ทำไมกินเหล้าถึงเมา ปวดหัว หลายวัน 2022

by WheelSharee Posted on 2022-03-02


ความคิดเห็นที่ 1
ทำไมดื่มเหล้าถึงเมาได้
เนื่องจากเอทิลแอลกอฮอล์ถือเป็นสารกดประสาทชนิดหนึ่ง การได้ที่ร่างกายได้รับแอลกอฮอล์เข้าไปจึงส่งผลต่อระบบประสาทโดยตรง โดยในช่วงแรกของการดื่มแอลกอฮอล์นั้น ร่างกายจะมีการเพิ่มขึ้นของสารสื่อประสาทที่ออกฤทธิ์ในการกระตุ้นสมอง นั่นคือ โอปิออยด์ (Opioids) ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นมาและสามารถไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างสารอื่น ๆ ตามมาด้วย เช่น เอนดอร์ฟิน (Endorphin) โดยเอนดอร์ฟินจะออกฤทธิ์ทำให้ร่างกายสดชื่น อารมณ์ดีและตื่นตัวมากขึ้นกว่าปกติ เราจึงพบว่า การดื่มแอลกอฮอล์ในระยะแรกในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไปนั้นจะทำให้เราอารมณ์ดี ไม่เครียด ผ่อนคลาย (เพราะร่างกายมีสารโอปิออยด์เพิ่มขึ้น)

อย่างไรก็ตาม เมื่อร่างกายได้รับแอลกอฮอล์ต่อเนื่องในปริมาณที่มากขึ้น พิษของแอลกอฮอล์จะไปกดการทำงานของสมองในส่วนต่าง ๆ ดังนี้

- สมองกลีบหน้า (Frontal lobe) เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมความคิด ความจำ สติปัญญา บุคลิก ความรู้สึก ดังนั้น เมื่อแอลกอฮอล์เข้าสู่สมองส่วนนี้ จะทำให้เราควบคุมคิด ความจำ และบุคลิก ไม่ค่อยได้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนมีบุคลิกและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากเดิมเมื่อดื่มแอลกอฮอล์  

- สมองกลีบข้าง (Parietal lobe) เป็นส่วนที่ทำหน้าที่สำคัญในการรวบรวมและประมวลข้อมูลความรู้สึกทั้งหลาย ดังนั้น เมื่อแอลกอฮอล์เข้าสู่สมองส่วนนี้ จะทำให้ความแม่นยำในการประมวลข้อมูลต่าง ๆ ลดน้อยลง และเริ่มพูดจาไม่รู้เรื่อง

- สมองกลีบขมับ (Temporal lobe) เป็นส่วนที่ทำหน้ารับความรู้สึกเกี่ยวกับกลิ่นและเสียง เมื่อแอลกอฮอล์เข้าสู่สมองส่วนนี้จะส่งผลให้ร่างกายมีความสามารถในการได้ยินและได้กลิ่นที่ด้อยประสิทธิภาพลง

- ซีรีเบลลัม (Cerebellum) เป็นส่วนที่ควบคุมการทรงตัวของร่างกาย เมื่อร่างกายดื่มเข้าไปมาก ๆ และแอลกอฮอล์เข้าสู่สมองส่วนนี้ จะทำให้เราเสียการทรงตัว เดินเซ เดินไม่ตรงทาง ซึ่งเมื่อถึงจุดนี้ร่างกายจะเริ่มชัทดาวน์ตัวเองและมีอาการง่วงนอนตามมา
 
โดยปกติแล้วร่างกายของเราจะปฏิเสธแอลกอฮอล์โดยอัตโนมัติเนื่องจากเป็นพิษต่อร่างกาย ดังนั้น หลังจากที่เราดื่มเหล้าหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ ร่างกายก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะกำจัดมันออกไป จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราปัสสาวะหรืออาเจียนบ่อยเมื่อดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปในปริมาณมากนั่นเอง
ความคิดเห็นที่ 2
เทคนิคการบรรเทาอาการเมาค้าง

ก่อนที่จะแก้ไขอาการเมาค้าง เรามาติดตามกระบวนการแผลงฤทธิ์เดชของแอลกอฮอล์ในร่างกายไว้เป็นความรู้กันก่อน ซึ่งแบ่งเป็นปฏิกิริยาได้ดังนี้

ปฏิกิริยาแรก

จะเกิดขึ้นทันทีที่ดื่มเหล้าแล้วแอลกอฮอล์เข้าสู่ตับเอนไซม์ในตัวคนเราจะเปลี่ยนแอลกอฮอล์เป็นสารตัวใหม่ ชื่ออะเซ็ตทัลดีไฮด์ แล้วเปลี่ยนต่อเป็น อะซิเทต แล้วเคลื่อนตัวไปยังสมองของต่อมควบคุมระดับเกลือและน้ำตาลในร่างกาย รวมไปถึงอวัยวะต่างๆ อีกมากมายหลายส่วน ผลจากการเคลื่อนตัวไปยังส่วนต่างๆ นี่เองทำให้ร่างกายสำแดงอาการเริ่มตั้งแต่อาการสมองโปร่งโล่งสบายในระยะแรก แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความรู้สึกกับถูกบีบหนักๆ ร่างกายเริ่มผิดเพี้ยน เคลื่อนไหวโซซัดโซเซ ลิ้นก็ชักจะแข็งๆ พูดจาอ้อแอ้ หูอื้อ ตาลายและแดงกล่ำไปด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ บางคนถึงขนาดความจำเสื่อมไปชั่วขณะ ถ้าดื่มต่อไปอย่างยั้งไม่หยุดก็จะตามมาติดๆ ด้วยอาการคลื่นไส้อาเจียน และเกิดปฏิกิริยาผิดเพี้ยนอื่นๆ ตามมาอีกนับไม่ถ้วน

