พัน ห่อข้าวไปกินทุกวัน  จนวันที่ผ่อนใช้หนี้จนหมด บอกตัวเองว่าจะไม่ยอมเป็นหนี้ใครเด็ดขาด และจะไม่ยอมใช้หนี้แทนแม่อีก  แต่แค่ 2ปีต่อมาก็มียอดหนี้ซุกๆเอามาขอเงินซ้ำ(นับว่าเป็นรอบที่4) ยอมเอาโบนัสและสลากออมสินไปขายได้มา 3แสน5 แลกกับการขอให้แม่เอาชื่อออกจากบ้าน(เดิมเป็นชื่อแม่+ลูก)  แล้วก็เริ่มต้นเก็บเงินกันใหม่ทั้งหมดตอนอายุ43  จนมาวันนี้ก็ 10ปีแล้ว

จริงๆ ชีวิตไม่ได้ลำบากมากมาย  แต่เหมือนจะโดนบทเรียนหนักๆทุก 10ปี  นับเป็นสิ่งดีเพราะทำให้เราตั้งอยู่บนความไม่ประมาท ไม่ฟุ่มเฟือย มีเงินเก็บออมเพราะเราไม่อยากกลับไปอยู่จุดนั้นอีก  จนถึงทุกวันนี้ก็ไม่เคยกล้าใช้เงินซื้อสิ่งที่อยากได้แบบพร่ำเพรื่อ ทุกครั้งคือคิด 2-3รอบก่อนเสมอ   มาถึงวันนี้เจอ covid19 ก็ได้รับผลกระทบโดนลดเงินเดือน 30%แต่ยังโชคดีที่ยังมีงานทำไม่โดนไล่ออก การเงินเดือนลดลงไม่ถือเป็นเรื่องเลวร้ายจนเกินทน เพราะก็ใช้เงินน้อยอยู่แล้ว และยังพอมีเงินเก็บยืนต่อได้ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 14
เกิดในยุค90 อยู่ในยุคที่ค่าครองชีพข้าวจานละ35-40บาท อยู่หอแบบอาศัยเค้าแลกแรงงานมาตั้งแต่อายุ17 ไม่มีบ้านไม่มีที่ดินไม่มีผู้ปกครองกินข้าวกับน้ำพะโล้+วิญญาณไก่เกือบ2ปีเอาแค่ได้อิ่มมีเงินกินเดือนละ1500บาท พยายามสอบเอ็นท์จนติดโดนญาติโกงเงินค่าเทอมแรกเจอพี่ใจดีไม่รู้จักจ่ายให้ก่อนทำงานพร้อมกู้เรียนจนจบป.ตรีระหว่างเรียนกินวันละ50-70บาท4ปีกินมาม่า ผัดไทย20บาท หรือข้าวเหนียวหมูปิ้ง วันไหนถ้าเพื่อนช่วยก็จะอิ่มหน่อย เรียนจบเข้ากรุงเทพด้วยเงินก้อนทั้งหมดของชีวิต4300บาทจ่ายค่าหอที่กรุงเทพครั้งแรก1500หารกับเพื่อน3คน ไม่เคยมองว่าตัวเองอาภัพมองแต่ว่าโชคดีที่มีคนรอบข้างใจดีและเอ็นดูระหว่างเรียนและทำงาน ตลอดเวลาที่ผ่านมาชีวิตทำทุกอย่างคนเดียวไร้ที่พึ่งพาไม่มีแม้แต่บ้านที่ดินที่จะบอกให้กลับมา16ปีอดทนและเป้าหมายชัดเจนทำงานทุกอย่างที่สุจริตเพื่อส่งตัวเองเรียนให้จบให้ได้ ทั้งCovid19 สิ่งที่เรียกว่าอดตาย ไม่ได้เงิน5พัน ฟองสบู่ แม้ไม่ได้รับอะไรเลยไม่ส่งผลอะไรกับชีวิตครับ
 ปัจจุบันแม้รายได้รวมๆจะเกินไปมากๆแล้วแต่ยังใช้จ่ายประหยัดเหมือนเดิมและบริจาคช่วยเหลือเด็กเรียนขาดทุนทรัพย์บ้างบางโอกาส เป็นกำลังใจให้คนที่ยังสู้อยู่ครับ
ความคิดเห็นที่ 15
ลำบากตอนเด็กๆ   เรียน มศ 2ถูกให้ออกจากรร  เพื่อมาช่วยแม่ค้าขาย   มีคนแนะนำให้เรียนภาคคำ่   ทำงานตั้งแต่ 6ฟโมงเช้า   ถึง 4โมงครึ่งเย็น   อาบนำ้ไปถึง รร 5โมงเย็น  เรียนถึง 3ทุ่ม   กลับบ้านนอน    เช้าทำใหม่   ทำอย่างนี้  5ปี   เข้าเรียนราม     อาศัยเรียน  วันเว้นวัน   กลับมาทำงานถึง 3ทุ่ม   อีก  4ปี   ทำงาน   ตื่นตี 4  ทำงานที่บ้าน  แล้วไปทำงาน   กลับมาทำงานที่บ้านถึง 3ทุ่ม  นอน   งานที่บ้านรับจ้างซักรีดเสื้อผ้า    เก็บเงินมาตลอด  ขาดสังคม  ไม่เคยได้ไปเที่ยว  สังสรรคที่ไหน   พอแต่งงาน   ได้เที่ยวเพราะสามีจ่าย   ตอนนี้ก็สบายเพราะตกงานทั้งคู่   แต่กลัวชัวิตต่อไป  ตอนเงินหมด
ความคิดเห็นที่ 16
ปี2560 ทำงานกับพี่สาว(พ่อเดียวกัน แต่คนละแม่) เป็นบริษัทเทรดดิ้งเล็กๆ พี่สาวเปิดร่วมกับพี่เขย แล้วแกก็ดึงเราไปเป็นหุ่นส่วนแบบไม่จำกัดความรับผิด(ให้เหตุผลว่า เอาไว้เซ็นต์เอกสารตอนแกไม่อยู่ เพราะแกต้องไปโน้นมานี่ เรื่องธุรกรรมธนาคาร แทบไม่ได้เข้าออฟฟิศ) โดยการเป็นหุ้นส่วนของเราเป็นแค่ในนาม ไม่มีส่วนได้เสียกับกำไรหรือรายได้ของบริษัท เงินเดือนที่แกให้ก็หมื่นต้นๆ

จนเดือนสิงหา2560 อยู่ๆพ่อที่แข็งแรงมาก เสียชีวิตด้วยโรคไตวายเฉียบหลัน(พ่อไม่เคยป่วย หรือเข้าโรงพยาบาลเลย มีอาชีพเปิดร้านอาหารตามสั่ง) พี่สาวบอกว่าไม่ต้องมาทำงานแล้ว ไปอยู่กับแม่เถอะ เพราะแม่อยู่คนเดียว เท่ากับตกงานกะทันหัน หลังเสร็จจากงานศพก็ติดต่อพี่ไม่ได้เลย(รู้ทีหลังว่าพี่หย่ากับพี่เขยแล้ว และทิ้งลูก2คนไว้กับพี่เขย พี่เขยเสียใจหนีไปทำงานเป็นผีน้อยที่เกาหลี บริษัทที่ทำกับพี่สาวก็ปล่อยทิ้งร้างไว้)