ปฏิกิริยาต่อมา

เป็นกระบวนการต่อเนื่องจากปฏิกิริยาแรก ส่งผลให้สมองเกิดการเปลี่ยนแปลง ปกติเซลล์สมองจะมีกลไกป้องกันตัวเอง โดยการเปลี่ยนแปลงผนังเซลล์ให้หนามากพอ ที่จะไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเข้ามาทำลาย ดังนั้นเมื่อแอลกอฮอล์เดินทางมาสู่สมองเซลล์จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อป้องกันตัวเองอยู่ตลอดเวลา จนเกิดผลของการแฮ้งก์โอเวอร์หรืออาการเมาค้างตามมาในที่สุด

ปฏิกิริยาสุดท้าย

เป็นกระบวนการแห้งเหือดของน้ำหรือของเหลวภายในร่างกายเพราะแอลกอฮอล์เป็นสารที่ทำให้เกิดการปลดปล่อยของเหลวในร่างกาย โดยดูดซึมและขับถ่ายในรูปปัสสาวะและยังขับสารอาหารสำคัญๆ ออกมาอีกด้วย ในร่างกายเหล่านี้หลงเหลืออยู่ในปริมาณต่ำสุด เช่น แมกนีเซียม โปตัสเซียม รวมไปถึงวิตามินต่างๆ อีกหลายชนิด เช่น วิตามินบี 1 วิตามินบี 6 วิตามินซี เป็นต้น
ด้วยปฏิกิริยาดังกล่าว จึงมักพบอาการที่มักได้ยินผู้ดื่มพูดๆ กัน ว่าในหัวจะเหมือนมีใครอาค้อนมากระหน่ำ ปวดหนึบๆ บางคนปวดจี๊ดๆ ต่อเนื่องหรือบางคนปวดตลอดเป็นระยะยาวๆ แล้วยิ่งถ้าขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกาย แม้แต่เพียงน้อยนิด ก็จะยิ่งปวดหัวหนักเข้าไปอีก ท้องไส้จะเบาโหวง คลื่นเหียนเหมือนเพิ่งลงจากรถไฟเหาะตีลังกามาสักสิบรอบ นอกจากนี้เจ้าตัวยังพบกับความยากลำบากในการลืมตา โดยเฉพาะถ้ามีลำแสงสาดส่องเข้ามากระทบดวงตาอันฉ่ำไปด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์แล้วละก็จะยิ่งทวีความปวดร้าวในหัวเหมือนหัวจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ อย่างไงอย่างงั้น แถมอาการเมาค้างยังทำให้ระบบประสาทสัมผัสปั่นป่วนตามไปด้วย กล่าวคือเสียงที่เคยกระทบโสตประสาทว่าไพเราะนักหนากลับกลายเป็นเสียงที่น่ารำคาญไปเสียนี่ จะกินจะลิ้มชิมของอร่อยสักเพียงใดก็เหมือนลิ้นคนกลายเป็นจระเข้ คือ ไม่รู้รสอะไรเลย แล้วริมฝีปากก็จะแห้ง เหมือนอยู่ท่ามกลางทะเลทรายในบ้าน อาการเพี้ยนๆ ที่เกิดขึ้นอีกก็คือ สภาพความปั่นป่วนในหัวอก หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำตามมาด้วยการเสียสมรรถภาพในการเคลื่อนไหวจะลุกจะนั่ง จะเดิน ก็แข็งทื่อ ไม่รวดเร็วคล่องแคล่วเหมือนใจนึก แถมท้ายด้วยการอาเจียนขนานใหญ่ ตามมาติดๆ ด้วยอาการผะอืดผะอม คืออาเจียนก็ไม่อาเจียน แล้วก็เป็นอยู่อย่างนี้นานทั้งวัน จะว่าไปแล้วอาการเมาค้างที่เกิดขึ้นนี้ช่างเป็นอาการที่ยืดความทรมานออกไปไม่จบสินสักที

ข้อมูลทั่วไป

อาการเมาค้าง เป็นภาวะหรืออาการที่คล้ายกับไข้หวัดใหญ่ คือ การที่ร่างกายขาดน้ำ เป็นผลที่เกิดหลังจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินร่างกายจะสามารถรับได้ ส่งผลให้เสียสมดุลของฮอร์โมน เกิดการเปลี่ยนแปลงของสารสื่อประสาท และสารทางชีวภาพอื่นๆ ในร่างกาย