เราแบกหนี้20ล้านโดยไม่รู้ตัว (หนี้ของบริษัท ที่สร้าง ณ ตอนที่เราเป็นหุ้นส่วนแบบไม่จำกัดความรับผิด) และยังไม่รวมหนี้ส่วนตัวที่ออกบัตรเคดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อให้พี่สาวไว้ใช้หมุนเงิน โดยเราไม่เคยแตะต้องบัตรที่ว่านั้นเลย ไม่ได้ใช้เลย เราทำงานที่ไหนไม่ได้ เพราะเจ้าหนี้หักเงินจากบัญชีเราหมด กฏหมายบอกถ้าไม่ถึง20,000ห้ามหัก แต่หนี้เยอะๆ หลายเจ้าก็หักหมดไม่เหลือ

ต้องหางานที่รับเงินสด ทำงานที่ไหนไม่ได้อีกเลยทั้งที่จบตั้งป.ตรี เกียรตินิยมอันดับ1 ไม่มีประโยชน์อีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เข้าปีที่3 ก็ไม่มีวี่แววว่าจะจบเรื่องหนี้ก้อนโตที่ไม่ได้ก่อนี้ได้เลย...
ความคิดเห็นที่ 17
ขอแชร์ประสบการณ์เผื่อจะได้เป็นกำลังใจให้คนอื่นครับ
เดิมครอบครัวผมฐานะปานกลาง หาเช้ากินค่ำทั่วไป จนช่วงผม ม.ปลาย ฐานะดีขึ้น แต่แล้วก็มีจุดเปลี่ยนในชีวิต ผมเริ่มเข้าเรียนโรงเรียนประจำในจังหวัด ที่บ้านเริ่มเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการพนัน ติดหนี้ ต้องเอาบ้าน ที่ดินไปจำนำ สุดท้ายต้องไปเพื่อเอาตัวรอดหนีไปอยู่ที่อื่น จากคนที่มีเงินใช้ พ่อกับแม่ต้องกลายเป็นหนุ่มสาวโรงงาน รับจ้างรายวันเพื่อหาเงินใช้หนี้ ส่วนผมต้องใช้ชีวิตในโรงเรียนประจำ กลับบ้านเดือนละครั้ง ทุกครั้งที่กลับบ้านต้องทนรับกับสายตาดูถูกของคนในหมุ่บ้าน ตราหน้าว่าขี้โกง เด็กคนอื่นมีพ่อแม่ไปรับ-ส่ง ส่วนผมต้องนั่งรถประจำทางกลับเอง ผมแทบจะไม่มีเงินใช้รายเดือนเหมือนเด็กทั่วไป มีชีวิตรอดเพราะค่าอาหารของเด็กหอที่โรงเรียนทำให้กิน ปิดเทอมผมต้องไปทำงานพาท์ไทม์เพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเทอม ทั้งเด็กปั้ม พนักงาน 7-11 บางเทอมเงินไม่พอ ต้องแบ่งชำระเป็นงวดๆ โชคดีที่อาจารย์หาทุนการศึกษามาให้ ผมไม่ได้เรียนพิเศษเหมือนเด็กคนอื่น อาศัยอ่านหนังสือเอง และตั้งใจเรียนในห้องเอง พยายามเองทุกอย่าง ผมเรียนจบ พร้อมสอบติดคณะทางการแพทย์ใน กทม. แต่ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมเทอมแรก ต้องทำงานตอนปิดเทอม + พ่อแม่หาช่วยกัน จนในที่สุดก็หาเงินมาได้ และได้กู้ กยศ ในที่สุด ผมใช้ชีวิตในมหาลัยเหมือนเด็กทั่วไป แต่เพิ่มหน้าที่ ทำงานไปด้วย บ้างก็เป็นติวเตอร์สอนเด็กๆประถม ไปตามงานแสดงสินค้าต่างๆ ออกบูธ พวก เมืองทอง ไบเทค ช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์หรือปิดเทอม ชีวิตก็ลุ่มๆดอนๆ จนในที่สุดก็เรียนจบ มีงานทำ ตอนนี้อายุ 26 แล้วครับ ทุกอย่างค่อยๆดีขึ้น พอมีเงินเก็บบ้าง แต่ก็ยังมีอะไรให้เหนื่อยอยู่ คนในบ้านล้มป่วย เพราะต้องเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกอย่าง เป็นเสาร์หลักของบ้านในตอนนี้ ยอมรับว่าเหนื่อยครับ แต่ก่อนหน้าลำบากกว่านี้ก็ยังผ่านมาได้ ต่อจากนี้ไปก็น่าจะผ่านไปได้ครับบบ เป็นกำลังใจที่ทุกคนที่กำลังลำบากเหมือนกันอยู่
ความคิดเห็นที่ 18
ถ้าพูดถึงความลำบาก  คนเราอาจจะมีมุมมองไม่เหมือนกันนะ  สมัยเด็กๆ เรานี่ต้องตื่นตีห้ากว่าๆ เพื่อช่วยพ่อแม่ทำงานทุกเช้า ทำกับข้าวใส่ปิ่นโตเอง  ก่อนจะเดินไปโรงเรียนเองทุกวันตั้งแต่ประถม2  กลับบ้านมาก็ช่วยพ่อแม่ทำงานสารพัด  เคยร้อยพวงมาลัยไปเดินเร่ขาย บางทีก็เป็นสลากใบละบาท ขายของตามตลาดนัด ไปออกหาปลาตามคลองมาทำกับข้าวกินบ้าง ประหยัดอดออมกินข้าวมื้อละ 15 บาทประจำ  แต่ก็ไม่เคยคิดว่ามันลำบากอะไรเลย ชิวๆ  

ฟังดูเหมือนเป็นลูกคนจนต้องดิ้นรน ปากกัดตีนถีบใช่ไหมคะ 5555 จริงๆ พ่อเราเป็นข้าราชการ แม่เป็นเจ้าของร้านที่มีลูกจ้างสองคน  อาจจะเป็นเพราะคนในครอบครัวพี่ป้าน้าอาเราก็เป็นแบบนี้หมด ทุกคนทำงานขยันขันแข็งทำแต่เช้าจรดค่ำกันทั้งนั้น  มัธยัสถ์เป็นนิสัย  เราเลยรู้สึกว่าเป็นเป็นปกติของชีวิต  

จนบัดนี้แม่เราอายุ 70 ปีแล้ว  โดนกักโควิท 14 วันเพราะเพื่อนติดจากสนามมวยมาหาที่บ้าน  พอออกจากกักตัว  สิ่งแรกที่ทำคือไปเก็บผักบุ้งขายค่ะ  พอดีพี่สาววัยใกล้กันนั้นมีวังปลา  เขามีผักบุ้งเต็มวังเลย  สองพี่น้องเก็บผักบุ้งกำเป็นแพ็ค ๆ และจากนั้นไปขุดข่า ตะไคร้ และผักในสวนไปขายตลาดนัดก็ได้เงินมาเกือบสามพัน  คือที่มันเยอะนี่ไม่ใช่อะไร  ป้าแกปลูกไว้ขายโดยเฉพาะผักเลยเยอะ  ช่วงนี้ไม่กล้าจ้างใครเลยใช้แรงงานญาติกันเองเป็นหลัก

นี่เรากำลังพูดถึงคนอายุ 70 ปี  ไปนั่งพายเรือเก็บผักครึ่งค่อนวัน ขุดดิน เก็บผัก เก็บผลไม้  ซึ่งถ้าใครเคยทำสวนจะรู้เลยว่ามันเป็นงานหนักไม่ได้ชิ่วๆ อะไรเลย  อ่านดูแล้วเหมือนคนแก่สองคนนี้กำลังลำบาก  แก่แล้วยังต้องทำงานใช่ไหมคะ

แต่ในความเป็นจริง  ป้าของเราแกเป็นคนมีฐานะค่ะ  แกเพิ่งขายปลาได้เงินทองมามากมายแต่เก็บเรียบวุธ  เงินที่ใช้จ่ายประจำวันก็ได้จากเก็บผักสวนครัวพวกนี้ไปขายตลาดนัดแถวบ้าน  ถึงขนาดมีแผงประจำเพราะเดี๋ยวก็เก็บกล้วย เก็บมะม่วง ไปขาย  ต้นทุนแทบไม่มี  เพราะเป็นของในสวนเอง

ส่วนแม่เราก็มีฐานะดีมาก  มี passive income เดือนละหลายหมื่น  แต่ชอบไปช่วยพี่น้องทำมาหากิน ทั้งสองคนนี่ขยัน อดออมกันมากเลย ทำงานแบบนี้มาตั้งแต่เป็นสาว  ตายายก็ไม่ได้ให้มรดกอะไรเลย  การศึกษาก็ไม่มี  แต่ขยันสร้างตัวขึ้นมาได้จนอายุมากแล้วก็ยังขยันทำงาน

ป.ล.แอบแปลกใจทำไมตลาดนัดแถวบ้านเรา ทั้งที่กรุงเทพ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ไม่เห็นปิดเลยอ่ะ  ที่อื่นบอกปิดกัน...งงๆ เพราะว่าน่าจะอยู่ในหมวดตลาดสด
ความคิดเห็นที่ 19
ผมเคยลำบากสุดๆ​   ไม่ใช่เดือนเดียว​ ไม่มีใครช่วยได้​ ​ เมื่อพ่อ​และกฏหมาย​ ขวางกั่นอย่างเด็ดขาด​ เพื่อไม่ให้เรียนและศึกษาต่อ​ ในสิ่งที่ตนเองปารถนาเพื่อพัฒนาความรู้และปัญญา​ จนต้องอาศัยเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งเป็นที่ระลึก​ ตั้งแต่พ่อขัดขวางไม่ให้เรียนต่อในวัยเด็กอย่างยาวนาน​ และในความลำบากนั้นยังมีความลำบากยิ่งลงไปอีกที่ลำบากยิ่งไม่ใช้เดือนเดียว​แต่อีกหลายปี​ รวมทั้งหมดแล้ว  เป็นเวลา​ 20​ กว่าปี

    เพียงขอแค่โอกาสเท่านั้น​  แม้โอกาสเพียงเล็กน้อย​ที่ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมง ก็ยอมเอาชีวิตเข้าแลก​เพื่อการได้ศึกษาต่อ​ แม้เห็นว่าต้องลำบากเจียนตายและกลายเป็นบ้าได้แน่แบบพี่ชายคนโตที่เป็นบ้ามาแล้ว​ ​ก็ยอมแลก​ แม้สิ่งที่ต่อสู้นั้น​ไม่เห็นโอกาสสำเร็จ  และเมื่อสำเร็จเแล้ว​ก็ไม่เห็นทาง​เพื่อเอาไปทำการงานเลี้ยงชีพได้เพราะกฏหมายไม่ให้โอกาส​  จึงต้องศึกษาธรรมปฏิบัติธรรมตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าด้วยตนเองพร้อมทั้งเรียนศึกษาปริญญาทางโลก​ อย่างขาดแคลนแม้ในการกินอยู่​ เงินที่มีไม่พอใช้ที่จะกินได้อิ่มในแต่ละเดือน​ แถมเกิดโรคเจ็บปวดทรมานบวมอักเสบ​ยิ่ง​ วนเกิดเป็นเวลา​ 3-7  วันเกือบทุกเดือน​ไม่กล้าไปหาหมอ จนคิดว่าตนเองเป็นมนุษย์และเป็นดังเปรตที่ทรมานในคราบของมนุษย์
     ก็เพื่อพัฒนาเองคุณสมบัติทั้งทางโลกและทางธรรม​ เมื่อจะเรียนจบ​ ก็ได้เข้าวัดปฎิบัติธรรมและออกมาสอบจนจบ  แล้วเข้าวัดปฎิบัติธรรมต่อ​ และปฏิบัติอย่างยิ่งยวดรวมเวลาที่วนเวียนปฏบัติธรรมอย่างยิ่งเกือบ​ 5​ เดือน

      จนที่สุดแล้วก็บรรลุผล​คือได้รับปริญญาตรีทางโลกที่ไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงเลยว่าจะได้รับ​ เพราะที่ผ่านมาดื้ออดทนเรียนทั้งที่ยังไม่มีสิทธิ์เป็นนักศึกษาอย่างสมบูรณ์​ แค่ได้สมัครเรียนไปก่อน​ ให้เอาหลักฐานการอนุมัติ​ มายื้นภาย​หลังแต่ผมไม่เคยมีอีกเลย​ ด้วยพ่อขัดขวางทุกทางนั้นเอง
        และก็ได้รับปริญญาทางธรรมหลุดพ้นตายพ้นไปจากชีวิต​(รุป-นาม)​แบบตายไปจริงๆ​  ด้วยกายและใจ(จิต)​พ้นไปจริงๆ​ เป็นสักขี​พยาน  ซึ่งเป็นกายสักขีบุคคล..

      หลังจากนั้นก็วนเวียนในดงทุกธ์ในโลกธรรมต่อไป​ อย่างมากและสาหัสต่อไป​เพราะเหตุในทางกฏหมายยังผูกยังมัดแน่นอยู่​ ต้องลำบากทุระทุเลไปอีกหลายปี​ เป็น​ สิบปี

       และทำไมผมกล่าวว่า​ เป็นกายสักขีบุคคล​  เอาสิ่งใดเปรียบเทียบหรือ​เคยตายแล้วหรือ?
       เพราะเมื่ออายุ​ 52 ปี​ ด้วยปฏิบัติธรรมเจริญสติมาต่อเนื่องไม่เคยทอดธุระมาตลอด​ ​จากเมื่อครั้งที่อายุ​ 23-24​ ปีในครั้งนั้น​  เมื่อเกิดสะโตรกลิ้มเลือด(ไขมัน)​อุดตันในเส้นเลือดสมองอย่างเฉียบพลัน​ ขณะกำลังเดินเข้าบ้าน​ สติปัญญาก็เกิดขึ้นร่วมอย่างฉับไว​ ว่าเชประกองร่างกายไม่ได้ในวินาทีนั้นจึงอาศัยแรงที่เช  บิดพลิกตัวให้หลังไปยันประตูข้างที่ปิดตายไว้อย่างพอดีแก็รงขาเอาเท่ายันไว้แล้วปลอยให้หลังคลูดลงกับประตูอย่างช้าๆ​ ไม่ให้ตกกระแทรก​ แต่ก้นยังไม่ถึงพื้นก็สลบหมดความรู้สึกไป​ เมื่อรู้ก็รู้แบบผัก​ คือรู้แต่ไม่รู้สึกอะไรไม่เป็นตัวตนไม่รับรู้อะไร​ นึกคิดไม่ได้ไม่มีความรู้สึก​ เพียงแต่รู้เหมือนเป็นผัก​ จากแบบผักก็ค่อยเริ่มรู้สึก​แต่ไม่รู้ว่า​ เป็นใคร​เป็นอะไร​ อยู่ที่ใหน​ คือยังนึกคิดไม่ได้ ยังไม่รับรู้ทางร่างกายใดๆ​  

      เริ่มนึกคิดได้​ แต่ยังไม่รับรู้ทางร่างกายใดๆ​ ก็เอาธรรมมาเตือนตน​ ให้ทำใจให้สงบมีสติ​ ไม่ตกใจกลัวและร้อนรน​ ก็พยายามไปรับรู้ทางร่างกาย​ ก็ไม่สามารถรู้ได้​ จะไปรับรู้ที่ปากก็รับรู้ไม่ได้​ จะไปรับรู้ที่ลิ้นก็รู้ไม่ได้​ จึงต้องโน้มมาที่ใจ​ แล้วกลับไปรู้ที่คิดว่า​ เป็นแขนเป็นขา​ ก็ไม่รู้สึ​กได้​   จึงค่อยวนไปรับรู้(ย่อเพียงแค่นี้)​

      สรุป​ คือสภาวะที่ปฎิบัติธรรมนั้นปรานิตยิ่งไปกว่านี้​ ซึ่งพ้นและได้เสมือนหรือตายไปจริงๆ..