อาการเมาค้างโดยทั่วไป ได้แก่ ปวดหัว มึนหัว เวียนศีรษะ คอแห้ง ผิวหน้าแห้ง ริมฝีปากแห้ง หน้าบวม ตาบวมผื่นแดง รอยแดง หน้าซีดเซียว คลื่นเหียน คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ หรือท้องร่วง ถ่ายเหลว รับประทานอาหารไม่ได้ เบื่ออาหาร นอนไม่ได้ สะลึมสะลือ กระเพาะอาหารเกิดการระคายเคือง มือสั่น ใจสั่น เหนื่อย เหงื่อออก หรืออ่อนเพลีย หมดแรงลุกไม่ขึ้น ตัวเย็น กล้ามเนื้อเกร็ง (ตะคริว) ความดันโลหิตลดลง และรู้สึกไม่สบาย สะดุ้ง ตกใจง่าย

นอกเหนือจากอาการที่มองเห็นทางร่างกายแล้ว

อาการเมาค้างยังมีผลทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น คนที่เป็นโรคหัวใจจึงมีอัตราการเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากการเมาค้างง่ายกว่าคนปกติด้วย เป็นการเพิ่มการทำงานของหัวใจ ปรากฏการณ์นี้มีผลต่อการตายจากโรคหัวใจ อาการเมาค้างยังส่งผลเสียต่อประสาท โดยทำให้การแพร่ของคลื่นสมองช้ากว่าปกติเป็นเวลาหลายชั่วโมง หลังจากร่างกายขจัดแอลกอฮอล์ออกไปแล้ว และการทำงานของกล้ามเนื้อร่วมประสาทบกพร่องเป็นเวลานาน แม้ว่าจะไม่ปรากฏแอลกอฮอล์ในเลือดแล้วก็ตาม อาการเมาค้างยังทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ และขาดสารอาหาร
อาการเมาค้างยังเกิดจากหลายปัจจัย และอาการที่เกิดขึ้นไม่ได้สัมพันธ์กับปริมาณแอลกอฮอล์ที่ดื่มแต่เพียงอย่างเดียวปัจจัยเสริมอื่นๆ อยู่อีก คือ กระเพาะอาหารว่างก่อนดื่ม อดนอนมาก่อนหรือนอนหลับไม่เพียงพอ มีความเครียดเป็นทุนเดิม ปัจจัยทางด้านสังคมจิตวิทยา การเพิ่มการการเคลื่อนไหวร่างกายขณะดื่ม หรืออยู่ในภาวะขาดน้ำ เป็นต้น และยังขึ้นอยู่กับปริมาณการดื่มในช่วงเวลาหนึ่งๆ ต่อน้ำหนักของคนดื่ม พูดง่ายๆ ว่าน้ำหนักน้อย มีสิทธิ์ไปไว สุดท้ายเป็นเรื่องอายุ ยิ่งแก่ยิ่งเมาค้างได้ง่าย

วิธีบำบัดฟื้นฟูสภาพ และเทคนิควิธีการดูแลบรรเทาอาการเมาค้างเบื้องต้น

• เช็ดตัวด้วยผ้าชุบน้ำเย็นและประคบด้วยผ้าเย็นบริเวณใบหน้าและศีรษะ
• ดื่มน้ำเปล่ามากๆ ทั้งวัน เพื่อให้ความเป็นพิษหมดไปโดยเร็ว
• ดื่มน้ำหวาน เช่น น้ำส้ม (น้ำอัดลม) เครื่องดื่มเกลือแร่ น้ำหวานต่างๆ เพื่อชดเชยเกลือแร่ที่สูญเสียไป และช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่น
• ดื่มน้ำผลไม้คั้นที่มีรสเปรี้ยวจัด แก้ไขการอาเจียน เช่น น้ำส้ม หรือน้ำมะนาว
• ดื่มน้ำผลไม้สดๆ หรือผลไม้สดแช่เย็นฉ่ำ ช่วยล้างพาและแก้อาการ เพื่อชดเชยวิตามินซี เพิ่มปริมาณออกซิเจนในเลือด ชดเชยพลังงานที่ร่างกายต้องการ อันจะทำให้ร่างกายสดชื่น (ควรใช้เครื่องคั้นน้ำผลไม้แยกกากยกเว้นบางชนิดที่ควรใช้เครื่องปั่น)




น้ำแตงโมแช่เย็นเจี๊ยบ

นอกจากนี้อาจผสมสตรอเบอรี่ด้วยก็ได้ ซึ่งเป็นผลไม้หนึ่งเข้ากันได้ดีกับแตงโม เพราะให้รสชาติหลากหลาย อาจสลับใช้ฮันนี่ดิวผสมแบล็คเบอรี่ บ้างก็ได้ ใช้แตงโมขนาด 1 นิ้ว 1 ชิ้น สตรอเบอรี่เด็ดก้านออกแล้ว 6 ผล ถ้าให้ชื่นใจยิ่งขึ้น ควรแช่เย็นผลไม้ก่อนนำมาคั้น