    และด้วยเหตุนั้นที่สะโตรก​ เกิดสังเวธธรรมในตนเอง​  ผมจึงยกมาปฏิบัติธรรม​ที่ระเอียดปรานีต​ยิ่งขึ้น​ แม้ผมกำลังเข้ารักษาในห้องไอชียู  

     เมื่อออกจากห้องไอชียู​คืนแรกขณะกำหนดภาวนาก็เกิดวิสังขาร​ พ้นไปจากสังขาร​ วิญญาณ​ พ้นไปจากชีวิตไปอีกรอบหนึ่ง​ แล้วเกิดขึ้นปรากฏ​ จุดเล็กๆ​  ขยายเป็น  รูป-นาน​ มีชีวิตขึ้นมาใหม่..
     และมีผลจากโรคที่เป็นลำบากไปอีกจากหนักไปเบาถึง​ 4-5​ ปี​  แม้จะหลุดพ้นจากกฏกมายเป็นไทยเท่าเทียมบุคคลอื่น​ เมื่ออายุเกือบ​ 36  ปีแล้วก็ตาม..

     ดังนั้นการกระทบ จากปี​ 2540  หรือ​ แอมเบอร์เก้อ​ หรือ​ โควิต  จึงเป็นเรื่องเล็กสำหรับผมและครอบครัว​ เพราะได้เตรียมพร้อมด้วยการมีปัญญาทางโลกได้สร้างไว้อย่างพอสมควรแล้ว​  แม้จะไม่ได้หวังร่ำรวย​ เป็นเศรษฐิ​ ด้วยให้เวลาพัฒนาทางโลกน้อยคือพอๆ​ กับทางธรรม​ แต่ก็พ้นมาได้แบบพอเพียง
ความคิดเห็นที่ 20
มีพี่น้องสิบคน อย่าให้เล่าเลยว่าเจอความลำบากอะไรมาบ้าง

ถามกลับดีกว่าว่าความสะดวกสบายในชีวิตตั้งแต่เด็กๆ มีบ้างมั้ย

แต่ก็ภูมิใจที่เกิดเป็นลูกพ่อแม่

นี่แค่เรื่องรองเท้า
มีรองเท้าแตะคู่แรกตอน ป5
รองเท้านักเรียนคู่แรกตอน ป6
รองเท้าผ้าใบใส่เที่ยวคู่แรกมีตอน ปวช3
เป็นนักฟุตบอลของโรงเรียนมาตลอดแต่ไม่เคยมีรองเท้าสตั๊ดเตะบอล ซ้อมใส่ผ้าใบ เตะจริงยืมเพื่อนตลอด

กว่าจะมีหนี้สินในวันนี้ได้ต้องเหนื่อยแสนสาหัส เรียนจบมาหางานทำที่กรุงเทพ มีเงินติดตัวแค่ห้าร้อย
ความคิดเห็นที่ 21
ของเราเคยขนาดที่ไม่เหลือเงินสักบาท ไม่มีอาหารไม่มีข้าว มีแต่มะละกอสุกที่ใกล้จะเน่า มีเชื้อราขึ้นและกล้วยที่เปลือกช้ำๆเป็นสีดำ ตอนนั้นนั่งมองแฟนคว้านมะละกอกินทั้งน้ำตา แต่ก็ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ ทางบ้านเราเปิดร้านทอง ทางบ้านแฟนมีตึกให้เช่าครอบครัวค่อนข้างมีสตางค์แต่เราไม่อยากรบกวนครอบครัว ไม่อยากให้เค้ามองว่าเราไก่อ่อน ก็เลยต้องทนค่ะ ช่วงนั้นเป็นอะไรที่แย่มาก บางวันมีเงินติดตัวไม่ถึง 20 ก็ต้องซื้อมาม่ามาต้มแบ่งกินกับแฟน แต่โชคดีที่ยังมีบ้านมีที่นอนและมีเพื่อนบ้านที่ช่วยเหลือบ้าง หนักเข้าทนไม่ไหวก็มียืมเงินพี่ที่รู้จักมั่ง มากสุดไม่เกิน 200 บาท เพราะแม่เราสอนว่าอย่าเป็นหนี้ใคร เท่านี้แหล่ะค่ะชีวิต ปัจจุบันเราอายุ 23 ช่วงที่ไม่มีจะกินนี่น่าจะประมาน 17-19 ตอนนั้นขายของอยู่ทางภาคเหนือกับแฟน ขายไม่ดีก็ต้องทนไม่กล้าแบกหน้ากลับไปหาพ่อแม่กลัวเค้าจะว่าเอา แต่ปัจจุบันตอนนี้ชีวิตโอเคแล้วค่ะ
ความคิดเห็นที่ 22
เคยลำบากสุดๆ ก้อตอนอายุ17 ไม่เหลือเงินติดตัวสักบาท
นั่งรถเมล์ฟรีไปทำงานกับแฟน2คน พักเที่ยงเพื่อนชวนไปกินข้าวก้อบอกได้แค่ว่าไปเถอะ"ลดความอ้วนกับแฟนอยุ่"แท้จิงแล้วโครตหิวเลย ท้องร้องไส้จะขาดเอา
ตอนเยนก็รอนั่งรถเมล์ฟรีกลับบ้าน เข้าซอยก็เดินก้มหน้าก้มตาหน่อยเผื่อเจอตังค์เหรียญตามถนน  ถึงบ้านก็ไม่มีไรกินหรอกมีแต่ข้าวเหนียวแห้งๆแข็ง เรากับแฟนก้อเอาข้าวเหนียวแข็งๆนั่นแหละไปต้ม แล้วก็ใส่ผงมาม่า(มีแต่ผงมาม่าเปนคนชอบเกบเครื่องปรุงค่ะ) เนี้ยแหละค่ะอาหารปะทังชีวิต
การที่เราผ่านชีวิตแบบนี้มามันก็ดีเหมือนกันนะค่ะ มันทำให้เวลาเรามีเราไม่เหลิง เพราะเรากลัวกลับไปเป็นแบบเดิมอีกค่ะ
ตอนนี้27แล้ว ชีวิตผ่านบททดสอบมาเยอะมาก เจอคนหลายแบบที้งให้กำลังใจ ทั้งเหยียดหยาม ทั้งดูถูก
วันนี้ยืนได้ด้วยตัวเองแล้ว ยังรุ้สึกขอบคุนคนที่คอยให้กำลังใจ และรุ้สึกให้อภัยคนที่เหยียดหยามดูถูกเราไปแล้วค่ะ ...
ความคิดเห็นที่ 23
เคยลำบากค่ะ ช่วงอายุ 18 อยู่หอคนเดียว เพิ่งย้ายมา ไม่รู้จักใคร
มีเงินติดตัวอยู่ 7 บาท ค่ะ ข้าวไม่ได้กินมา 2 วัน โทรศัพท์ไม่มีเงินโทรออก  เล่นเน็ตไม่ได้  ค้นหาๆเศษเงินในกระเป๋า เจอ 10 บาท รวมๆแล้วมีเงิน 17 บาท

ดีใจค่ะ  รีบเดินออกไปซื้อข้าวมา 1 ห่อ 7 บาท มาม่าอีก 1 ห่ อ 6 บาท เป็น 13 บาท  เหลือตังค์ 4 บาท  อิ่มมากเลยค่ะ  

จากนั้นแม่โทรมา โอนเงินมาให้  ดีใจฝุดๆ เดินไปกดเงิน หน้าเซเว่นที่ใกล้ที่สุดตู้เสียอีก  เลยเดินไปกดเงินไกลมากๆๆๆ

ตอนนี้เลิกขอเงินแม่แล้วค่ะ  หาเงินเลี้ยงแม่แทน
ความคิดเห็นที่ 24
เคยกินข้าวกับน้ำปลา เคยอดมื้อกินมื้อ
เดินหางานในนิคมอุตสาหกรรม เพราะตอนนั้นไม่มีรถ ก็เลยต้องเดิน ถ้าจ้างวินก็หลายเงิน
ผ่านมา 10 ปีแล้ว ตอนนี้อายุ 31 ปี
ตอนนี้สบายกว่าแต่ก่อนเยอะนะ เยอะอะไรก็ผ่านไปได้สบายๆ เพราะผ่านมาหมดแล้ว
ความคิดเห็นที่ 25
ลำบากสุดๆตอนมาอยู่ กทม.ได้2ปี เงินไม่มี งานไม่มี(ลาออกเพราะโดนใส่ร้ายว่าโกงบริษัท)ไปสมัครงานมาทุกที่บอกเเค่วุติ ม.6 กล้าขอเน๊อะ
เงินเดือนแพง ไม่มีเงินกลับบ้าน ต้องเดินจากห้วยขวางไปหน้าราม รถเมล์ฟรีนั้นหายากมาก ไม่มีเงินจนต้องให้แฟนโทรไปยืมพ่อเขา(พ่อแฟนบอกถ้าไม่ไปหาแม่ก็ไม่ให้ พ่อแม่แฟนหย่ากันอยู่คนละที่)แค่เงินจะกินยังไม่มีจะไปได้ยังไง ทางบ้านเรานี้ไม่เคยช่วยได้ มีหนี้ตลอด เพื่อนหายหัวหมด
ตอนนี้สบายขึ้นดีขึ้น เพื่อนรักจังโทรยืมตังตลอด55+
ความคิดเห็นที่ 26
เมื่อก่อนเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย
อยู่หอกับพี่สาวอีก 2 คน เงินยังไม่ออก
มีเงินรวมกันไม่ถึง 30 บาท เก็บเงินไว้ซื้อข้าวสาร
ตักน้ำพริกน้ำปลาที่โรงอาหาร กลับมาคลุกข้าวกินกัน
น้ำเปล่าก็กรอกเอาที่โรงอาหาร
เดินไปเรียน เดินไปทำงาน วันๆ 10 กม.
บางวันก็นั่งร้องไห้ ก็ได้พี่ ๆ ปลอบกันไป
สิ้นเดือนมาหลังจากหักค่าใช้จ่าย ค่าโน่น ค่านี่
ต้องปันบางส่วนไว้ เป็นค่าเรียน เหลือบ้างพอได้ส่งไปให้พ่อกะแม่
เหลือใช้เดือนละไม่เกิน 500 บาท กินก๋วยเตี๋ยวนี่คือว่าหรูแร่ะ