น้ำแครอทผสมแอปเปิ้ล

ดูจะเป็นน้ำผักผลไม้หลักๆ ที่ดีที่สุด และเหมาะจะเป็นเครื่องดื่มแก้วแรก สำหรับผู้ที่เริ่มทดลอง เริ่มด้วยการผสมน้ำคั้นทั้งสองอย่างนี้ในปริมาณเท่าๆ กัน และค่อยๆ ปรับเปลี่ยนสัดส่วนตามที่คุณชอบ ใช้แครอท 4 หัว แอปเปิ้ล 1 ลุก

น้ำจับฉ่าย

น้ำผักผลไม้ชนิดนี้จะมีรสดียิ่งขึ้นถ้าเหยาะซอสพริก 2-3 หยด หรือเพิ่มกระเทียมสักกลีบ หรือพริกสดก็จะได้รสชาติแปลกออกไป
ใช้มะเขือเทศสุก 2 ลูก แครอท 2 ลูก บีทรูท ½ หัว เชเลอรี่ 1 ต้น แตงกวา 1 ลูก

น้ำวุ้นจากใบว่านหางจระเข้
น้ำสมุนไพรนี้ช่วยให้ตับสามารถทำงานได้เป็นปกติเร็วขึ้น ช่วยสลายพิษได้



• สูดกลิ่นหอม โดยใช้นำมันหอมระเหย ด้วยวิธีดังนี้



สูดกลิ่นจากเตาระเหย (มิลลิลิตร) เฟนเนล 2 หยด, ลาเวนเดอร์ 1 หยด, น้ำมันจันทน์ 2 หยด, เลมอน 4 หยด

นวดตัว (ผสมน้ำมันนวด 50 หรือแช่ในอ่างอาบน้ำ) เฟนเนล 5 หยด, ลาเวนเดอร์ 3 หยด, น้ำมันจันทน์ 5 หยด, เลมอน 10 หยด

ประคบน้ำร้อน หรือประคบน้ำเย็น เฟนเนล 1 หยด, จูนิเปอร์ 2 หยด, โรสแมรี่ 1 หยด


• ดื่มนมอุ่นๆ ทีเดียวให้หมดแก้ว แต่ไม่ควรดื่มมากอาจจะอาเจียนหนักขึ้นได้
• ค่อยจิบเครื่องดื่มร้อนๆ เช่น น้ำชา ชามะนาว ส่วนกาแฟอย่าดื่ม ขณะเมาค้าง เนื่องมาจากกาแฟมีคาเฟอีน เมื่อดื่มเข้าไปจะทำให้ร่างกายขาดน้ำมากขึ้น
• อย่าปล่อยให้ท้องว่าง พยายามรับประทานอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ก๋วยเตี๋ยว ไม่ควรกินอาหารที่มีไขมัน หรือมีรสจัดมากเกินไป เพราะจะไปกระตุ้นให้เกิดอาการอาเจียนมากขึ้น
• ไม่ควรนอนจมอยู่บนเตียงทั้งวัน ควรจะลุกขึ้นมา สูดอากาศบริสุทธิ์ เพราะออกซิเจนจะช่วยให้เกิดกระบวนการเมตะบอลิซึมมากขึ้น ทำให้ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดลดลงจนรู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่า มากขึ้น
• ถ้าไม่ดีขึ้น แน่นอนต้องพึ่งพายาหอมผสมน้ำอุ่น ยาดม หรือยาธาตุ และยาสมุนไพรขมิ้นชัน ซึ่งจะทำให้ระบบย่อยอาหารมีสภาพเป้นกลาง หรือเป็นปกติมีความสมดุลขึ้น
• ควรนอนหลับ นอนพักผ่อนให้ได้อีกสักระยะหนึ่ง ก่อนไปทำงานประเภทขับรถหรือทำงานเครื่องจักรกล
• หากปวดศีรษะมาก รับประทานยาบรรเทาอาการ คือ แอสไพริน ควรกินยานี้ตอนเช้า ห้ากินก่อนเข้านอน หรือเวลาที่แอลกอฮอล์ยังสะสมอยู่ในร่างกายมาก หรือ หากคลื่นไส้อาเจียนก็ต้องใช้ยาแก้คลื่นไส้อาเจียนและข้อควรระวังคือ ไม่ควรรับประทานพาราเซมอล เพราะทั้งแอลกอฮอล์และพาราเซตามอลมีอันตรายต่อตับ

ข้อควรระวัง หรือลักษณะอาการที่ควรพบแพทย์

หากมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียนมาก ใจสั่น เหงื่อออก ตัวเย็น ความดันโลหิตลดลง ห้องร่วงรุนแรงจนทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ และอ่อนเพลีย เมาค้างเป็นนานกว่า 1 วัน ให้รีบไปพบแพทย์

วิธีป้องกันอาการ “เมาค้าง”