ปัจจุบันเลยติดนิสัย ไม่เลือกกิน
แต่ถ้าอยากกินอะไรต่อให้แพงแค่ไหนก็จะซื้อกิน
ความคิดเห็นที่ 27
เคยลำบากที่สุดตอนเรียนมหาลัย
ครอบครัวไม่ได้มีฐานอะไรมาก
เคยกู้กยศ แต่มาเรียนที่กทมไม่สามารถกู้ได้
ได้เงินมาเป็นเทอม เทอมละ3หมื่นบาท ค่าเทอมก็ปาไป12000
ไหนจะค่าหอ(หอพักร้ายๆอาศัยแค่หลับนอนให้ผ่านไปแต่ละวัน)
เรียนไปด้วยเล่นดนตรีหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนในแต่ละเดือนพอประทังชีวิต ก็ยังพอถูไถให้ไม่อดได้
จนขึ้นปี 2
เพื่อนขโมยเงินที่ต้องใช้ไปจ่ายค่าเทอม ชีวิตเริ่มหักเห ค้างค่าเทอม
เงินที่ต้องใช้จ่ายรายเดือนต้องดึงมาจ่ายค่าเทอม งานหดเงินไม่มี
กินอยู่อย่างอดๆ ถึงขั้นต้มข้าววันละกำมือ กินกับซีอิ่วเพื่อประทังความหิว
ขึเนปี3พ่อมาป่วยหนัก เงินที่พอจะหาได้ต้องเอามารักษาพ่อก่อน
สุดท้าย หาเงินมาจ่ายค่าเทอมไม่ครบ ค้างค่าเทอม เ
จนกระทั่ง พ่อเสีย ชีวิตเสียศุนย์ เลยถึงจุดจบชีวิตมหาลัย
เรียนไม่จบท้อมาก  ทำใจไม่ได้ ไหนจะสูญเสียพ่อ ไหนจะค่าเทอมที่ค้างอยู่สุดท้าย ออกจากหมาลัยเก่า
แต่ไม่คิดจะถอย
ตอนนี้ก็หันมาทำงานเต็มวัน จ-ศ(จากที่มีรายได้ เล่นดนตรีเพียงไม่เท่าไหร่)
  เสา-อาทิตก็ไปเรียน  
เหลืออีกแค่ปีเดียว ก็จะทำให้ฝันของพ่อก็จะเป็นจริง ที่เห็นลูกสาวได้รับปริญญา ถ้าพ่อยังอยู่ก็คงจะดีว่ามะ TT^TT
ความคิดเห็นที่ 28
เราเอง เราเชื่อว่ามันเป็นเวรกรรมของเราเอง
เราเคยหน้าตาดีมาก ขาว ผอม หน้าหล่อ มีชีวิตที่ใจสุข รวย มีคนชมว่าหน้าตาดี
แต่ตอนนี้หน้ามันแก่ลงมันก็ไม่หล่อเหมือนตอนวัยรุ่น เข้าขั้นขี้เหร่เลยแหละ
เวลาหิวข้าวแต่ละมื้อนี่นะทรมานมาก ได้กินนี่ก็ดีใจแล้ว ไปไหนคนก็ไม่สนใจเพราะไม่หล่อ
เหมือนเมื่อก่อนเพราะกรรมเคยไปดูถูกคนขี้เหร่ไว้ บางทีก็อิจฉาคนที่หล่อกว่า
กรรมมันเลยทำให้เรา ผิวดำลง อ้วนขึ้น แต่เหมือนก็ผอมลง จนคิดว่าเป็นโรคขาดสารอาหาร
ใจก็ไม่เป็นตัวเรา ฟุ้งซ่านตลอดเวลาเพราะเคยอิจฉาคนอื่น คิดชั่วกับคนอื่นทำไม่ดีกับพ่อแม่ในใจ
เหมือนโชคชะตากลั่นแกล้ง ให้เราต้องล้มอ่ะ จากที่เคยมีเงินใช้เยอะๆอยากได้ที่เราต้องการตอนนี้
ต้องใช้อะไรที่จำเป็นแทน เป็นคนดีแทบตาย ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย แต่ทำไมคนทำไม่ดีกลับสุขเอาสุขเอา
แต่เราเชื่อเรื่องเวรกรรมนะ เราเคยคิดไม่ดีกับคนดีแบบประมาณว่าเค้าดีเอาหน้ารึเปล่าทั้งๆที่เค้าดีจริง
เคยดูถูกคนดี เคยหัวเราะที่เค้าทำดีแต่เราไม่เคยทำดีสักอย่าง เวรกรรมก็เลยทำให้เรามาเป็นแบบนี้
เชื่อป่ะถ้าใครไม่เชื่อๆเราเถอะ ว่าเวรกรรมมันมีจริง เป็นคนดีเชื่อเราเราเคยคิดอยากเป็นคนชั่วแต่เวรกรรม
เล่นงานเรา เราก็คิดเสมอนะต่อไปนี้อย่าไปทำเลวกับใครเลยไม่ดีหรอก ไม่ดีกับใจเราและใจคนอื่นด้วย
แต่ถ้าเจอเหตุการณ์แบบเราไม่ต้องท้อกำลังใจอยู่ที่ใจเราถ้าใจเราสู้ทุกอย่างก็ผ่านไปได้นะครับผม
ผมเอาใจช่วยเป็นกำลังใจให้ครับ
ความคิดเห็นที่ 29
ชื่อไนช์อายุ30ปีมีลูก3คนอีกคนอยู่ในท้อง
ถ้าพูดถึงตวามลำบากก็มีลำบากมาตลอดมีดีบ้างในบางช่วงเวลา แต่พอมาปีนี้เริ่มต้นปีมารู้ว่าตัวเองท้องอีกคนทำเอาเคลียดมาก เพราะสถานการณ์ของครอบครัวตอนนี้ไม่ดีเลย สามีไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้มาจุนเจือครอบครัว ค่าเทรมลูกๆพลัดทางร.ร.มา2ปีแล้ว ปีนี้ลูกสาวคนโตจะจบป.6ถ้าไม่มีเงินไปเคลียค่าเทรมคงไม่มีโอกาสได้เรียนต่อม.1แน่ๆ ยืมเงินญาติพี่น้องจนเขาไม่อยากนับญาติกันแล้วพูดแล้วก็รู้สึกสมน้ำหน้าตัวเอง พอท้องมาทำงานไม่ได้เพราะท้อง4มีอาการท้องแข็งบ่อยๆเสี่ยงแท้งลูกได้ หนี้สินรุมเร้า เงินค่าขนมจะให้ลูกไปร.ร.ก็ไม่มี
อาหารที่จะกินก็อดมื้อกินมื้อ วันนี้ข้าวสารหมดหม้อแล้วยิ่งเคลียด ตอนนี้หิวแต่ก็ต้องอดทนให้ลูกๆได้กินก่อน
ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค้างเขามา2เดือนจะถูกเชิญให้ออกจากบ้านตอนไหนก็ไม่รู้
ในสภาวะที่ทำอะไรไม่ได้จิตใจย่ำแย่มากๆ มีใครเป็นบ้างใหมตื่นเช้ามาก็ร้องให้ออกมาเอง คิดแต่เรื่องหนี้สิน ลูกๆจะอยู่ยังไง มีแวบๆบ้างที่ไม่อยากมีลมหายใจแต่ก็คิดถึงหน้าลูกๆไว้และจะต้องไม่ทิ้งภาระไว้ให้ลูก
ขออภัยที่เขียนมายาวเยียด ไม่มีที่ระบายอยากระบายความกดดัน ความเคลียดออกมาบ้างแต่บางทีไม่รู้จะไประบายที่ใครได้
ความคิดเห็นที่ 30
เคยเหลือ 2500 บาท / เดือน แต่โชคดีที่เราทำงานโซนโรงงานสมุทรปราการ
ทำข้าวผัดหมู ทานได้ 2 มื้อ
ทำผัดผัก ทาน 2 มื้อ
ปลากระป๋อง ผัดผัก ทานได้ 2 มื้อ

กลับข้าวทำเราทำเองค่ะ ซื้อวัตถุดิบ 50-70 บาท ทานได้ 2 มื้อ
หุงข้าว 1 ครั้ง แบ่งใสกล่องฟิชไว้ ทาน 2-3 วัน ประหยัด

เติมน้ำมันมอเตอร์ไซด์ เดือนละ 200 บาท
กินกาแฟฟรีโรงงาน
วงจรแบบนี้เราเป็นประมาณ 2 ปีค่ะ สุดท้ายผ่านมาได้ ผ่านมาแบบงงๆ
เราเคยอยู่ในสถานการณ์ที่เงินหมุนเวียน คนหาไม่ได้ใช้ เงินเดือนเข้า แล้วออก
เงินเดือนของเดือนหน้ามีรายการรอจ่าย......แค่คิดก็หมดพลัง เราจึงไม่คิดค่ะ
ออกวิ่ง ให้เหนื่อย อาบน้ำ นอน หลับสบาย ไม่ต้องกังวล
เป็นกำลังใจให้นะคะ
ความคิดเห็นที่ 31
 ผมเคยเหลือแค่ 50 บาท  ในวันที่ 20 ของเดือน  จนต้องลางาน เพราะไม่มีเงินไปทำงาน  จังหวะดีที่ป่วยจริงๆ (ดีหรือเปล่าไม่รู้)

           1  วันนั้นป่วยเป็นไข้  มีเงิน 50 บาท ตัดสินใจไม่ได้ว่า จะซื้อยา  หรือ ซื้อมาม่ากิน 5 วัน  
           2  ตัดสินใจซื้อมาม่ากิน เพราะทนหิวไม่ได้ เป็นไข้ ก็อาศัยนอนพักผ่อนเยอะๆ  ดื่มน้ำเยอะๆ หวังลดไข้ (น้ำประปา)
           3  นอนแบบนี้ กินเท่านี้ อยู่ 5 วัน  รอเงินเดือนออก
ความคิดเห็นที่ 32
ตอนอายุ 18-19
เคยขึ้นรถเมล์ไม่มีตังจ่ายขาดอีก 1.50 บาท
เคยกินข้าววันนึง 2 มื๊อ
เคยซื้อข้าวมื้อละ 15 บาท
เคยขาดเงินอีก 2 บาท จะซื้อข้าวจานละ 30 ได้
เคยนั่งมองคนอื่นกินข้าวแล้วได้แต่กลืนน้ำลาย
เคยนั่งรถเมล์กลับห้อง 5 ทุ่มทุกวัน
เคยนั่งรถมอไซด์ ต่อด้วยรถเมล์ ต่อด้วย bts ที่เอกมัย เปลี่ยนขบวนที่สยาม ต่อไป วงเวียนใหญ่ ต่อด้วยรถเมล์ เพื่อไปทำงานที่เดอะมอลล์ท่าพระ
เคยน้อยใจโชคชะตาร้องให้บนรถเมล์ น้ำตาไหลพรากกก

สำหรับคนอื่นนี่มันเป็นเรื่องลำบาก แต่ไม่น่าเชื่อว่าช่วงชีวิตนั้นกลับมีความสุขที่สุดนะ

ส่งผลให้ปัจจุบัน
เป็นคนชอบความอันตราย ความท้าทาย ความเสี่ยง ความวุ่นวายทุกรูปแบบ

กลับเข้ามาอ่านอีกทีคนเยอะเลยยย อ่านกระทู้นี้แล้วมีกำลังใจเยอะเลยค่ะ

เล่าเพิ่ม**

การกินข้าว 2 มื้อของเรา ตื่น 6 โมงเช้า นั่งวินต่อเรือ แล้วก็เดินอีก 2 กิโล ไม่มีตังขึ้นวินต่อ แวะซื้อข้าวเหนียวหมูโปะ 15 บาท หรือซื้อหมูปิ้ง 2 ไม้ข้าวเหนียวห่อ มื้อแรก 11.00 มื้อสอง 19.00 โดยประมาณค่ะ เคยซื้อน้ำขวดใหญ่(ตอนนั้นจำเป็นในห้างไม่มีที่กดน้ำ)อยู่ได้ทั้งอาทิตย์ ตอนกลับ เดินกลับ 2 กิโล รอรถเมล์ต่อถึงห้องเที่ยงคืน

เคยต้องไปทำงานไกลๆนั่งรถเมล์วันละเกือบ 3 ชม. มีวันนึงนั่งผิดสายไปลงที่ไหนก็ไม่รู้ ตลาดอะไรซักอย่าง เดินไปเรื่อยๆเกือบ 5 กิโล มองไปเจอป้ายรถเมล์ ดีใจมากก นั่งรอรถเมล์คนเดียวอีก 2 ชม. รถเมล์มาตอนตี 2 คิดว่าวันนั้นจะไม่ได้กลับห้องซะแล้ว น้ำตาจะไหล กลัวก็กลัวตังก็ไม่มีขึ้นแทกซี่ เลยต้องรอรถเมล์

***เพิ่มเติมเหตุการณ์บนรถเมล์ ร้องให้น้ำตาไหลพรากแบบสะอื้นเลยล่ะ  ปอ.40 ตอน 5 ทุ่ม คนแน่นขนัด 5555 อายไหม ไม่นะตอนนั้นสุดๆแล้วจริงๆ คนเข้ามาปลอบมาถามเต็มแต่ ณ จุดนั้น ไม่สนใจอะไรแล้ว ใจคิดถึงแต่ครอบครัว

จริงๆมีอีกเยอะนะ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตน่ะ
แต่เท่าที่อ่านของคนอื่นแล้ว ของเราชิวๆไปเลย

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเผชิญหน้ากับทุกปัญหานะคะ ปัญหาทุกอย่างมีทางออก

ขอบคุณตัวเองที่ไม่เคยยอมแพ้ ไม่เคยดูถูกตัวเองเลยสักครั้ง ถึงแม้เคยหลงทางไปบ้าง แต่ก็สามารถกลับมาเดินทางเดิมได้แล้ว

ความคิดในหัวตอนนี้คือต้องรวย ต้องเป็นเจ้าคนนายคน ครอบครัวต้องสุขสบายและมันต้องไม่ใช่แค่ความคิด

สู้ๆ นะคะทุกคน
ความคิดเห็นที่ 33
เคยตอนบวช พึ่งสึกมาใหม่ๆ ยังไม่รู้จะเอายังไงดีกับชีวิต มีเงินติดตัวอยู่ 3 พันกว่าบาท
นำไปลงทุนซื้อแว่นมาขาย ตามตลาดนัด ระหว่างรอสัมภาษณ์งานประจำที่ต่างๆ
เอาเงินที่มีอยู่ทั้งหมดไปลงทุน เพื่อที่จะนำมาขายวันอาทิตย์
ปรากฏว่าลืมคิดเผื่อค่าเช่าล็อคไป ก็นั่งลุ้นว่าให้ขายได้ก่อนซักอันนึง แล้วเจ้าของตลาดค่อยเดินมาเก็บ
แต่เจ้าของร้านก็มาเก็บซะก่อน บอกไปว่าไม่มีจ่ายๆ โดนเจ้าของตลาดไล่อย่างกับหมูกับหมาเลยครับ
เก็บแผง ขับรถกลับห้องมา ยางแตก จอดแอบไว้ข้างถนน เดินกลับหอ ประมาณ 10 กิโล ฝนตกอีก มีเงินติดตัว อยู่ 3 บาท
กดน้ำเปล่าดื่มลูบท้องไปพลางๆคืนนั้น รุ่งเช้าตื่นมา ต้องไปปะยางรถ ต้องมีค่าเช่าแผง ทำยังไงดี??
ก็เลยยกไมโครเวฟ รุ่นดึกดำบรรพ์ (หนักมาก) เดินไปกว่า 7 กิโลบนถนนใหญ่สายเอเชีย เพื่อไปจำนำ
ไปถึงร้าน เขาไม่รับจำนำ อ้อนวอนเขาตั้งนาน สรุปเขาจะช่วยซื้อขาดเลย 100 บาท ก็ตัดสินใจขายๆไป (นึกในใจคืนนี้จะเอาอะไรต้มมาม่ากิน)
เดินกลับไปที่รถที่จอดไว้เมื่อคืน เข็นรถไปปะยาง 130 บาท (ติดร้านเขาไว้ 30 บาท) แล้วออกไปขายของที่ตลาดนัดแห่งใหม่ (โปรโมชั่นฟรีค่าเช่าล็อค)
วันนั้นหลังจากที่ขายแว่น เปิดบิลแรกได้มา 80 บาท น้ำตาไหลเลยครับ


มาจนถึงทุกวันนี้ เวลาเจอปัญหาอะไรใหญ่ๆหนักเข้ามา ก็จะนึกถึงเหตุการณ์นี้ เพื่อเตือนสติตัวเองอยู่เสมอว่า "อย่ายอมแพ้ !!"
ปัจจุบันอายุ 27 ปี เป็น Sales & Marketing Manager อยู่บริษัทต่างชาติ รายได้รวมๆประมาณ 70000 กว่าบาท ก็เพราะคำว่า "อย่ายอมแพ้" คำนี้แหละครับ

สู้ๆนะครับ ทุกๆคน
ความคิดเห็นที่ 34
ที่บ้านข้าราชการทั้งบ้าน พ่อแม่มีเงินให้เรียน แต่ไม่มี่ให้เล่น

เข้า มธ. เพื่อนทั้งกลุ่มมีฐานะ เราด้อยสุด
อยากได้อะไรก็ทำเอาเอง  อยากได้กระเป๋าใส่หนังสือ ซื้อผ้า ซื้อหนังมาเย็บเอง
ไอ้เพื่อนเศรษฐี บอก เฮ้ยเก่ง ทำให้บ้างดี    กลายเป็นปมเด่นไป
ตัดกระโปรงบ้าบอใส่เอง  ย้อมสีรองเท้าผ้าใบ ทำทุกอย่างตามใจฝัน (เพราะทุนน้อย)

เพื่อนที่รวยที่สุดมาบอกตอนแก่ว่า   อิจฉาแกตั้งแต่เรียนแล้ว
แกมั่นมาก และมีความสุขในตัวเองเสมอ