ก่อนดื่ม

• ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ขณะท้องว่าง เพราะอาหารในกระเพาะ จะช่วยป้องกันไม่ให้แอลกอฮอล์ ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเร็วเกินไป เตรียมตัวให้พร้อมด้วยการกินอาหารที่มีไขมันสูง เช่น นม หมูทอด เค้ก ขนมหวาน เนย หรืออื่นๆ จะได้ช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร ไม่ให้แอลกอฮอล์ซึมผ่านสู่อวัยวะต่างๆ ได้เร็วนักแล้วก็จงตบท้ายด้วยอาหารประเภทโปรตีน ไม่ว่าจะเป็นเนื้อปลา ไก่ ไข่ นม ถั่ว เป็นต้น
• ควรรับประทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSIDS หรือไอบูโพรเฟนก่อนเมแอลกอฮอล์ เพราะยาจะมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์prostaglandin ที่ทำให้เกิดอาการปวด แต่ไม่ควรรับประทานพาราเซตามอลโดยไม่จำเป็นขณะดื่ม หรือก่อนนอนหลังจากดื่ม เพราะทั้งแอลกอฮอล์และพาราเซตามอลมีอันตรายต่อตับ เมื่อรับประทานพร้อมกันจะอันตรายมากขึ้น
• ปัจจุบันนี้มีเครื่องดื่มป้องกันอาการเมาค้างที่ดื่มก่อนไปดื่มแอลกอฮอล์ด้วยก็พอจะช่วยได้ มักขายตามร้านสะดวกซื้อ

ระหว่างขณะดื่ม

• ควรทานอาหาร/กับแกล้มของขบเคี้ยวสล
ความคิดเห็นที่ 3

กลุ่มอาหารที่กระตุ้นอาการปวดศีรษะ

  1. สารไทรามีน (Tyramine) พบว่าเป็นองค์ประกอบธรรมชาติในอาหาร เช่น เนยแข็งที่บ่ม ปลารมควัน เนื้อสัตว์ที่ผ่านกรรมวิธียืดอายุ ของหมักดอง อาหารที่มีส่วนประกอบของยีสต์ เบียร์ เป็นต้น ผู้ที่มีความไวต่อสารไทรามีน เมื่อรับประทานอาหารเหล่านี้เข้าไปจะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง
  2. สารแอสปาร์แตม (Aspartame) สารให้ความหวาน ซึ่งหวานกว่าน้ำตาลปกติ 180 – 200 เท่า ถึงแม้จะไม่มีการรับรองอย่างเป็นทางการว่าเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ไมเกรน แต่ก็พบว่าในผู้ป่วยบางรายมีอาการปวดศีรษะหลังรับประทานสารตัวนี้
  3. ผงชูรส (Monosodium glutamate; MSG) สารปรุงแต่งรสชาติอาหารที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง มักถูกใช้สำหรับปรุงรสชาติอาหารให้อร่อย ใช้ในอาหารกระป๋อง และอาหารพร้อมรับประทาน กลไกการกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะอาจมาจากการกระตุ้นให้มีการหลั่งสารสื่อประสาทบางชนิด หรือไปกระตุ้นให้เซลล์ของผนังหลอดเลือดหลั่งสารไนตริกออกไซด์ ซึ่งเป็นสารที่ทำให้หลอดเลือดเกิดการขยายตัว นำไปสู่อาการปวดศีรษะในที่สุด
  4. ไนเตรตและไนไตรท์ (Nitrates and Nitrites) สารกันบูดที่ใช้ในการถนอมอาหาร อาหารหมักดอง หรืออาหารรมควัน เช่น ไส้กรอก เนื้อรมควัน หรือปลารมควัน หลังจากรับประทานอาหารที่มีสารดังกล่าวอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะในทันที หรืออาจจะใช้เวลานานกว่านั้นเป็นนาทีหรือเป็นชั่วโมงก็ได้ กลไกการกระตุ้นให้ปวดศีรษะอาจเกิดจากสารดังกล่าวไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารไนตริกออกไซด์ หรือสารที่ทำให้หลอดเลือดขยายตัวชนิดอื่น ๆ ส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัว ผู้ป่วยที่มีความไวต่อสารนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของทั้งโซเดียม ไนไตรท์และโซเดียม ไนเตรต โพแทสเซียม ไนไตรท์ และโพแทสเซียม ไนเตรต
  5. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Alcohol) โดยเฉพาะในไวน์แดง พบเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนได้บ่อย อาจจะทำให้มีอาการปวดศีรษะภายใน 3 ชั่วโมงหลังจากดื่ม หรือเกิดตามมาในช่วงท้ายก็ได้ สาเหตุเกิดจากไวน์มีส่วนประกอบของไทรามีน ซัลไฟต์ ฮีสตามีน และสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งสารเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้
  6. คาเฟอีน สารที่พบในกาแฟ ชา โซดา และช็อกโกแลต ซึ่งรวมถึงยาแก้ปวดศีรษะที่มีส่วนผสมของสารนี้ คาเฟอีนจะมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลางขึ้นกับขนาดที่รับประทานเข้าไป โดยปกติจะพบในน้ำอัดลม 115 มิลลิกรัม คาเฟอีนในขนาด 50 – 300 มิลลิกรัม มีผลทำให้ร่างกายตื่นตัว หากมากกว่า 300 มิลลิกรัม จะทำให้เกิดอาการวิตกกังวล กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ หงุดหงิด คาเฟอีนสามารถกระตุ้นให้ปวดศีรษะและยังสามารถช่วยลดอาการปวดศีรษะได้ ขึ้นอยู่กับขนาดและความถี่ของการใช้ ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะ แนะนำให้หลีกเลี่ยงเครื่องดื่ม อาหาร หรือยาที่มีส่วนประกอบของคาเฟอีน
นอกจากนี้การนอนพักผ่อนให้เพียงพอและตรงตามเวลาทุกวัน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่หักโหมจนเกินไป งดสูบบุหรี่ เนื่องจากการสูบบุหรี่จะเพิ่มความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดสมองตีบ (Ischemic stroke) งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง ฯลฯ และถ้าอาการปวดศีรษะรุนแรงมากขึ้นหรือมีลักษณะเปลี่ยนแปลงไป ควรปรึกษาแพทย์ทันที สามารถลดอัตราการเกิดไมเกรนได้
ความคิดเห็นที่ 4