มานึกตอนนี้ เป็นเพราะเราไม่เคยเปรียบเทียบกับคนอื่น เลยไม่ทุรนทุราย
มีทุนแค่ไหน ก็พลิกแพลง เล่นสนุกกันมัน  กลายเป็นปมเด่นไป
ความคิดเห็นที่ 35
ของผมเจออยู่ 2 ช่วงครับ ช่วงแรกคือตอนเป็นเด็ก รู้สึกจะประมาณ ป.1 ผมมีพ่อที่เจ้าชู้มาก เค้าออกไปเที่ยวและออกไปหาผู้หญิงคนอื่นทุกคืน (มีความสัมพันธ์กับผู้หญิงอื่นไม่รู้ตั้งกี่คน) พอกลับมาถึงบ้านดึกๆ แม่ถามว่าไปไหนมาก็บอกว่าอย่ามายุ่ง เรื่องของเค้า พอแม่ผมถามต่อไปอีกเค้าก็อาละวาดทั้งคำพูด ด่าแม่ผมแบบไม่เกรงใจคนข้างบ้าน แถมยังตบตีแม่ต่อหน้าผมกับพี่ชายที่นอนคลุมโปงอยู่บนเตียงเงียบๆ ไม่กล้ายุ่ง เพราะกลัวครับ เหตุการณ์เป็นแบบนี้ทุกคืนจนแม่ผมทนไม่ไหว เค้าบอกพ่อผมว่าหย่ากันเถอะ พ่อผมก็ยิ้มเหมือนกำลังรอให้แม่พูดคำนี้อยู่
หลังจากหย่ากัน แม่ผมก็กลายเป็นคนติดเหล้า ออกไปกินเหล้ากับเพื่อนที่อยู่อีกหมู่บ้านหนึ่งทุกคืน กลับมาก็นอนร้องห่มร้องไห้ ผมกับพี่ชายก็ไม่รู้จะทำยังไง เด็กขนาดนั้นมันนึกคำปลอบใจไม่ออกหรอกครับ ต่อมาไม่นาน เหตุการณ์ร้ายแรงกว่านั้นก็เกิดขึ้นกับแม่ผม ท่านประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตครับ ผมที่กำลังจะขึ้น ป.3 ร้องไห้จนน้ำตาแทบไม่เหลือ เพราะคิดว่าตอนนั้นไม่เหลือใครอีกแล้ว พี่ชายผมก็เหมือนกัน ทั้งที่มานึกย้อนดูแล้ว ผมยังเหลือป้าที่เป็นพี่สาวของแม่อยู่ และก็เพราะป้านี่แหละครับที่เป็นคนทำให้ชีวิตผมกับพี่ชายไม่เลวร้ายจนเกินไปนัก ท่านเลี้ยงดูผมกับพี่ชายแล้วก็ลูกชายของตัวเองอีกคนนึงมาด้วยตัวคนเดียว (ทั้งๆ ที่สามีเค้าก็ออกไปมีเมียน้อยและอาศัยอยู่กับเมียน้อยคนนั้น นานๆ ทีถึงกลับบ้าน แถมยังไม่เคยรับผิดชอบเรื่องเงินช่วยเหลืออะไรป้าผมเลย)

ช่วงที่สอง เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี่เอง (ตอนนี้ผมอายุ 34 ปีครับ มีงานทำ และหาเลี้ยงตัวเองได้แล้ว) จู่ๆ ผมก็เกิดนึกถึงพ่อขึ้นมาซะงั้น ก็เลยไปหาเค้าถึงบ้าน แต่เกิดอะไรขึ้นรู้มั้ยครับ พอเจอหน้าผมเท่านั้นล่ะ เค้ากลับไล่ผมออกจากบ้านเหมือนหมูเหมือนหมาทันที ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยคิดจะไปรบกวนเรื่องเงินหรือขอความช่วยเหลืออะไรเค้าเลย มันเป็นแค่ความรู้สึกโหยหาและผูกพันธ์ตามประสาพ่อลูกสายเลือดเดียวกันเท่านั้น ก็เลยว่าจะไปเยี่ยมยามถามข่าวอะไรประมาณนี้ ส่วนเรื่องในอดีต แม้มันจะยังเป็นแผลในใจไม่เคยลบเลือนหายไปไหน แต่ผมก็ให้อภัยเค้าแล้วล่ะ...เสียความรู้สึกมากจริงๆ ครับ ตอนนี้มานั่งนึกดู ผมคงมีแค่พ่อแต่ไร้ซึ่งความผูกพันธ์ใดๆ แล้ว
ความคิดเห็นที่ 36
สมัยทำงาน ม.เอกชนแห่งหนึ่ง..  เงินเเดือนโดนหักสหกรณ์  หักบัตรเครดิต ต่าง ๆ นาๆ
รับเงินเดือนแค่พอจ่ายคาน้ำไฟ ค่าเช่าคอนโด..

บางวันมีตังส์ไปทำงานแค่ 50 บาท  แต่อาศัยรถยนต์เพื่อนร่วมกันไปทำงานค่ะ

.... บางวัน เพื่อนร่วมงานต้องเลี้ยงข้าวด้วยซ้ำไป...

เคยเจ็บป่วย ตอนเป็นไข้ลุกไม่ขึ้น  เพื่อนร่วมงานเช่าคอนโดเดียวกัน ต้องเอาข้าวต้ม น้ำเต้าหู้ แขวนหน้าประตูไว้
....  
แต่ยังโชคดี  ช่วงนี้รับพิมพ์งานวิทยานิพนธ์ สาระนิพนธ์  บางทีแก้งานด่วน ๆ ได้เงินจากตรงนี้มาช่วย
ให้รอดไปเดือน ๆ นึงค่ะ   ...

ตอนนี้มองย้อนกลับไป..  โห เราผ่านมาได้ยังไงกันนะ
ความคิดเห็นที่ 37
Comment:
CONFIRM CODE :
Comment Name :
#ไม่เคยลําบาก อย่าปากดี    #ไม่เคย ลํา บาก อย่า ปาก ดี Pantip    #ทำไมชีวิต ลำบากจัง    #ชีวิตมืดมน pantip    #เคย ลํา บาก สุดๆ Pantip    #ตอนนี้ ลำบาก    #ลํา บาก ตอนแก่ Pantip    #ชีวิตลําบาก ภาษาอังกฤษ    #ประสบการณ์ชีวิต ลำบาก    #ความลําบาก สอนให้เรา อดทน    #เวลาลำบาก ไม่มีใครช่วย    #ข้อคิด คนที่ลำบากกว่าเรา    #ไม่อยากให้ใคร มาลำบากด้วย    #คำคมตอนลำบาก ใครอยู่กับเรา    #ชีวิตรันทด Pantip    #ชีวิตที่ ลํา บาก    #ใช้ชีวิต ลำบาก    #ความทุกข์ในชีวิต    #วิธีปล่อยวาง ความทุกข์    #ช่วงเวลาที่ ยาก ลำบาก ภาษาอังกฤษ    #ชีวิตมีแต่หนี้สิน    #ชีวิตมีแต่ปัญหา pantip    #ทำไม มีแต่เรื่อง ทุกข์ ใจ    #ชีวิต ทำไม แย่    #จุด ตก ต่ำที่สุดในชีวิต pantip    #ใช้ชีวิต ผิด พลาด หมดตัว pantip    #ชีวิตขาลง Pantip    #วิกฤตชีวิต pantip    #วิธีแก้ เคล็ด ชีวิตตกต่ำ    #จนที่สุดในชีวิต Pantip    #เครียด ปัญหาชีวิต - Pantip    #ชีวิตตกต่ำถึงขีดสุด pantip    #ประสบการณ์ชีวิตในวัยเรียน    #ประสบการณ์ชีวิตของฉัน    #ประสบการณ์ชีวิตจริง    #เรื่อง เล่า ประสบการณ์ชีวิต สั้น ๆ    #ประสบการณ์ สั้นๆ    #ประสบการณ์ดีๆในชีวิต    #ประสบการณ์ ในชีวิตประจำวัน    #ประสบการณ์ชีวิต ประทับใจ    #ประสบการณ์ชีวิต สั้นๆ    #ชีวิต ลํา บาก    #ไม่เคย ลํา บาก Pantip   
หัวข้ออื่น ( ดูทั้งหมด )


สมัครแทงหวย กดตรงนี้
3 ตัว 900 / 2 ตัว 90