แอลกอฮอล์ ส่งผลต่อสมองของเราอย่างไร

แอลกอฮอล์มีชื่อทางเคมีว่า  Ethanol หรือ Ethyl Alcohol จัดเป็นสารกดประสาทชนิดหนึ่ง เมื่อดื่มไปแล้ว ร่างกายเราจะทำทุกวิถีทางที่จะกำจัดออกไป  แต่ผลกระทบอาจจะไม่ใช่แค่รอตับกำจัดแค่นั้น แต่ระหว่างที่รอ แอลกอฮอล์จะส่งผลมากมายต่อร่างกาย

เมื่อแอลกอฮอล์เดินทางไปยังกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก เพื่อดูดซึมเข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือด ตับอ่อนจะหลั่งฮอร์โมนอินซูลินออกมา (อินซูลินเป็นฮอร์โมนขี้งก ที่ชอบออกมาเก็บน้ำตาลในเลือดที่ล่องลอย เข้าสู่เซลล์ต่างๆ เพื่อไม่ให้น้ำตาลในเลือดสูงมากจนเกินไป) หากว่าเราปล่อยให้ท้องว่าง ระดับน้ำตาลในเลือดจะน้อยอยู่แล้วเป็นทุนเดิม หากเผลอดื่มแอลกฮอล์ไปทีละมากๆ จะยิ่งถูกฮอร์โมนอินซูลินออกมาขโมยน้ำตาลในเลือดให้ต่ำลง จึงเกิดอาการคล้ายน้ำตาลตก และจะเริ่มมีอาการมึนๆ งงๆ ตามมา และมึนเมาได้ไวกว่าคนที่รองท้องมาด้วยอาหาร หรือทานของแกล้มไปด้วย

เมื่อแอลกอฮอล์ไหลวนในกระแสเลือดแล้ว จะเดินทางไปยังสมอง โดยจะถูกซึมซับเข้าสู่สมองหลายส่วน เช่น

  • สมองส่วนหน้า (Frontal lobe) มีทำหน้าที่ควบคุมการตัดสินใจ อารมณ์ ความคิด สติปัญญา บุคลิกภาพ หากดื่มมากไป จะทำให้เราขาดความยับยั้งชั่งใจ ตัดสินใจผิดพลาด บุคลิกภาพที่ผิดปกติอาจเผยออกมา (เช่น จากสาวเรียบร้อยก็อาจจะเต้นคึกคักแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนได้) สำหรับผู้ที่ติดแอลกอฮอล์ เมื่อสมองส่วนนี้ถูกทำลาย จะทำให้การเรียนรู้ การเข้าสังคมผิดปกติได้
  • สมองส่วนความจำ (Hippocampus) เป็นหน่วยเก็บความทรงจำที่ดราม่าทั้งหลายของเรา และความทรงจำปกติ หากแอลกอฮอล์ซึมเข้าไปถึงส่วนนี้ เราจะเริ่มจำสิ่งต่างๆ ในวันนั้นได้เลือนราง บางครั้งความทรงจำที่เก็บซ่อนไว้ ก็เผยออกมาให้ต้องร้องไห้ฟูมฟายคุมสติไม่ได้ ใครที่บอกว่ากินเหล้าแล้วจะลืมเรื่องบางอย่างได้ อาจไม่ใช่เสมอไป สำหรับผู้ที่ติดแอลกอฮอล์ เมื่อสมองส่วนนี้ถูกทำลาย จะทำให้เป็นโรคความจำเสื่อม การเรียนรู้ผิดปกติ ดังนั้นในช่วงก่อนสอบจึงไม่แนะนำให้ไปดื่ม
  • สมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) สมองส่วนนี้ช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ ความหิว ความอิ่ม การนอนหลับ หากสมองส่วนนี้ถูกซึมซับด้วยแอลกฮอล์จะทำให้ หิวง่าย กระหายน้ำ การเต้นของหัวใจ ความดันโลหิตจะผิดปกติแปรปรวน และคุณภาพการนอนผิดปกติ
  • สมองส่วนซีรีเบลลัม (Cerebellum) ควบคุมการทรงตัวของร่างกาย เมื่อดื่มเข้าไปมากๆ ก็จะเริ่มเดินไม่ตรง เดินไปชนคนนั้น คนนี้ บางคนอาจทำแก้วที่ถืออยู่หล่นได้ ผู้ที่ติดแอลกอฮอล์จึงมีปัญหาเรื่องการทรงตัวด้วย
  • ก้านสมอง (Brain Stem) คอยควบคุมการส่งถ่ายข้อมูลจากสมองไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย เมื่อดื่มในปริมาณมาก จะทำให้การรับรู้และตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ช้าลง  
  • ก้านสมองส่วนท้าย หรือ เมดัลลา (medulla oblongata) มีหน้าที่เหนืออำนาจจิตใจเกี่ยวกับการควบคุม การอาเจียน การหายใจ อัตราการเต้นของหัวใจ และความดันเลือด หากดื่มมากไป จะทำให้คลื่นไส้ได้ง่าย และถ้าดื่มมากเกินที่ร่างกายจะรับไหว จะทำให้หมดสติ ช็อค หยุดหายใจ และเสียชีวิตได้

ดังนั้น การดื่มแต่พองาม พอมึน พอตัว นอกจากจะช่วยให้เรายังพอมีสติอยู่ได้ ยังช่วยชีวิตสมองในหลายๆ ส่วนด้วย สำหรับอาการเมาค้างนั้น จะมีอาการ คือ ปวดศีรษะและกล้ามเนื้อตามร่างกาย กระหายน้ำ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง นอนหลับไม่สนิท ไม่มีสมาธิ  ชีพจรเต้นเร็ว หากเกิดอาการเมาค้างที่รุนแรงมากจนไม่สามารถลุกขึ้นมาทำงานหรือทำกิจวัตรประจำวันได้ อาจเป็นสัญญาณของภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษ ซึ่งถือว่าอันตรายต่อชีวิต ต้องรีบมาโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน

เมาค้าง เกิดขึ้นได้อย่างไร

เมื่อแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายแล้ว จะเปลี่ยนไปอยู่ในรูปของ อะซิตัล แอลดีไฮด์ (Acetal aldehyde)  โดยเอนไซม์ alcohol dehydrogenase  แต่ อะซิตัล แอลดีไฮด์  มีพิษต่อเซลล์ร่างกาย ร่างกายจึงมีเอนไซม์ Acetal dehydrogenase มาเปลี่ยนให้เป็น สารอะซีเตต ( Acetate) ที่ไม่มีพิษ และ ร่างกายสามารถนำไปใช้เป็นพลังงาน ได้ แต่ในร่างกายคนเราบางคน ผลิตเอนไซม์ Acetal dehydrogenase ได้ในปริมาณที่จำกัด จึงเกิดการสะสมของ Acetal aldehyde ซึ่งเป็นพิษต่อเซลล์ ทำให้ระบบประสาทและสมอง ระบบการย่อยและระบบการดูดซึมอาหาร การนอนหลับ ผิดปกติได้

วิธีแก้แฮงค์

จากงานวิจัยมากมาย ระบุว่า ไม่มียาลดการเมาใดๆ หรือยาสูตรสำเร็จแก้อาการเมาค้างได้ผล 100% ดีที่สุดคือดื่มแต่น้อย ส่วนวิธีที่มักนิยมใช้แก้อาการ เมาค้าง เช่น

  • ดื่มน้ำเปล่าครั้งละ 1-2 แก้ว บ่อยๆ เพื่อให้ร่างกายปวดปัสสาวะ และน้ำจะพาสารตกค้างจากแอลกอฮอล์ออกมากับปัสสาวะ บางคนอาจดื่มชาร่วมด้วย เพราะชามีฤทธิ์ขับปัสสาวะอ่อนๆ
  • รับประทานอาหารอ่อนๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก อาจพอช่วยลดอาการเมาค้างได้บ้าง
  • ดื่มน้ำผักและผลไม้ปั่น รสออกเปรี้ยวหวาน อาจช่วยได้ เนื่องจากเราจะสูญเสียวิตามินแร่ธาตุจากการดื่มแอลกอฮอล์ จนทำให้มีอาการอ่อนเพลียได้ หรืออาจใช้วิตามินชนิดเม็ดฟู่ละลายน้ำดื่มก็สามารถทำได้ไม่มีข้อห้าม
  • สำหรับผู้ที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน การดื่มน้ำขิง ชามินต์ อาจช่วยลดอาการเหล่านี้ได้
  • วิตามินอาหารเสริม ที่อาจช่วยบรรเทาอาการได้ เช่น วิตามินบีรวม วิตามินซี แมกนีเซียม และกรดอะมิโนแอล-ซีสเทอีน (L-Cysteine)
  • หากมีอาการปวดหัว ตัวร้อน ร่วมด้วย สามารถทานยาแก้ปวดกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ได้ เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟ่น หรือยาตัวอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน ทั้งนี้ควรปรึกษาเภสัชกร หรือแพทย์ก่อนซื้อยา เพื่อซักถามประวัติการแพ้ยาอย่างละเอียดก่อนที่จะทาน
  • สำหรับกาแฟนั้น อาจไม่ได้ช่วยทำให้อาการแฮงค์ดีขึ้น แต่อาจทำให้เราตื่นตัว แต่ถ้าร่างกายยังพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือนอนน้อย เมื่อหมดฤทธิ์กาแฟ จะทำเพลียหนักมากกว่าเดิมถ้ายังฝืนทำงานต่อ

เตรียมตัวอย่างไรไม่ให้แฮงค์

ก่อนไปดริ้ง สิ่งที่สำคัญกว่า คือการเตรียมตัวอย่างไรไม่ให้แฮงค์  หากรู้ตัวว่าแฮงค์ง่าย สามารถลองทำตามนี้ได้

  • อย่าปล่อยให้ท้องว่างก่อนไปดริ้ง หาข้าวหรืออาหารเบาๆ รองท้องไปสักหน่อย เพราะถ้าท้องว่าง เราจะเมาง่ายและน้ำตาลในกระแสเลือดตกวูบได้ หากไม่ได้รองท้องไป ควรสั่งกลับแกล้มเพื่อให้มีอะไรตกถึงท้องบ้าง
  • อย่าดื่มแอลกอฮอล์ทีละมากๆ หรือเข้มข้นมากจนเกินไป แนะนำให้ผสมกับเครื่องดื่มหรือ มิกเซอร์ และค่อยๆ ดื่ม
  • ดื่มน้ำตาม 1-2 แก้ว ทุกชั่วโมงเพื่อไม่ให้ระดับแอลกฮอล์ในเลือดเข้มข้นจนเกินไป และทดแทนน้ำที่เสียไปกับปัสสาวะ ระหว่างดื่มแอลกอฮอล์
  • การทานวิตามินรวมหรือกรดอะมิโนแอล-ซีสเทอีน (L-Cysteine) ก่อนไปดริ้ง อาจช่วยลดการอักเสบของตับ จากการที่เซลล์ตับถูกแอลกอฮอล์ทำร้ายได้

การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป นอกจากส่งผลกระทบต่อสมองแล้ว ยังผลต่อตับ เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดไขมันสะสมที่ตับ (fatty liver) รวมทั้งเพิ่มโอกาสให้สารพิษที่ร่างกายได้รับมาสะสมในตับ หากดื่มบ่อยๆ อาจนำไปสู่ตับอักเสบ พังผืดที่ตับ ในที่สุด ก็จะกลายเป็นตับแข็ง ดังนั้น สุขภาพที่ดี เรากำหนดได้เอง จากการดื่มอย่างมีสติและพอประมาณ

Comment:
CONFIRM CODE :
Comment Name :
#อะไรในเซเว่นกินแล้วเมา    #แอลกอฮอล์ 3 เปอร์เซ็นต์ เมาไหม    #เหล้าอะไรกินแล้วเมาเร็ว    #แอลกอฮอล์ 3% เมาไหม    #น้ำ ผสม กินแล้วเมา    #แอลกอฮอล์ 13% เมาไหม    #กินอะไรเมาแทนเหล้า    #เมาเบียร์ อาการ    #กินเหล้าแล้วปวดหัว วิธีแก้    #ทำไม กินเหล้า แล้วปวดหัว    #กินเหล้าแล้วปวดหัวไมเกรน    #กินเหล้าแล้วปวดหัว pantip    #กินเหล้าแล้วมวนท้อง    #กินเหล้าแล้ว ร้อน ท้อง วิธีแก้    #กินเหล้าแล้วปวดหัว นอนไม่หลับ    #แอลกอฮอล์มีผลต่อสมองส่วนใด    #วิธีแก้เมาเบื้องต้น    #วิธีแก้เมา เร่งด่วน pantip    #วิธีแก้ น็อค เหล้า    #แก้แฮงค์เหล้า 7-11    #วิธีแก้อาการเมาค้าง พะอืดพะอม    #วิธีแก้เมา เวียนหัว    #ยาแก้เมาเหล้า    #วิธีแก้อาการเมาค้าง พะอืดพะอม pantip    #เครื่องดื่มแก้เมาค้าง 7-11    #แก้อาการเมาค้าง คลื่นไส้    #วิธีแก้เมาเหล้า เร่งด่วน    #กี่ชั่วโมงหายเมา    #สไปรท์ ลดอาการเมาค้าง    #แฮงค์เหล้า กินข้าวไม่ได้    #วิธีดูแลคนเมาเหล้า    #กินเหล้า แล้วปวดหัว คับ    #ไม่ได้ กิน เบียร์ แล้วปวดหัว    #กินเบียร์แล้วปวดหัวทันที    #กิน เหล้า แล้ว ปวดหัว ปวด ท้ายทอย    #กินเหล้าแล้วพะอืดพะอม    #อาการเมาเหล้าขาว    #วิธีแก้อาการเมาเหล้า    #ระดับอาการเมา    #กิน เหล้าแล้ว ร้อน วิธี แก้    #วิธีแก้เมา เร่งด่วน    #กินเหล้าแล้วแสบท้อง วิธีแก้    #กินเหล้าแล้วปวดหัวหลายวัน    #อาการเมา เหล้า    #เมาค้าง กี่ วัน หาย    #กินเหล้า แล้ว เบลอ    #แฮ ง ค์ เหล้า กินข้าว ไม่ได้    #แอลกอฮอล์ กิน แล้วเมา   
หัวข้ออื่น ( ดูทั้งหมด )


สมัครแทงหวย กดตรงนี้
3 ตัว 900 / 2 ตัว 90